รถพลังงานสะอาดเป็นยังไง? ทำไมถึงเป็นอนาคตใหม่แห่งการเดินทาง

รถพลังงานสะอาดเป็นยังไง? ทำไมถึงเป็นอนาคตใหม่แห่งการเดินทาง

พร้อมกันหรือยัง? รถพลังสะอาด อนาคตใหม่แห่งการเดินทาง

เราคงได้เห็นภาพหรือข่าวคราวเกี่ยวกับรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกมาเป็นระยะเวลานึงแล้ว ซึ่งกระแสดังกล่าวก็เกิดขึ้นอย่างจริงจังในหลายๆ ประเทศ เช่น ประเทศนอร์เวย์มีนโยบายยกเลิกการขายรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงในปี 2025 เช่นเดียวกันกับอินเดีย ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ที่ตั้งเป้าว่ารถยนต์ที่ใช้ในประเทศทุกคันจะใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2040 หรือแม้แต่ประเทศจีนซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เริ่มปรับตัวเรียบแล้ว

สำหรับประเทศไทยเอง หลังจากที่ประสบปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ประเด็นการใช้รถยนต์พลังงานทางเลือก ก็ถูกหยิบมาพูดถึงกันอย่างหนาหูอีกครั้ง ซึ่งหากยังจำกันได้ เมื่อสองปีที่แล้วมีมาตรการส่งเสริมจากทางรัฐบาลที่กระทรวงการคลังได้ออกประกาศเกี่ยวกับการลดอัตราภาษีสรรพมิตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) ลงเหลือ 2% เพื่อจูงใจให้ค่ายรถยนต์หันมาทำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น

ว่าแต่รถยนต์พลังงานทางเลือก หรือรถยนต์พลังงานสะอาด มีแบบไหนบ้าง แล้วทำไมเราจำเป็นต้องใช้มันด้วยล่ะ?

อย่างที่ทราบกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้รถยนต์พลังงานทางเลือกคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็เพราะรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ ฝุ่นควันจนลามไปถึงฤดูกาลที่แปรปรวน ซึ่งรถยนต์พลังงานทางเลือกที่ได้รับการพูดถึงก็คือ

รถยนต์พลังงานก๊าซธรรมชาติ (NGV) : รถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมัน ซึ่งสากลเรียกว่า CNG โดยข้อดีของการใช้พลังงานประเภทนี้คือ สะอาด ไม่ก่อให้เกิดควันดำ และที่สำคัญคือ ปลอดภัย ลุกไหม้ได้ยากกว่า

รถยนต์พลังงานไฮบริด (Hybrid) : เป็นการใช้พลังงานที่เกิดจากการผสมผสานการทำงานในแบบเครื่องยนต์สันดาปภายในและพลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์ โดยมีระบบคำนวนการทำงานแบบอัตโนมัติว่าจะเลือกใช้เครื่องยนต์ชนิดไหนในการขับเคลื่อน ช่วยลดมลพิษบนท้องถนนได้ส่วนหนึ่ง

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Electric Vehicle) : ที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า EV เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 100% โดยใช้แบตเตอรี่เก็บพลังไฟฟ้า ส่งต่อตัวแปลงกระแสไฟฟ้าไปยังมอเตอร์และสร้างพลังการขับเคลื่อน ซึ่งความสำคัญอยู่ที่แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ซึ่งสามาาถเก็บพลังงานได้มากและมีอายุการใช้งานที่นาน คงทน

แม้ปัจจุบันสัดส่วนการขายรถยนต์ EV จะอยู่เพียง 1% ของยอดขายรถใหม่ แต่ผลสำรวจที่ว่า 44% ของคนไทยมีความสนใจเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นรถยนต์คันต่อไป ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าคนไทยให้การตอบรับกับกระแสรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขนาดไหน ซึ่งในอนาคตหากภาครัฐเองให้การสนับสนุน ก็จะมีส่วนทำให้เกิดการลงทุนพัฒนา รวมถึงการแข่งขันของตลาด ส่วนภาคเอกชนก็มีการส่งเสริมกันอย่างเต็มที่แล้ว สังเกตุได้จากสถานีแท่นชาร์จที่เริ่มติดตั้งมากกว่า 100 จุดในกรุงเทพแล้ว และเร่งขยายการติดตั้งเพิ่มเติมในต่างจังหวัดโดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ๆ ให้เร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้รถยนต์พลังไฟฟ้าแบบสมบูรณ์ในประเทศไทย

“ก่อนจะถึงวันนั้น เรามาเตรียมความพร้อมสำหรับการรักษาสิ่งแวดล้อม ต้อนรับกระแสรถยนต์พลังงานสะอาดก่อนใครในราคาสบายๆ ที่ RodKaidee สักคันดีไหม”

เทียบทีเด็ดหมัดต่อหมัดระหว่าง กล้อง Mirrorless กับ กล้องมือถือ

เทียบทีเด็ดหมัดต่อหมัดระหว่าง กล้อง Mirrorless กับ กล้องมือถือ

กล้องมือถือ หรือ Mirrorless ! ทีเด็ดของภาพสวยแห่งยุคดิจิทัล
ต้องยอมรับว่าโลกยุคใหม่มีตัวช่วยในการทำ “เรื่องยาก” ให้เป็นเรื่องง่าย สบายเหลือเชื่อเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องของการ “สร้างภาพ” สวยๆ บนโซเชียลมีเดีย จนเกิดคำพูดที่ว่าใครๆ ก็เป็นช่างภาพได้เพียงแค่มีมือถือเครื่องเดียวเท่านั้น  ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ยังคงรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเลนส์กล้องอย่างหัวปักหัวปำ ถึงแม้ว่าการจะได้ภาพแต่ละภาพออกมานั้น อาจจะไม่ง่าย แต่ก็เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เขายินดีแลกกับความสะดวกสบายนั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นกล้องมือถือหรือกล้อง Mirrorless ปลายทางของคุณก็คือ“ภาพสวยๆ” เหมือนกัน สำหรับคนที่ยังค้นหาวิธีที่ใช่ของตัวเองอยู่ ลองมาดูกันว่า ระหว่างกล้องมือถือกับกล้อง Mirrorless แบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณมากกว่ากัน

ความสะดวก รวดเร็ว

เพราะเรื่องราวที่น่าสนใจอาจเกิดขึ้นได้ภายในพริบตาเดียว ความรวดเร็วจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราได้ภาพสวยๆ หรือเป็นคอนเทนต์เรียลไทม์ให้ใครๆ เข้ามากดไลค์ ซึ่งในจุดนี้กล้องมือถือน่าจะเป็นอุปกรณ์ที่คุณกำลังมองหา หยิบจับถนัดและยกขึ้นถ่ายได้แบบไม่ต้องอาย ถ่ายปุ๊บ แต่งหน่อย แล้วก็โพสต์เลย ไม่ต้องพกอุปกรณ์เสริมให้หนักกระเป๋า การใช้งานก็ไม่ยากและไม่ต้องดูแลรักษาให้มากมาย หาง่ายตามท้องตลาด เช่น iPhone X ที่มาพร้อมกล้องหน้าละเอียด 12 MP หรือ Huawei P30 Pro ที่เพิ่งมาใหม่ๆ กับกล้อง Leica 4 ตัว ให้ความละเอียด 40 MP แถมยังซูมได้ถึง 50 เท่า แบบไม่ต้องง้อเลนส์เสริมอีกต่างหาก

คะแนนความสะดวก : สมาร์ทโฟนกินนิ่ม

 

คุณภาพของรูป

จริงอยู่ที่กล้องมือถือสมัยนี้มีความละเอียดสูงมาก แต่อย่าเพิ่งวางใจ หากคุณต้องการใช้งานที่ซับซ้อนกว่าการโพสต์เรียกไลค์ในโซเชียล มีเดีย กล้องถ่ายรูปแบบ Mirrorless น่าจะตอบโจทย์กับคุณมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องของการนำไปพิมพ์หรือการนำไปรีทัช ตกแต่งเพิ่มเติม เพราะขนาดพิกเซลยังไม่สำคัญเท่ากับขนาดของ Sensor  ยิ่งกล้องมีขนาด Sensor ใหญ่เท่าใด ความสามารถในการเก็บแสงยิ่งดี ช่วยลด noise ที่อยู่ในภาพ ทำให้รายละเอียดของภาพ แสงสี มิติความชัดตื้นชัดลึกดีกว่ากล้องมือถือที่มี Sensor ขนาดเล็กอย่างชัดเจน

คะแนนด้านคุณภาพของรูป : ใส่สกอร์ให้กล้อง Mirrorless ไปเลย

 

ความหลากหลายของฟังก์ชั่น

หน้าชัดหลังเบลอ หลังละลาย ซูเปอร์ซูม หรือปรับแต่งสีตามใจ เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ทำได้ครบ จบในเครื่องเดียว ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเล็กๆ ของกล้องมือถือหรือสมาร์ทโฟนที่มี application และ software ซึ่งช่วยให้ขั้นตอนเหล่านั้นง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าว่ากันตรงๆ เรื่องการจัดการในส่วนของระดับ ISO, F-Stop หรือ Shutter Speed กล้อง Mirrorless ยังคงได้เปรียบกว่าในเรื่องคุณภาพ เช่นเดียวกันกับการซูมที่ทำได้คมชัดกว่า และการทำหน้าชัดหลังเบลอที่เกิดขึ้นจากเลนส์ ก็ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการปรับด้วย Software อีกด้วย

คะแนนด้านความหลากหลาย : กล้อง Mirrorless เฉือนชนะหวุดหวิดในเรื่องของคุณภาพ

 

ตอบโจทย์ด้านการใช้งานของคุณหรือเปล่า?

คำถามข้อสำคัญที่จะตัดสินโจทย์ที่ว่า คุณควรใช้กล้องมือถือหรือกล้อง Mirrorless มากกว่ากัน ถามใจคุณเองดีกว่าว่าคุณต้องการใช้งานแบบไหน ? หากคุณมองการถ่ายรูปเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ หรืองานอดิเรก บ่งบอกความเป็นตัวเองผ่านโซเชียล มีเดียในหน้าจอโทรศัพท์ สะดวกรวดเร็ว กล้องมือถือสมาร์ตโฟนน่าจะตอบโจทย์การใช้งานนี้ที่สุด แต่ถ้าต้องการใช้เป็นอาวุธในการเลี้ยงชีพ ต่อยอดไปจนถึงความสำเร็จในสายงาน พอๆ กับที่ใช้บ่งบอกไลฟ์สไตล์แบบคนทำงานคราฟต์ กล้อง Mirrorless เป็นของที่คุณต้องมี

ผลนัดชิงชนะเลิศ : กล้อง Mirrorless ก็ดี กล้องมือถือก็ดี  หรือจะมีไว้ทั้งสองแบบก็ยังได้ ถ้าคุณรู้ถึงสถานการณ์ในการหยิบใช้และมีกำลังทรัพย์มากพอ

“ ถ้าคุณมีกล้อง DSLR ตัวเก่าแล้วอยากหันไปลองไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ กับการถ่ายรูปด้วยสมาร์ทโฟนดีๆ สักเครื่อง เอากล้องของคุณมาลงขายที่นี่ได้เลย เผื่อคนที่มีสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว เขาอยากเริ่มต้นกับกล้องดีๆ สักตัวในราคาที่ win-win กันทั้งคู่ ”

เสริมดวงให้รถคันใหม่ สบายใจด้วยเลขมงคล

เสริมดวงให้รถคันใหม่ สบายใจด้วยเลขมงคล

แม้โลกปัจจุบันจะถูกขับเคลื่อนด้วยแนวความคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ศาสตร์ในเรื่อง “ดวงชะตา” ก็เป็นปัจจัยที่หลายๆ คนให้ความสำคัญอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพ่อรุ่นแม่ตลอดจน คนรุ่น Gen Y เพราะเรื่องเหล่านี้ยังคงอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับคำว่านวัตกรรมอย่างแนบเนียน ลองนึกถึงเวลาที่คุณออกรถป้ายแดงที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและฟังค์ชั่นสักคัน แต่มันก็ยังไม่สบายใจอยู่ดีใช่ไหมล่ะ ถ้าคุณยังไม่มีเลขทะเบียนดีๆ ที่สวยโดนใจ ให้โชคให้ลาภ เพื่อเป็นอีกหนึ่งความหวังในการใช้ชีวิตให้ราบรื่น ปลอดภัย

ถ้าคุณอยากฟินให้สุด หยุดที่การค้นหา “เลขทะเบียน”  กับ RodKaidee ได้เลย และถ้ายังไม่รู้ว่า เลขทะเบียนที่หมายปองนั้น มันเป็นมงคลแก่ตัวหรือไม่ ที่นี่มีคำตอบ!

1. ทะเบียนเฮง ชีวิตรุ่ง มุ่งตรงไปที่เลขผลรวม
ข้อแรกนี้คือการนำเอาเลขทะเบียนมาบวกกันเพื่อหาผลรวมโดยที่ไม่ต้องสนใจตัวอักษรกับเลขด้านหน้า เช่น ทะเบียน 4 กข 2562 ให้คำนวนผลรวมจากเลข 2562 ซึ่งวิธีบวกจะเป็นการบวกจนได้

เป็นเลขหลักเดียว ในกรณีนี้คือ 2+5+6+2 = 15 จากนั้นจึงเอาเลข 1+5=6 ดังนั้นผลรวมของทะเบียนนี้คือเลข 6 ซึ่งหมายความว่า เจ้าของรถจะมีคนอุปถัมภ์ แคล้วคลาดจากเหตุการณ์ที่ไม่ดี เป็นต้น ถ้าอยากได้เลขทะเบียนมงคล ควรมีผลรวมของตัวเลขเป็น 1, 2, 4, 5, 6, 8 หรือ 9 ส่วนถ้าบวกออกมาแล้วได้ผลรวมเป็นเลข 3 และ 7 ควรหลีกเลี่ยง

นอกจากนี้ยังมีวิธีเลือกเลขทะเบียนมงคลจากผลรวม ตามความเชื่อที่ถูกกล่าวกันมาจากนักโหราศาสตร์อื่นๆ เช่น ถ้าบวกเลขทั้งหมดแล้วได้ผลรวมมากกว่า 5 ขึ้นไป ถือเป็นเรื่องดี เป็นต้น

2. ส่งพลังชีวิตที่ดีในทันทีด้วยสูตรคู่เลข
ว่ากันว่าเรื่องของ “คู่เลข” สำคัญมากกว่าผลรวมเสียอีก ดังนั้นอย่าเพิ่งตกใจไปถ้าเลขทะเบียนที่คุณแอบชอบมีเลขผลรวมไม่ดีนัก ให่้กลับมาดูที่คู่เลขอีกครั้ง เช่น ทะเบียนรถ 4 กข 2562  จะประกอบไปด้วยคู่เลข 25, 56, 62 (ไม่ต้องสนใจเลขหมวดหน้าสุดกับตัวอักษรเช่นกัน)

เสริมเมตตา มหานิยม ได้แก่ 22, 23, 24, 26, 29, 32, 36, 42, 62, 63 และ 92
เสริมความร่ำรวย การค้าดี มีทรัพย์ ได้แก่ 24, 28, 36, 42, 63, 66 และ 82
เสริมบารมี มีแต่คนนับถือ ได้แก่ 15, 35, 45, 51, 53, 54, 89, 98 และ 99
เสริมดวงแคล้วคลาด ปราศจากภัย ได้แก่ 15, 35, 49, 51, 53, 55, 94, 95 และ 99

เรารู้ว่าความเชื่อเรื่องการเสริมดวงจะทำให้คุณรู้สึกสบายใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือความไม่ประมาท ซึ่งมีเพียงคุณเท่านั้นที่หาได้ ส่วนเรื่องเลขทะเบียนรถ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเรา เพียงแค่กดเข้ามาที่ RodKaidee เลขมงคลรอคุณอยู่เพียบ”

หนีร้อนไปพึ่ง (ของ) เย็น

หนีร้อนไปพึ่ง (ของ) เย็น

อากาศร้อนๆแบบนี้  อยู่บ้านก็ร้อน คงต้องหาของกินเย็นๆคลายร้อนกันดีกว่านะคะ  มาดูกันเลยว่าของกินคลายร้อนแบบราคาไม่ร้อนตามอากาศมีอะไรบ้าง   อ่านจบแล้วรับรองว่าหายร้อนกันแน่นอนค่ะ

 

เซ็งซิมอี๊ ลือลั่นสะท้านโลกันต์
คือร้านขายน้ำแข็งไสหวานเย็นหรือขนมหวานเจ้าเก่าแก่สไตล์ไทยๆ อร่อยไม่แพ้บิงซูหรือคากิโกริเลย  ร้านเซ็งซิมอี๊เรียกได้ว่าเป็น ต้นตำหรับเต้าทึงเลยก็ว่าได้  เป็นธุรกิจที่ดำเนินงานมานานกว่า 60 ปีจากรุ่นสู่รุ่น

ความสนุกของการกินน้ำแข็งไสที่ร้านเช็งซิมอี๊  คงอยู่ที่ความหลากหลายของเครื่องน้ำแข็งไสที่มีให้เลือกกว่า 50 ชนิดที่เราสามารถเลือกได้ตามใจชอบ  มาตรฐานคือ1 ถ้วยเลือกได้ 3 อย่างหรือจะเลือกเมนูที่เค้าจัดมาให้แล้วก็ได้อร่อยแน่นอนในราคา 30 บาทและเมนูที่แพงสุดก็ไม่เกิน 40 บาทค่ะ 

ปัจจุบันร้านเช็งซิมอี๊นั้นมีอยู่หลายสาขาทั่วกรุงเทพ  น่าจะผ่านๆตากันอยู่  เช่น สาขาอุดมสุข สาขาสวนหลวงสแควร์ สาขาบรรทัดทองและสาขาเสาชิงช้าซึ่งเป็นสาขาที่เราแวะไปชิมกันมาค่ะ

วันนั้นได้ชิมกันไปหลายเมนู  อร่อยชื่นใจหายร้อนและข้อสำคัญขนมที่นี่ไม่หวานจัดจนเกินไป  ทำให้กินได้อย่างไม่รู้สึกผิดมาก

เช็งซิมอี๊ (30 บาท) – เต้าทึงน้ำลำไยพร้อมเครื่องแบบจัดเต็มทั้งเนื้อลำไย ลูกเดือย พุทราจีน แผ่นแป้งกลม แปะก๊วย ถั่วแดงและถั่วปากอ้า

ทิม พร้าว แห้ว (40บาท) – น้ำแข็งไสทับทิมกรอบพร้อมด้วยแห้วกับมะพร้าวเผาในน้ำกะทิรสหวานละมุน ทับทิมกรอบ

 

ถิงถิง บิงซูน้ำขิง
เมื่อพูดถึงน้ำขิงวัยรุ่นแบบเราคงจะเบือนหน้าหนีกัน  เพราะจะนึกว่าน้ำขิงเป็นของสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น   แต่วันนี้น้ำขิงได้ถูกนำมาปรับโฉมเปลี่ยนวิธีการนำเสนอให้ร่วมสมัยมากขึ้น  โดยยังคงใช้สูตรลับเฉพาะของอาม่า ตกทอดมาถึงรุ่นหลาน  ที่นำมาดัดแปลงเป็นความอร่อยที่ผสมผสานความไทย-จีน และรุ่นเก่า-ใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ร้านบิงซูน้ำขิงจะใส่ใจในเรื่องสุขภาพโดยพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ และทุกอย่างจะทำมาแบบหวานน้อย  สำหรับคนชอบหวานก็สามารถเติมน้ำตาลทรายแดงที่วางไว้บนโต๊ะได้นะคะ

ปัจจุบันร้านถิงถิง บิงซูน้ำขิง มี 8 สาขา ได้แก่ สาธุประดิษฐ์26, โชคชัย4ปากซอย34, วัชรพล ตรงข้ามโลตัส เยื้องเสถียรธรรมสถาน, อารีย์ ตรงข้ามกระทรวงการคลัง, อุดมสุขระหว่างปากซอย48และ50, บางใหญ่ ตลาดบางใหญ่ซิตี้ ลานนกขมื้น, พระราม2 ระหว่างปากซอยพุทธบูชา 42และ44, เมืองทอง อยู่ทางเข้าเมืองทอง (เส้นเดียวกับมสธ) 100 เมตร จากถนนแจ้งวัฒนะ ก่อนถึงบึงน้ำ

บิงซูถิงถิง (60 บาท) – Signature ของร้าน หน้าตาก็เหมือนบิงซูที่เราคุ้นเคย มีน้ำแข็งเกล็ดละเอียดรสชาติน้ำขิง เสริฟ์มากับเต้าฮวยแผ่นใหญ่และเฉาก๊วยโรยด้วยน้ำตาลทรายแดง  ถ้วยเล็กข้างๆ ใส่บัวลอยมา 2 ลูก ซึ่งเลือกไส้ได้ (มีงาดำ งาขาว ถั่วแดง คัสตาร์ด)  เราชอบไส้งาดำที่สุดเลยเลือกมาทั้ง2 ลูกเลยค่ะ

บิงซูเต้าทึง (65 บาท) – น้ำแข็งเกร็ดละเอียดรสชาติน้ำลำไย เสริฟ์มากับรากบัว พุทราจีน แปะก๊วย และลำไย  นี่มันคือเต้าทึงมาในรูปแบบใหม่  แต่คงความชื่นใจเหมือนเดิม

บัวลอยงาดำน้ำขิง+เต้าฮวย (55 บาท) – ลองเมนูร้อนกันบ้าง  ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำขิงอยู่แล้ว ทั้งเผ็ดทั้งร้อน ถ้าอยากหวานเติมน้ำตาลทรายแดงได้นะคะ แต่เมื่อกินบัวลอยงาดำไปเราจะสัมผัสกับความหวานเบาๆของไส้อยู่แล้วค่ะ

 

ไอศครีมทิพย์รส
ร้านตั้งอยู่ในซอยกรุงเทพฯ-นนทบุรี 2 (สถานี MRT เตาปูน ทางออกที่ 3) เป็นร้านไอศกรีมโฮมเมดสัญชาติไทยแท้ที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน  ที่ร้านมีไอศกรีมให้เลือกหลากหลายรสชาติ ทั้งกะทิ เผือก ช็อกโกแลต มะม่วง ชา ทุเรียน และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่รสยอดนิยมคือไอศกรีมกะทิ และสามารถเพิ่มเครื่องต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นลูกชิด, มะยมเชื่อม, มะม่วงเชื่อม, ข้าวเหนียว และถั่วลิสง นะคะ ราคาเริ่มต้นที่ 30 บาท และมีให้ซื้อกลับบ้านด้วยค่ะ

เมนูในตำนานยอดนิยม ข้าวเหนียวทุเรียน (69 บาท) – ไอศครีมทุเรียน 4 ลูก รองด้านล่างด้วยข้าวเหนียวมูน โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด  ไอศครีมทุเรียนของทิพย์รสรสชาติดีเข้มข้น  ผู้นิยมบริโภคทุเรียนต้องชอบแน่นอน

สายรุ้ง (49 บาท) – เลือกไอศครีมได้ 4 รสชาติแล้วราดชอคโกแลตหรือสตรอเบอรี่ก็ได้ตามใจเรา  โรยหน้าด้วยลูกกวาดสีๆเด็กๆน่าจะชอบ

แต่ถ้าถ้ากินขนมเย็นๆ อร่อยๆ แล้วยังดับร้อนได้ไม่สุด แนะนำให้มาหยุดที่เครื่องปรับอากาศค่ะ จะมองหาแอร์ พัดลม เครื่องทำความเย็น ก็มาดูที่ Kaidee ในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าได้เลยจ้า