โรคอัลไซเมอร์ ภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าที่คิด

ในเดือนแห่งวันแม่นี้ ของขวัญชิ้นไหนๆ ก็ไม่ดีเท่ากับการที่คุณแม่มีสุขภาพที่ดี แต่คนสูงอายุก็มักจะมีโรคภัยไข้เจ็บเสมอ และโรคอัลไซเมอร์ก็เป็นอีก 1 โรคที่ควรระวัง หลายๆ คนคงเคยได้ยินว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ส่งผลให้เสียชีวิตได้ อาจจะงงว่าจะเสียชีวิตได้ยังไง เพราะมันคือโรคที่ทำให้หลงลืมไม่ใช่เหรอ เราลองมาดูอาการของโรคกันว่าส่งผลยังไงบ้าง

อัลไซเมอร์เกิดจากการสะสมของเบต้า-อะไมลอยด์ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดลง เริ่มจากสมองส่วนที่ใช้จดจำข้อมูลใหม่ๆ จึงทำให้เริ่มแรกนั้นผู้ป่วยมีปัญหากับความจำระยะสั้น คือจำความรู้ที่เพิ่งรู้มาใหม่ๆ ได้ยาก และไม่สามารถจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ เช่น วิธีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อน ลืมบทสนทนาที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือลืมว่าเพิ่งทานอะไรไป หงุดหงิด วิตกกังวล

ในส่วนของระยะกลาง ผู้ป่วยเริ่มจะต้องพึ่งพาการช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน จะเริ่มจำชื่อคนรู้จักไม่ได้ เดินไปเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย ทำกิจวัตรประจำวันที่มีหลายขั้นตอนได้ยากขึ้น เช่นแต่งตัว ชงกาแฟ ใช้มือถือ รวมถึงมีความหวาดระแวงเพิ่มขึ้น ไม่อยู่ในโลกแห่งความจริง เช่นคิดว่ามีคนจะมาฆ่า มีคนจ้องจะขโมยของ คิดว่าคู่สมรสนอกใจ มีอาการประสาทหลอน

จนมาถึงระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างได้น้อยลง กินอาหารลำบาก เคลื่อนไหวตัวเองลำบาก หรือบางรายก็ไม่ยอมเคลื่อนไหวร่างกายเลย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่อยู่ ค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการพูดไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถสื่อสารได้ สุดท้ายกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ภูมิคุ้มกันอ่อนแอซึ่งนำไปสู่อาการติดเชื้อและเสียชีวิตในที่สุด

ระยะเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงระยะสุดท้ายที่เสียชีวิตจะอยู่ที่ประมาณ 8 - 10 ปี และปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ก็อย่างเช่นอายุ พันธุกรรม การได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะอย่างรุนแรง รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งสามารถป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนัก งดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ งดบุหรี่ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคอัลไซเมอร์ได้

สำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นั้นสามารถทำได้โดย

เก็บของมีค่าต่างๆ ไว้ในที่เดียวกัน เช่นกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ กุญแจ เพื่อง่ายต่อการจดจำและป้องกันการสูญหาย
ตั้งนาฬิกาปลุกเตือนในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นกินยา กินข้าว
ทำป้ายที่มีข้อมูลผู้ป่วยและข้อมูลที่สามารถติดต่อญาติผู้ป่วยได้ ให้ผู้ป่วยพกติดตัวตลอดเวลา
วางรูปถ่าย รูปครอบครัว หรือสิ่งของที่มีความหมายกับผู้ป่วยเอาไว้ทั่วๆ บ้านเพื่อสร้างความจดจำ และเอากระจกเงาบานที่ไม่จำเป็นออกเพราะผู้ป่วยอาจสับสนและรู้สึกว่าภาพสะท้อนในกระจกนั้นน่ากลัว
จัดบ้านให้โล่ง เฟอร์นิเจอร์หรือของชิ้นไหนที่เกะกะก็เอาออกเพื่อความปลอดภัยในการเดินของผู้ป่วย รวมถึงสิ่งของที่ระเกะระกะจะส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ป่วยอีกด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นภัยร้ายกว่าที่คิด ดังนั้นเราควรดูแลสุขภาพทั้งตัวเองและคนในครอบครัวให้ดี เพื่อให้คนที่เรารักอยู่กับเราไปนานๆ ซึ่งจริงๆ แล้วการจัดบ้านให้เรียบร้อยนั้นไม่ใช่แค่จะดีกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์เท่านั้น ยังดีกับคนในครอบครัวทุกคนด้วย เมื่อสิ่งแวดล้อมดี อะไรดีๆ ก็ตามมา และถ้าคุณมีของไม่ใช้ อยากเอาของชิ้นไหนออกจากบ้าน ก็ลงขายที่ Kaidee ได้เลย ส่วนใครที่กำลังมองหาอุปกรณ์สำหรับดูแลคนป่วย เราก็มีให้เลือกมากมาย สุดท้ายนี้ขอให้ทุกๆ คนมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ

พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้ อยากให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีต้องพาลูกเที่ยว

พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้ วันหยุดนี้ไม่รู้จะพาลูกไปไหน ลองชวนกันไปเที่ยวทะเลกันเถอะ ไปแล้วได้อะไรดีๆ กว่าที่คิดจริงๆ นะ
พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้
พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้ Lindsey Biel นักบำบัดโรคเด็กในนิวยอร์ก และนักเขียนอีกท่านใน Raising a Smart Child Child to Romper ได้กล่าวว่า ชายทะเลหรือชายหาด เป็นสภาพแวดล้อมที่สามารถกระตุ้นความรู้สึกของเด็กได้มากที่สุด เนื่องจากคนเรามักจะมีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านประสาทสัมผัสของตัวเอง เมื่อเด็กได้ยิน ได้สัมผัส ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส และได้เคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมนั้นๆ ก็จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่นั่นและเรียนรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเอง

พาลูกเล่นชายหาดช่วยพัฒนาสมองเด็กได้อย่างไร
1.เสียงคลื่นทำให้เด็กสงบ
ดร. Harvey Karp ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก และผู้แต่งหนังสือขายดีที่สุดที่มีชื่อว่า The Happiest Baby on the Block ได้กล่าวว่า เสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งคล้ายกับเสียงที่ทารกได้ยินในครรภ์ของคุณแม่ เมื่อทารกได้ยินก็จะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อีกทั้งสีของท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าสดใส ก็ทำให้เด็กรู้สึกดีมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

2.เด็กได้สัมผัสพื้นผิวต่างๆ
การสัมผัสเป็นอักหนึ่งพัฒนาการที่สำคัญของสมอง เพราะมันจะช่วยเสริมสร้างการเชื่อมต่อกันของเส้นประสาทภายในสมอง ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งชายหาดยังเปรียบเสมือนห้องเก็บของเล่นและห้องปฎิบัติการทางการเรียนรู้ เพราะน้องๆ จะได้สัมผัสกับวัตถุที่แตกต่างกัน เช่น ทรายแห้ง ทรายเปียก หิน เปลือกหอย สาหร่าย น้ำและลม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กสนุกในการเรียนรู้อย่างแน่นอน!!

3.ได้สัมผัสกับกลิ่นใหม่ๆ
ปกติในชีวิตประจำวัน ทารกอาจจะได้ดมแค่กลิ่นอาหาร กลิ่นของพ่อแม่ กลิ่นของครีมอาบน้ำ ยาสระผมที่คุ้นชินตั้งแต่แรกเกิด แต่การปล่อยให้ลูกน้อยได้เรียนรู้กับกลิ่นใหม่ๆ เพิ่มเติมก็เป็นเหมือนการกระตุ้นพัฒนาการทางจมูกของลูกน้อยได้เช่นกัน เพราะบางครั้งการได้กลิ่นยังเป็นการช่วยให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องของการเชื่อมโยงเข้ากับวัตถุต่างๆ และความรู้สึกได้เช่นกัน ซึ่งที่ชายหาดเด็กๆ จะได้สัมผัสกับกลิ่นเค็มของน้ำทะเล กลิ่นอาหารทะเล อาหารปิ้งย่างที่ลอยมาตามสายลม ทำให้พวกเขาค้นพบว่ากลิ่นแบบไหนที่ตัวเองชอบหรือไม่ชอบ

4.ช่วยพัฒนาด้านสติปัญหาของเด็ก
การที่ให้เด็กได้ลองตักน้ำแล้วเท หรือการยื่นมือไปสัมผัสกับน้ำทะเล สิ่งเหล่านี้เป็นการพัฒนาทักษะด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก อีกทั้งยังทำให้น้องๆ รู้สึกสนุกและผ่อนคลายมากขึ้นอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น การเล่นน้ำทะเลหรือเล่นทรายยังเป็นการให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์หรือวิทยศาตร์ได้ดี เช่น การตักทรายด้วยภาชนะเล็กๆ แล้วถ่ายโอนไปยังภาชนะที่ใหญ่กว่า พ่อแม่อาจจะสอนลูกนับว่าต้องตักเท่าไหร่ถึงจะทำให้ทรายเต็มภาชนะชิ้นนั้น เป็นต้น

การเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้เห็น ได้ลอง ได้สัมผัส โดยเฉพาะเด็กเล็กการเรียนรู้ช่วยต้นจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ได้ดีมาก สำหรับพ่อแม่ที่เป็นห่วงว่าลูกยังเล็กสามารถพาไปทะเลได้ตอนไหน หากลูกน้อยของคุณเป็นคนที่แข็งแรงดี เมื่อลูกน้อยอายุได้ประมาณ 6 เดือนก็พาไปสัมผัสกับชายหาดได้แล้วค่ะ เพราะว่าทารกมีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้เพียงพอที่จะต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมโดยรอบได้บ้างแล้ว

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

วิธีปล่อยของสะสมในสไตล์ท็อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม

เมื่อ ท็อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม บล็อกเกอร์สายไอทีและนักสะสมของเล่นเกิดอาการอ๊อง สั่งของเล่นมาซ้ำกัน 3 อัน จะมีทางออกยังไง มาดูกัน

 

สนุกแน่ถ้าแม่มาด้วย : One Day Trip สุดอบอุ่นที่อยุธยา

คุณแม่หลายๆ ท่านทำงานหนักมาทั้งชีวิต ดังนั้นเดือนแห่งวันแม่นี้ มาแบ่งปันเวลาความสุขร่วมกันกับคุณแม่เพื่อตอบแทนความห่วงใยที่มีต่อลูกๆ กันดีกว่า และถ้าไม่ อยากให้คุณแม่เหนื่อยจนเกินไป การเที่ยวแบบ One Day Trip ใกล้ๆ อย่างพระนครศรีอยุธยา ก็ เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว เพียงแค่คุณออกเดินทางเช้าสักนิด ส่วนจะไปที่ไหนกันบ้างนั้น วันนี้ เราปักหมุดมาให้เรียบร้อย รับรองว่าทั้งสนุก อบอุ่น ครบทุกรสชาติแน่นอน

1. ความงดงามยามเช้าที่พระราชวังบางปะอิน3

เริ่มต้นทริปอบอุ่นกันที่ “พระราชวังบางปะอิน” แดดยามเช้ากับสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม เหมาะ อย่างยิ่งที่จะเก็บภาพบันทึกความทรงจำดีๆ กับคุณแม่ ตามพระราชพงศาวดารบอกไว้ว่า พระเจ้า ปราสาททองเป็นผู้สร้างพระราชวังแห่งนี้ เนื่องจากบริเวณเกาะบางปะอินเป็นที่ประสูติของพระองค์ทรง และขุดสระน้ำสร้างพระราชนิเวศน์ขึ้นกลางเกาะเป็นที่สำหรับเสด็จประพาส แล้วสร้างพระที่นั่งริมสระ น้ำนั้นพระราชทานนามว่า พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ และต่อมารัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯให้ส ร้างพระที่นั่งและตำหนักอื่นๆ มากมายที่เราเห็นกัน ณ ปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประ วัติ เหตุการณ์สำคัญๆต่าง รวมถึงผลงาน ศิลปกรรม ศิลปวัตถุ และสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นภายในพระ ราชวังด้วยน แนะนำว่าก่อนไปควรเตรียม เลือกเสื้อผ้าสวยๆ สีสดใส แต่เน้นความสุภาพใส่มาใน วันนี้ รับรองว่าคุณจะได้แชะรูปคู่กับคุณแม่อย่างจุใจเลยทีเดียว

2. หอมกรุ่นกลิ่นกาแฟ คาเฟ่ฮอปปิ้ง ณ กรุงเก่า

ความน่าสนใจของอยุธยาคือการที่เราได้เห็นความผสมผสานกันระหว่างประวัติศาสตร์ สถาปตยกร รมเก่าแก่กับร้านกาแฟของคนรุ่นใหม่อย่างลงตัว เรียกได้ว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีคาเฟ่ให้เลือกหย่อน ใจกันมากมายตามใจชอบ แต่ถ้าอยากพาคุณแม่มาเติมความสดชื่นกับประสบการณ์ใหม่ๆ ขอแนะ นำร้านนี้เลย “ Basic Space Coffee” โฮมคาเฟ่เล็กๆ บรรยากาศอบอุ่น แต่จริงจังเรื่องกาแฟตั้งแต่ การเลือกเมล็ด วิธีการชง และความครีเอทีฟ โดยเฉพาะเมนูซิกเนเจอร์ที่นำกาแฟเอสเพรสโซผสม กับน้ำมะพร้าว ถูกใจคุณแม่สายชิลแน่นอน หรือถ้าไม่ถนัดกาแฟ จะเปลี่ยนเป็นช็อคโกแลตหรือชา เขียวก็ยังได้ แอบเห็นคุณแม่มีความสุขแบบนี้ สงสัยต้อง หาเครื่องชงกาแฟติดไว้ที่บ้านสักเครื่อง เเล้วล่ะมั้งเนี่ย

3. วาร์ปข้ามมิติที่วัดพระงาม

ไม่น่าเชื่อว่าในตรอกซอกซอยเล็กๆ จะมีโบราณสถานที่งดงามและเต็มไปด้วยมนต์ขลัง “วัดพระ งาม” ในตำบลคลองสระบัว หรือที่เราเคยได้ยินกันว่า “ประตูกาลเวลา” จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ทั้งคุณ แม่คุณลูกจะต้องประทับใจ วัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นอยุธยา ถูกปล่อยให้ร้างไว้หลังเสียกรุง ครั้งที่สอง มีเจดีย์แปดเหลี่ยมที่สวยงามและอุโบสถที่ล้อมด้วยคูน้ำ และแน่นอนว่าไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ ซุ้มประตูที่มีต้นโพธิ์ใหญ่ปกคลุมมาเป็นระยะเวลานานกว่าร้อยปี เป็นอะไรที่งดงามมากๆ แม้จะแฝง ด้วยความเร้นลับก็ตาม จริงๆ แล้วในอยุธยามีวัดน้อยใหญ่มากมาย ทริปสั้นๆ แบบนี้คงจะไม่พอ ครั้ง หน้าพาแม่มาทัวร์ไหว้พระกันอีกสักครั้ง จะซื้อ บริการทัวร์ 9 วัดโดยคนพื้นที่ไว้ก่อนเพื่อสะดวกก็ยัง ได้

4. กลับไปเป็นเด็ก ที่พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์

ย้อนความทรงจำในวัยเยาว์ของคุณและคุณแม่ พลางนึกถึงช่วงเวลาความสุขของการได้ “เล่น” ที่ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์ ซึ่งรวบรวมของเล่นระดับโลกไว้มากมาย ทั้งของเล่นที่มีอายุนับ ร้อยปีจนถึงของเล่นยุคปัจจุบัน รวมถึงของเล่นสังกะสีหายากและของใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทย อาทิ เครื่องแก้วอายุหลายร้อยปี สิ่งพิมพ์ยุคแรกของคนไทย เครื่องเรือนโบราณ โปสการ์ด ภายใต้ อาคารอันโอ่โถง เดินชมได้อย่างเพลิดเพลิน สบายตา เรียกได้ว่ากระตุกต่อมความเป็นนักสะสมขึ้น มาทันที ถ้าเป็นอย่างนี้ กลับบ้านไปแล้วชวนคุณแม่มาทำกิจกรรม หาของสะสมกันดูบ้างดีกว่า

5. ดินเนอร์แบบกุ้งๆ

และแล้วเวลาที่ทุกคนในครอบครัวรอคอยก็มาถึง จะเป็นอะไรเสียไม่ได้นอกจาก “กุ้งเผา” ซึ่งถ้าไม่ เน้นเรื่องบรรยากาศแต่เน้นฟังค์ชั่นอยากกินกุ้งเผาล้วนๆ ต้องมาที่ “ตลาดกลางอยุธยา” เท่านั้น ได้กิน กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ๆ สดๆ ราคาไม่แพง มีหลายขนาด หลายราคา และยังมีร้านให้เลือกมากมาย นอก จากนี้ยังเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองของอยุธยา เช่น มีดอรัญญิก ปลาแห้ง และของกินของใช้ หลากหลายชนิด ให้คุณแม่ได้แวะช้อปกลับบ้านอย่างเพลิดเพลิน แต่ถ้ากลับบ้านไปแล้วยังฟินไม่พอ จะ สั่งกุ้งแม่น้ำสดๆมาเผากินกันสองแม่ลูกก็น่าสนใจนะ

วิธีเลือกรถเข็นเด็ก เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย และใช้ได้นาน

หากจะเริ่มต้นมองรถเข็นให้ลูกซักคันจำเป็นต้องคิดให้ดี หากเลือกซื้อรถเข็นมาไม่ดี ไม่ถูกกับการใช้งาน ก็จะทำให้สิ้นเปลือง แถมยังอาจเป็นอันตรายกับลูกได้ แต่รถเข็นมีให้เลือกเยอะแยะไปหมด จะเลือกแบบไหนดี เรามีคำตอบ
วิธีเลือกรถเข็นเด็ก เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย และใช้ได้นาน
รถเข็นเด็ก เป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นที่แทบทุกบ้านที่มีเด็กจะต้องมี เพราะรถเข็นเด็กถือเป็นตัวช่วยที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยเดินทางไปที่ต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น ทำอะไรต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยที่ไม่ต้องคอยระวังกับการอุ้มลูกน้อย แถมยังช่วยลดอาการปวดหลังของคุณพ่อคุณแม่ได้อีกต่างหาก เรามาทำความรู้จักชนิดของรถเข็น และ วิธีเลือกรถเข็นเด็ก ว่าควรเลือกแบบไหนอย่างไร

รถเข็นเด็กแต่ละแบบ
ชนิดของรถเข็นเด็กโดยทั่วไปแล้ว จะมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ ได้แก่

รถเข็นเด็ก แบบ Carriage คือ รถเข็นที่มีลักษณะปรับนอนราบตรงได้ 180 องศา เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี
รถเข็นเด็ก แบบ Stroller คือ รถเข็นสำหรับให้เด็กนั่ง หรือนอนแบบเอียง ๆ ไม่ราบเกินกว่า 150 องศาโดยประมาณ ซึ่งรถเข็นชนิดนี้เป็นรถเข็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด
รถเข็นเด็กแบบ Jogging Stroller เป็นรถสำหรับเข็นวิ่ง Jogging ไปพร้อม ๆ กับคุณพ่อคุณแม่ ได้ โดยรถเข็นประเภทนี้ ถูกออกแบบให้ใช้เข็นในความเร็วที่เทียบเท่ากับการวิ่งได้
รถเข็นแบบ Car Seat คือ รถเข็นที่แปลงเป็นที่นั่งนิรภัยในรถได้

วิธีเลือกรถเข็นเด็ก

ความปลอดภัย สภาพของรถเข็นต้องดูมั่นคงแข็งแรง ไม่มีจุดหรือส่วนที่แหลมคม ไม่มีรูที่เด็กจะเอานิ้วมือหรือเท้าแหย่เข้าไป หรือมีวัสดุที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก
สายรัดหรือระบบล็อกในรถเข็น จุดล็อกที่ควรมี ได้แก่ ล็อกเอว ระหว่างขาและไหล่ ซึ่งตัวล็อกควรจะแน่นหนา ไม่ดึงหลุดง่าย ในขณะเดียวกันก็ไม่แน่นสำหรับเด็กจนเกินไป และปลดเข้าออกได้ไม่ยาก
ระบบเบรกหรือห้ามล้อ ก่อนซื้อควรทำการทดสอบที่ร้านเลยว่าระบบเบรกดีหรือไม่ ตัวล็อกรถหรือห้ามล้อหยุดดีหรือเปล่า และควรทดสอบในขณะที่พื้นเอียง และวางน้ำหนักในรถเข็น ทดสอบดูว่ารถเข็นจะต้องไม่ไหล
ล้อต้องมีความแข็งแรง และสามารถเคลื่อนตัวได้ดี
ความสูงของที่จับรถ ควรอยู่ประมาณเอวของคนเข็นหรือต่ำกว่าเล็กน้อย ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นขนาดมาตรฐานอยู่แล้ว แต่ถ้าขนาดตัวคนเข็นเล็กหรือใหญ่มาก ควรเลือกรถเข็นที่ตัวจับปรับได้ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น
ขนาดตัวเด็ก ควรเลือกรถเข็นแบบที่สามารถปรับระดับเบาะนั่งและนอนได้ เพราะทารกควรนั่งรถเข็นในท่านอน เนื่องจากคอที่ยังไม่แข็งแรง และเมื่อคอแข็งมากขึ้น ก็สามารถปรับระดับรถเข็นให้เหมาะสมกับท่านั่งของเด็กได้
ควรมีที่บังแดดหรือลม เพื่อป้องกันแสงแดดที่แยงตา หรือปิดเวลาที่ทีลมแรง และช่วยป้องกันฝุ่นละอองเข้าตาลูก
วัสดุที่ใช้ควรดูว่า สามารถถอดหรือเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายหรือไม่ พับเก็บเข้า หรือกางออกได้ง่ายหรือไม่ การระบายความร้อนภายในรถเข็นดีหรือไม่
ระยะเวลาในการใช้งาน ดูว่าจะใช้งานได้นานแค่ไหน จะให้ลูกนั่งรถเข็นตั้งแต่กี่เดือนถึงกี่ขวบ ควรเลือกที่รองรับน้ำหนักลูกได้เมื่อลูกมีอายุมากขึ้น
ตัวเลือกอื่น ๆ เช่น ดูว่ามีตะกร้าใส่ของไหม น้ำหนักเบาหรือเปล่า และควรดูเรื่องพื้นที่จัดเก็บรถเข็นในบ้าน หรือในรถ เวลาไม่ใช้งานประกอบด้วย

ข้อควรระวังในการใช้รถเข็นเด็ก

ไม่ควรให้ลูกนั่งรถเข็นนานเกิน 6 ชั่วโมง
ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่ในรถเข็นลำพังโดยไม่มีคนคอยดูแล
ไม่ใช้รถเข็นผิดวิธี เช่น นำไปบรรทุกของที่มีน้ำหนักมาก
ไม่ควรใส่วัตถุมีคม เช่น มีด กรรไกร หรือวัตถุไวไฟ เอาไว้ในช่องต่าง ๆ ของรถเข็น
ควรอ่านคู่มือก่อนใช้งาน

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้ หรือจะลองมาดูรถเข็นเด็กที่ Kaidee ก็ได้นะคะ

วันแม่นี้ ทำแกลลอรี่น่ารักๆ เซอร์ไพร้ส์คุณแม่กัน

เกิดเป็นผู้หญิง แท้จริงนั้นแสนจะลําบาก... เป็นผู้หญิงเนี่ย ไหนจะต้องเป็นประจำเดือน ไหนจะต้องอุ้มท้อง 9 เดือน ประคับประคองเจ้าตัวน้อยในท้องให้ออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างปลอดภัย แข็งแรง นี่เป็นเพียงสิ่งเริ่มต้นที่ผู้หญิงคนนึงจะต้องเผชิญเมื่อพวกเธอเหล่านี้ เริ่มต้นบทบาทของ “ความเป็นแม่” การเลี้ยงดู การปกป้อง ดูแลเอาใจใส่ การอบรมสั่งสอน การให้ความรักแก่ลูกน้อย

นอกเหนือจากนี้บางครอบครัวที่คุณแม่เป็น “Single Mom” ด้วยแล้ว บทบาทที่คุณแม่คนนี้ต้องเจอเพิ่มก็คือความเป็นพ่อร่วมด้วย ซึ่งจะต้องมีความเข้มแข็ง เพื่อที่จะดูแลลูกๆ ของเธอให้ได้ดีเทียบเท่ากับครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่ สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อก็คือ ความเป็นแม่นั้นยิ่งใหญ่มากมายเกินจะประมาณค่าได้เลยหละค่ะ

ผู้เป็นแม่จะต้องอดทน ฟันฝ่าอุปสรรค และเสียสละตนเองอย่างมากเพื่อคนที่เป็นลูก สิ่งที่ผู้เขียนอยากย้อนถามกลับไปหาผู้อ่านก็คือ เราได้มองเห็นสิ่งเหล่านี้บ้างหรือเปล่าคะ? ผู้เขียนเชื่อว่าลึกๆ แล้วลูกทุกคนสามารถรับรู้และเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ค่ะ แต่บางครั้งเราก็อาจหลงลืมมันไปบ้างชั่วขณะ

อาจจะด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องเจอ ความกดดันในชีวิต หรือ ความจำเป็นต้องห่างไกลกันของเรากับคุณแม่ อาจทำให้ความใกล้ชิด ความสนิทสนมลดลงไปบ้าง และ อาจด้วยช่วงอายุที่ห่างกันก็อาจทำให้เราไม่เข้าใจการกระทำของคุณแม่ อาจทำให้เราทำตัวไม่น่ารักกับคุณแม่ การมองเห็นคุณค่าความรักของท่านก็อาจจะจืดจางลงซักหน่อย... แต่ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่เราจะตอบแทนพระคุณของท่านและเป็นลูกที่น่ารักของท่านนะคะ

ที่ผู้เขียนสื่อแบบนี้ก็เพราะว่าผู้เขียนก็เคยเป็นเช่นกันค่ะ มุ่งสนใจภาระหน้าที่ จนลืมใส่ใจสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณแม่ทำให้ค่ะ ตอนนั้นผู้เขียนต้องรักษาเกรดเพื่อให้ได้ทุนการศึกษาค่ะ จึงเครียดกับการเรียนมากเลย พอผ่านช่วงนั้นมาได้ก็มานั่งคิดว่า สุดท้ายแล้ว เมื่อเราประสบความสำเร็จ แต่ถ้าไม่มีคนที่เรารักที่สุดในชีวิตอยู่ข้างๆ ตัวเรา สิ่งเหล่านี้มันจะมีความหมายอะไร

พอคิดได้ก็เลยคิดว่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นการแสดงความรักความใส่ใจเนี่ย ถ้าเราทำให้ท่านได้ แม้ไม่ใช่สิ่งใหญ่โต เราอาจจะไม่ได้ซื้อเพชรซื้อพลอยให้ท่าน เราอาจจะไม่ได้ประกวดได้รางวัลชนะเลิศ แต่เราแค่เป็นลูกที่น่ารัก พูดจาดีๆ กับท่าน เข้าใจท่านให้มากๆก็พอแล้วค่ะ รินน้ำให้แม่ตอนแม่กลับมาจากทำงานเหนื่อยๆ พาแม่ไปเที่ยว เป็นคนดีของสังคม ไม่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อน ทุกข์ใจกับเรา มันคือสิ่งเล็กน้อยที่เราทำได้เลยตั้งแต่วันนี้ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการตอบแทนพระคุณท่านที่ดีเยี่ยมมากๆ แล้วค่ะ

วันนี้ผู้เขียนก็เลยจะมาเสนอไอเดียแต่งบ้านน่ารักๆ ที่คุณลูกๆ สามารถทำให้คุณแม่ได้ง่ายๆ ที่บ้านค่ะ  เพื่อเซอร์ไพรส์คุณแม่ ให้คุณแม่ชื่นใจกันค่ะ แถมราคาก็สุดแสนจะย่อมเยา อุปกรณณ์มีดังนี้ค่ะ

(more…)

วันแม่นี้มีร้านที่จะพาแม่ไปอร่อยรึยัง?

วันแม่ จะพาแม่ไปกินข้าวที่ไหนดี ...เป็นคำถามที่ได้ยินบ่อยมากช่วงนี้
วันแม่แห่งชาติใกล้เข้ามาทุกทีแล้วปีนี้เป็นวันหยุดยาวเสียด้วย หลายๆคนคงอยากใช้เวลานี้อยู่กับแม่ สร้างความสุขให้กับแม่ และคำถามที่มีมาประจำทุกปีไม่พ้นคำถามที่ว่า "วันแม่ พาแม่ไปกินข้าวที่ไหนดี" วันนี้เราเลยลองหาร้านที่เราเลือกๆไว้ว่าจะพาแม่ไปมาเสนอเผื่อเป็นไอเดียสำหรับหลายๆคน
ไม่รู้ว่าแม่บ้านอื่นเป็นแบบบ้านเรารึปล่าวที่ชอบบอกว่าไม่ต้องพาไปหรอกบ้าง...ชอบบ่นว่าแพงไปบ้าง แต่เมื่อพาไปจริงๆแล้วก็ยิ้มแก้มปริทุกที
วันนี้ลองดูร้านที่เรามาแนะนำนะคะบางร้านก็น่าจะมีโปรโมชั่นดีดีสำหรับวันแม่ลองสอบถามกันดูเลยค่ะ

1.บุฟเฟต์ติ่มซำร้อนๆ
ที่ห้องอาหารซุยเซียน The Landmark Bangkok Hotel ทุกมื้อกลางวันและเย็นเราสามารถทานติ่มซำได้ในทุกเวลาที่เราต้องการและเป็น All you can eat ติ่มซำด้วยนะคะ ซึ่งเราสามารถเลือกสั่งได้มากว่า 40 รายการเลยค่า
ในเมนูที่เราทานแล้วปลื้มจะมีทั้งฮะเก๋ากุ้ง ขนมจีบกุ้งหยก ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งกรอบ กุ้งทอดครีมสลัด ฟองเต้าหู้ห่อกุ้งทอด ผักกาดขาวห่อกุ้งนึ่ง เกี๊ยวกุ้งนึ่ง และทอด ซี่โครงหมูนึ่งเต้าซี่ กุ๊ยช่ายทอด ซาลาเปาไส้ครีม ขนมผักกาด พายหมูแดง...จาระนัยกันไม่หมด เมนูที่เป็นกุ้งจะเป็นกุ้งแบบเต็มปากเต็มคำเนื้อแน่นๆ รับรองคุณแม่ต้องปลื้มปริ่ม นอกจากนี้มีซุปให้เลือกคือซุปเสฉวนทะเล ซุปเยื่อไผ่ ซุปกระเพาะปลาน้ำแดง หรือถ้าไม่อิ่มก็จะมีข้าวผัดฟูเจากับก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ราดหน้าทะเลให้เลือกค่ะ ส่วนขนมหวานก็มีบัวลอยน้ำขิง สาคูแคนตาลูป หรือลิ้นจี่ลอยแก้วนะคะ

บุฟเฟต์ติ่มซำมื้อกลางวัน วันจันทร์ - วันเสาร์ 11.30 - 14.30 น. ราคา 848 บาท
บุฟเฟต์ติ่มซำมื้อค่ำ วันจันทร์ - วันอาทิตย์ 18.00 - 22.30 น. ราค 883 บาท
บุฟเฟต์มื้อกลางวัน วันอาทิตย์ 11.00 - 15.00 น. ราคา 1,060 บาท แต่วันอาทิตย์จะมีเป็ดปักกิ่ง หมูหัน หมูกรอบ ไก่แช่เหล้า แมงกระพรุนให้เลือกทานด้วยค่ะ จะบอกว่าเป็ดปักกิ่งที่นี่เลอค่ามาก หนังกรอบแล่ได้บางเฉียบและน้ำจิ้มเด็ดค่ะ

ที่ตั้ง : ห้องอาหารจีนซุยเซียน (ชั้น 10) โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ The Landmark Bangkok Hotel(BTS สถานีนานา ทางออก 2) สำรองที่นั่งหรือสอบถามเพิ่มเติมโปรโมชั่น โทร : 02-254-0404

2.ไปจิบชาสวยๆ
Afternoon Tea ที่ โรงแรมWaldorf Astoria Bangkok สวยเก๋คุณแม่ปลื้มแน่นอน
“Waldorf Astoria Bangkok” เป็น Waldorf แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สุดของความเนี๊ยบ หรูหรา เลอค่าใจกลางกรุงเทพมหานคร
"Taste of summer " ชุดน้ำชาผลไม้ยามบ่ายคลายร้อนชุดนี้ เสริฟ์แบบเรียบๆไม่เว่อร์วัง แต่รับประกันความอร่อยทุกคำจริงๆ ในเซ็ตจะมีทั้งส่วนของคาวและหวานเสริฟ์กับชา Mariage Frères หอมละมุน จิบชาไปชวนคุณแม่ถ่ายรูปเก๋ๆอวดเพื่อนไป
สำหรับ Afternoon Tea นี้ ราคาชุดละ 2,100 บาท ++โดยราคารวมเครื่องดื่มชาหรือกาแฟสำหรับ 2 ท่าน นอกจากนี้ยังสามารถเลือกรับประทานชุดน้ำชายามบ่ายคู่กับแชมเปญบิลเลอคาร์ท-แซลมอน (2 แก้ว) ได้ในราคาชุดละ 3,800++ บาท
ที่ตั้ง : Waldorf Astoria Bangkok, ชั้น Lobby (Upper Lounge) ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

3. ดื่มด่ำอาหารไทย
ถ้าคุณแม่ชอบแนวอาหารไทย ชอบอาหารรสชาติจัดจ้าน ขอแนะนำร้านแม่ลาคิทเช่นผู้จัดจ้านในย่านเมืองทองธานี มี่นี่มีอาหารไทยอร่อยๆมากมายหลายร้อยเมนู ต้นตำรับมาจากสิงห์บุรีแท้ๆเพราะทุกวันนี้วัตถุดิบหลายๆอย่างก็ยังตรงมาจากที่นั่น เมนูแนะนำไม่ว่าจะเป็นปลาช่อนเผาเนื้อหวานๆ ต้มยำไข่ปลาช่อน (ซึ่งมีตามฤดูกาล) หอยนางรมทรงเครื่อง แกงคั่วหอยขม หรือแม้แต่กุ้งเผาที่ถ้าคุณแม่ได้ทานแล้วต้องยิ้มแน่นอนค่ะ
ที่ตั้ง : 50/683 ถนน เลี่ยงเมืองปากเกร็ด 11 ตำบล บางพูด อำเภอ ปากเกร็ด นนทบุรี 11120
ติดต่อ / สำรองโต๊ะล่วงหน้า : โทร. 025033272
Facebook Fanpage : Mae-La Kitchen

4. พาไปใกล้ทะเล
พาคุณแม่ไปเปลี่ยนบรรยากาศหาSeafood ดีๆทานกัน ไม่ต้องไปไกลแถวแม่กลองมีร้านดัง ชื่อร้านแดงอาหารทะเล ร้านนี้แนะนำว่าควรไปกันหลายๆคนเพราะอาหารจานใหญ่มาก และราคาค่อนข้างแรงตามคุณภาพของค่ะ ของทุกอย่างสดและไซส์ที่จัดมาค่อนข้างใหญ่ อร่อยแน่นอน มื้อพิเศษแบบนี้ไม่มีผิดหวังค่ะ
ที่ตั้ง : ซอยราษฏร์ประสิทธิ์, แม่กลอง, อ.เมืองสมุทรสงคราม, จ.สมุทรสงคราม, 75000, ประเทศไทย สมุทรสงคราม (เมื่อเจอโรงเรียนดรุณานุกูลอยู่ทางซ้ายมือ วิ่งตรงมาประมาณ 400 เมตรจะเจอร้านอยู่ทางขวามือ)
โทร: โทร: 034-712-077, 086-507-3210

5. ทำอาหารให้แม่ทานเองเลย
สำหรับคนที่ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะพาแม่ไปที่ไหน เรามีอีก 1 ทางเลือกค่ะ ซึ่งแบบนี้รับรองว่าคุณแม่ต้องปลื้มแน่นอน คือการทำอาหารให้คุณแม่ทานด้วยฝีมือตัวเอง อ่านมาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจส่ายหัวบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เกิดมาไม่เคยทำอะไรกินนอกจากมาม่ากับทอดไข่เลย แล้วจะไปทำอะไรให้แม่กินได้ยังไงกัน
สมัยนี้เรื่องทำอาหารไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เราเองไปลงเรียนทำหมี่กรอบชาววังกับหลนปูมาจากโรงเรียนการอาหารไทยเอ็ม เอส ซี ( MSC Thai Culinary School ) เป็นโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นโดย เชฟชุมพล แจ้งไพร เป็นเชฟมืออาชีพที่ประสบการณ์มากมายที่นี่เป็นขุมความรู้ทางด้านอาหารอย่างไม่ต้องสงสัยค่ะ เป็นคอร์สแบบเรียนจบภายในวันเดียวค่ะ ตั้งใจว่าจะมาทำให้แม่ชิมในวันแม่นี่แหละค่ะ หรือถ้าหากไม่มาลงเรียนก็เปิดดูเอาตามยูทูปเอาก็ได้นะคะแม่ทานแล้วปลื้มใจเช่นกัน
ที่ตั้ง : 457-457/1-6 ถนนสุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

หวังว่าไอเดียเหล่านี้คงจะช่วยให้วันแม่ที่กำลังจะมาถึงของคุณมีอะไรที่สร้างความสุขให้กับคุณแม่ได้ไม่มากก็น้อย แต่ถ้างบในกระเป๋าไม่พอ แนะนำว่าของที่บ้านที่ไม่ใช้เอาออกมาลงขายที่ Kaidee แปลงทรัพย์สินเป็นเงินทุนกันก็ไม่เลวนะคะ

LV bag artist collection

คงไม่มีสาวๆ สายแฟคนไหนที่ไม่รู้จักแบรนด์เครื่องหนังสุดคลาสติกที่อยู่ได้อย่างสตรองทุกยุคอย่าง “หลุยส์ วิตตอง” เชื่อว่าในตู้เสื้อผ้าที่บ้านของทุกๆ คนจะต้องมีไอเท็มของหลุยส์ วิตตองอย่างน้อยอยู่คนละชิ้นแน่ๆ เพราะในด้านของงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง หลุยส์ วิตตอง โชว์เทคนิคการดีไซน์แบบให้เห็นว่า ตำนาน 160 ปีของการทำกระเป๋าระดับโลกนั้น สามารถดีไซน์ออกมาเป็นรูปทรงอะไรก็ได้ รวมทั้งใช้กับอะไรก็เข้ากัน และไม่ลืมใส่สัญลักษณ์ความเป็นแบรนด์ที่สตรองในด้านฟังก์ชันLVLการใช้งาน รวมถึงดีไซน์ที่ทำขึ้นเฉพาะเพื่อเป็นตำนานไว้ครบถ้วน

และพิเศษสุดๆ ในปี 2019 นี้ หลุยส์ วิตตองได้สร้างแคมเปญพิเศษขึ้นชื่อว่า “ArtyCapucines” กับศิลปินแนว Contemporary ชื่อดัง 6 คนจากทั่วโลก หลังจากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่หลังจากการทำแคมเปญดีไซน์ร่วมกับ Stephen Sprouse ที่สร้างกระเป๋าฉีกกฏความเรียบหรูโดยการเพ้นท์ลาย graffiti ลงบนลายโมโนแกรมหลุย์ ในปี 2009 และอีกหนึ่งแคมเปญที่สร้างชื่อก็คือแคมเปญลาย Mono grams Multicolore ที่เปลี่ยนลายโมโนแกรมธรรมดาๆ ให้มีสีสันขึ้นทั้งหมด 33 สี ลาย Cherry Blossom (ดอกซากุระอารมณ์ดี) และดอกทานตะวันสีรุ้งที่เพิ่งกลับมาฮิตสุดๆ กันปีนี้ ซึ่งแคมเปญนี้ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของ Takashi Murakami เค้าเลยที่เปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ที่หรูหราให้สามารถดูสดใสร่าเริ่งเข้าถึงกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นมากยิ่งขึ้น

ความสำเร็จในการทำแคมเปญร่วมกับแบรนด์ต่างๆ และดีไซน์เนอร์ของหลุยส์ วิตตองนั้นทำให้ปีนี้ CEO ของหลุยส์ได้คัดเลือกศิลปินแนว Contemporary Arts ชื่อดังมาร่วมดีไซน์กระเป๋า ทรง Capucines ซึ่งเป็นทรงประเป๋าที่ได้วางขายครั้งแรกในปี 2013 ทำจากกระเป๋าหนังกะทิงซึ่ง ผิวหนังจะนุ่มและมีลายตุ่มนู่นมากกว่าหนังทั่วไป ดูๆ ไปก็คล้ายๆ กับหนังของ Hermes รูปทรงดีไซน์เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ไม่ใช้ลายโมโนแกรมปริ้นท์ลงไปบนหนังกระเป๋าแต่นำโลโก้มาออกแบบใหม่เป็นโลหะมาไว้ตรงกลางของกระเป๋าแทน ซึ่งเจ้า Louis Vuitton Capucinesใบนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกระเป๋าหนังสีเรียบไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งนั้น CEO เค้าจึงได้ไอเดียใหม่ที่อนุญาติให้ศิลปินทั้ง 6 คนที่ได้รับการคัดเลือกมานั้นใช้กระเป๋าLouis Vuitton Capucines เป็นผืนผ้าใบเปล่าๆ ที่ไว้ละเลงความคิดสร้างสรรค์ จะเอาสร้างรูปทรงใหม่เพิ่มลงไป เอาไปทุบ ไปเผา หรือทำอะไรก็ได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว มีอิสระในการใส่ความคิดสร้างสรรค์และตัวตนได้อย่างเต็มที่ แต่ต้องดูน่าสนใจ ร่วมสมัยและดูมีความคิดสร้างสรรค์

ศิลปินท่านแรกที่ได้รับเชิญมาร่วมออกแบบนั้นคือ Alex Israel เป็นศิลปินชาวอเมริกันที่เป็นหนุ่มแคลิฟอเนียแท้ๆ เติบโตมาจากเสียงคลื่นและต้นปาล์ม กระเป๋า ArtyCapucines ของเขาจึงถูกดีไซน์ออกมาอย่างสดใส จัดจ้าน ฉูดฉาด ด้วยเทคนิคดิจิตอลปริ้นท์ลายคลื่นที่ได้กลิ่นอายถึงความเป็นแคลิฟอเนี่ยน แถมยังมีส่วนตกแต่งเก๋ๆ ที่เป็นรูปทรงหูฉลาม เอาไว้เสียบติดให้ดูรับอารมณ์กับความเป็นซัมเมอร์มากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการถือเดินชิคๆ ไปตามชายหาดเก๋ๆ เวลาไป Vacation ที่เมืองริมทะเลหรูๆได้แบบไม่ซ้ำใคร

ส่วนคนต่อไปนั้นก็คือ Jonas Wood เขาเป็นศิลปินที่ชอบทำงานกับธรรมชาติ งานของเขาเองก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากใบไม้ ดอกไม้ ต้นหญ้า ซึ่ง ArtyCapucines ที่เขาดีไซน์นั้นยังคงรูปทรงเดิมไว้อยู่ เพียงแต่เพิ่มลายใบไม้กราฟฟิคที่วาดขึ้นมาเองกับมือ ลงเครื่องเดินด้ายทีละเส้นกับผิวของกระเป๋าให้เกิดเป็นลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเขาได้บอกว่าเขาไม่อยากเพิ่มเติมอะไรมากเกินไป อยากให้มันเป็นกระเป๋า Capucines ที่คนกล้าใช้ กล้าถือในชีวิตประจำวัน จึงยังคงสภาพความเรียบง่ายไว้ เพียงแต่ดีไซน์ความเก๋ไก๋ของ Pattern เพิ่มลงไป

Urs Fischer เป็นศิลปินชาวสวิสคนแรกและคนเดียวในโปรเจคนี้ ซึ่งเขาก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่แหวกแนวไปจากคนอื่นๆ ในโปรเจค โดยการไม่เพิ่มเติมลวดลายหรือส่วนประกอบใดๆ ลงไปในกระเป๋า ArtyCapucines ของเขาเลย แต่กลับดันเอาพวงกุญแจมาห้อยอยู่ด้านล่างกระเป๋า ArtyCapucines สีขาวเรียบ แต่ขอบอกว่าพวงกุญที่เขามาเอาห้อยนั้นเป็นรูปกล้วย จ้า ฟังไม่ผิดหรอก กล้วยที่เป็นผลไม้นั่นแหละ เอามาห้อยทั้งหวีเลย แต่ถ้าใครไม่ชอบกล้วย ก็มีแอปเปิ้ลทั้งผล สตอว์เบอรี่ แครอททั้งต้น กับเห็ดให้เลือกเปลี่ยน เลือกห้อยตามอารมณ์ เช่นกัน โดยพวงกุญแจรูปพืชผักเหล่านี้จะถูกห้อยลงมากับสายโซ่สีทองดูเลอค่าตามสไตล์ของหลุยส์ วิตตองและขอบอกว่าพวงกุญแจแต่ละอันนั้นเป็นงานทำมือล้วนๆ แต่ก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าดีไซน์เนอร์คิดอะไรอยู่ สงสัยกลัวว่าธรรมดาโลกจะไม่จำละมั้ง

มาต่อกับศิลปินคนถัดไปซึ่งเป็นชาวแอฟริกัน ArtyCapucines ที่เขานำมาออกแบบใหม่นั้นยังคงความเป็น Classic Capucines อยู่เพียงแต่เพิ่มเทคนิคการถักหนังให้เป็นเชือกห้อยประดับยาวลงมากับพื้นผิวกระเป๋า ซึ่งหนังที่นำมาเย็บติดกันนั้นก็เป็นหนังเช่นกันเพียงแต่ใช้เทคนิคเย็บอย่างหยาบๆ เพื่อสร้างลวดลาย ความน่าสนใจในชิ้นงาน มีความมากแต่น้อย เรียบแต่โก้ สาวๆ คนไหนที่ชอบความเรียบง่ายที่มีลูกเล่นขอเชียร์ให้จัดใบนี้ด่วนๆ

และศิลปินหญิงคนเดียวที่ร่วมทำโปรเจคนี้ก็คือ Tschabalala Self เป็นดีไซน์เนอร์สาวผิวหมึก ซึ่งเธอก็เอาเอกลักษณ์ความเป็นผู้หญิงผิวสีมาใส่เอาไว้งานของเธอ กระเป๋า ArtyCapucines ของเธอนั้นถูกออกมาแบบภายใต้คอนเซปต์แห่งการทำลายและการสร้างขึ้นมาใหม่ ลวดลายกระเป๋านั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยการเย็บติดชิ้นส่วนต่างๆ ที่มาจากวัสดุแตกต่างกัน ประกอบขึ้นให้มีความเป็นหลุยส์ วิตตองโดยการใช้ส่วนประกอบเหล่านั้น ตัดเป็นลวดลาย โมโนแกรม เลือกใช้สีของพื้นกระเป๋าและสีของวัสดุตกแต่งให้แตกต่าง ตัดกันออกไป แม้แต่สายกระเป๋าก็ยังเป็นคนละสีกับสืพื้นเลย เพราะเธอต้องการให้คงเอกลักษณ์ความชอบของสาวผิวหมึกเอาไว้ก็คือความมีสีสัน ฉูดฉาด ตัดกันเพื่อให้ตัดกับผิวสีเข้ม

ศิลปินคนสุดท้ายในโปรเจคนี้ก็คือ Sam Falls ซึ่งเป็นศิลปินที่ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ArtyCapucines ของเขานั้นก็ได้นำความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองนี้มาใส่เอาไว้ โดยการนำลายดอกไม้ตามสไตล์ของเขามาปริ้นท์ลงบนหนังกระเป๋าและเลือกใช้สีแนว Earth tones ที่ให้ความรู้สึกถึงฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ ArtyCapucines ที่เขาดีไซน์ใหม่นั้นดูเป็นธรรมชาติมากๆ แต่ที่พิเศษสุดๆ ก็คือโลโก้ Louis Vuitton ที่เขาได้นำไข่มุกแท้มาประดับแทนที่จะปล่อยให้เป็นโลหะแบบเดิมๆ เพิ่มความหรูหราและสร้างมูลค่าให้กับตัวกระเป๋ามากยิ่งขึ้น

เรียกได้ว่าทั้ง 6 คนนี้มีสไตล์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ใครชอบแบบไหนก็ไปเลือกช๊อปกันได้ทั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แต่ต้องรีบหน่อยนะ เพราะมีแบบละแค่ 300 ใบเท่านั้น ถ้าสู้ราคาไหว (แหม ก็ Limited และ Exclusive ขนาดนี้) ยังไงก็ขอเชียร์ให้มีเก็บไว้สักใบ รับรองว่าเก๋และโดดเด่นไม่ซ้ำใครแน่นอน แต่ถ้ายังไม่พร้อมก็เชิญช็อปกระเป๋าหลุยรุ่นอื่นๆ ได้ที่ Kaidee เลยจ้า

 
Credit
eu.

เปิดกรุกระเป๋า Designer Brand

คุณ Jossy Berry บิวตี้บล็อกเกอร์แสนสวยจะพาไปดูกระเป๋าดีไซเนอร์แบรนด์ในคอลเลกชัน ลองมาดูกันดีกว่าว่าจะมีใบไหนถูกใจคุณบ้าง ไปดูกันเล้ย