7 โรคร้ายที่มากับการ “กินดิบ”

ถึงแม้ว่ามนุษย์เราสมัยก่อนนู้นที่ยังไม่มีไฟใช้ จะเริ่มต้นจากการบริโภคเนื้อสดๆ แต่ในเมื่อสมัยนี้เรามีพร้อมทุกอย่างทั้งไฟแก๊ส ไฟฟ้า เราก็ไม่ควรทานอาหารดิบ เพราะทางการแพทย์พิสูจน์ได้ว่า อาหารดิบเต็มไปด้วยเชื้อโรค พยาธิ และอันตรายต่างๆ นานา ที่ทำให้ร่างกายของเราเป็นโรค และเกิดอาการผิดปกติ จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

เฟซบุ๊กเพจ ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว จึงพูดถึงอันตรายจากการทานอาหารดิบเอาไว้ ตามรายละเอียดด้านล่างค่ะ

____________________

ความไม่มีโรค เป็นลาบอันประเสริฐ

ประโยคนี้เป็นประโยคที่หลายคนคงจะเคยได้ยินกันตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งมันไม่ใช่แค่คำพังเพยล้อเลียน หากแต่เป็นคำพังเพยที่ใช้ได้จริง

ลาบ เป็นอาหารที่นำอวัยวะของสัตว์นำมาสับละเอียดก่อนนำไปทำเป็นอาหาร มีทั้งแบบทำสุก และแบบทำดิบ (ทั้งดิบจริงๆและแบบคั่วรวน) แบบดิบอาจจะมีการเติมเลือดลงไปเพื่อเพิ่มความอร่อย เป็นการกินอาหารที่ทำกันมาแต่โบราณในหลายพื้นที่ของโลก

ปัญหาคือ การกินลาบในแบบดิบซึ่งนิยมกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดนี้ สามารถนำโรคจากสัตว์มาสู่คนได้ และการติดโรคจากอาหารก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุขัยของคนโบราณต่ำกว่าในปัจจุบัน

โรคที่ติดต่อจากเนื้อดิบๆของสัตว์พวกวัวควายสู่มนุษย์ได้ มีหลายโรคได้กัน ได้แก่

1. แอนแทรกซ์ หากกินเนื้อที่มีเชื้อนี้เข้าไป จะเกิดการติดแอนแทรกซ์ในทางเดินอาหาร เกิดอาการอ้วกเป็นเลือด ถ่ายท้องรุนแรง ในรายที่เป็นมากก็ติดเชื้อในกระแสเลือดถึงแก่ความตายได้

2. ไข้สมองอักเสบหูดับ จากเชื้อสเตรปโตคอคคัส ซูอีส เมื่อกินเข้าไปและเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะขึ้นไปที่เยื่อหุ้มสมองและติดเชื้อแถวนั้น ทำให้เกิดไข้สูง เพ้อ สับสน ถ้ารักษาไม่ทันก็ถึงแก่ความตายได้ หรือในรายที่รักษาทัน ก็มักจะมีอาการหูหนวกถาวรตามมาจากการอักเสบของเส้นประสาทการได้ยิน

3. พยาธิทริคิโนซีส พอบอกว่าเป็นพยาธิคนอาจจะเฉยๆ แต่พยาธิชนิดนี้เมื่อเรากินเข้าไปมันจะฟักตัวออกมาแล้วไชไปที่กล้ามเนื้อต่างๆของร่างกายจนปวดรุนแรงทั่วตัว และในกรณีที่มันไปที่กล้ามเนื้อกะบังลม ก็อาจจะทำให้เกิดอาการหายใจไม่ได้ เสียชีวิตได้

4. โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ท้องเสีย อาเจียน บางรายถ่ายเป็นเลือด ซึ่งถ้าโชคไม่ดีอาการเป็นเยอะ เชื้อเข้ากระแสเลือดได้ก็ตาย

5. พยาธิตัวตืด อันนี้ไม่น่ากลัวมาก ข้ามไป

6. โรคพิษสุนัขบ้า หากนำเนื้อวัวควายที่ตายแบบไม่ทราบสาเหตุมากิน แล้วไปเจอวัวควายที่ตายจากโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งคนแล่เนื้อ คนทำอาหาร ไปจนถึงคนกินดิบๆ อาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้ได้ ซึ่งถ้าเป็นและมีอาการ ตายลูกเดียว

7. บรูเซลโลซิส โรคแท้งติดต่อ เป็นโรคที่สำคัญในสัตว์เพราะทำให้แท้งแบบไม่ทราบเหตุ ในคนพบไม่บ่อยนักแต่เวลาเป็นจะลำบากเพราะอาการจะเป็นไข้ที่หาเหตุไม่เจอ มีไข้ ปวดตามตัว ปวดข้อ น้ำหนักลด เป็นฝีในตับในม้าม คือกว่าจะหาเจอและรักษาได้ ก็อาจจะต้องนอนป่วยหลายเดือน

ดังนั้น หากอยากจะกินลาบสดลาบดิบลาบเลือด ของวัวควาย ก็ต้องเลือกควายไม่มีโรค ซึ่งทางเดียวที่จะทำได้คือการเลี้ยงควายเองในระบบปิด ให้ยาปฏิชีวนะเป็นระยะ ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ให้กินอาหารที่ดี แล้วค่อยล้มควายเอามาทำลาบสด

แต่ถ้าจะให้ง่ายกว่านั้น กินลาบสุก ผ่านความร้อนจัดให้เนื้อสุกเสมอทั่วกัน แล้วค่อยกินจะดีกว่า ปลอดภัยกว่าเยอะ

ปล. สำหรับคนที่บอกว่าถ้าให้กินลาบสุกๆ มันไม่มีความสุขหรอก ต้องกินดิบ อร่อย คุ้มค่าความเสี่ยง เป็นการใช้ชีวิต ผู้ป่วยรายหนึ่งที่เสียอนาคตไปตลอดชีวิตจากหนึ่งในโรคข้างบนนี้บอกว่ามันไม่คุ้มกัน

ขอขอบคุณ
ข้อมูล :เฟซบุ๊กเพจ ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว

ฉากสะดุ้ง “ตุ้งแช่” (Jump Scare) ในหนังผี อันตรายต่อหัวใจหรือไม่ ?

ความกลัวนั้นถูกสร้างมาจากสมองส่วน Amygdala โดยจะเก็บบันทึกความทรงจำในอดีตมาประกอบกับอารมณ์และความรู้สึกของเรา ส่งผลให้การแสดงออกต่อความกลัวของแต่ละคนแตกต่างกัน
ภาพยนตร์ที่มีฉาก Jump Scare อาจไม่ได้ทำให้ผู้รับชมหัวใจวายได้โดยตรง แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุ หรือมีโรคหัวใจอยู่ก่อนหน้า ไม่แนะนำให้รับชมเพราะอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี
หากมีอาการผิดปกติขณะรับชมภาพยนตร์ เช่น หัวใจเต้นเร็วจนมีอาการหน้ามืด วูบ ปวดร้าวไปที่หน้าอก หรือแขน ควรเข้ามาตรวจสุขภาพหัวใจกับแพทย์เฉพาะทาง

หลายครั้งที่เราอาจเคยได้ยินข่าวว่า มีผู้ชมภาพยนตร์เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายกะทันหันในหนังฆาตกรรมหรือหนังผี หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตบนเครื่องเล่นหวาดเสียวในสวนสนุก

ปัจจุบันเราพบว่า อุตสาหกรรมผลิตภาพยนตร์เหล่านี้มีเพิ่มมากขึ้น และทุกเดือนจะมีหนังเหล่านี้อย่างน้อย 2 เรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะเดือนตุลาคมจะมีมากเป็นพิเศษเนื่องจากมีวันฮาโลวีน (31 ตุลาคม) นั่นเอง

คำว่า Jump Scare คือ เทคนิคที่ผู้สร้างหนังหรือเกมมักจะใส่เข้ามาเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมหนังผี หนังฆาตกรรม หรือหนังลึกลับต่างๆ โดยมักจะทำให้ผู้ชมตกใจกลัวโดยไม่มีสัญญาณเตือนให้เดาทางออก ซึ่งเวลาที่คนเราตกใจกลัวมากๆ ร่างกายเข้าสู่ Fight or Flight Response หรือแบบจำลองของ สภาวะพร้อมสู้หรือพร้อมวิ่งหนี

ปกติแล้วความกลัวนั้น ถูกสร้างมาจากสมองส่วน Amygdala หรือที่ใครมักเรียกว่า “เจ้าเมล็ดถั่วขี้กลัว” ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับเมล็ดอัลมอนด์ที่ฝังอยู่ในสมองกลีบขมับส่วนกลาง (medial temporal lobe) ในหัวของเรา ซึ่งอยู่ในกลุ่มสมองของส่วนที่เรียกว่า “เครื่องผลิตอารมณ์” (Limbic system) นั่นเอง สมองส่วนนี้มักจะเก็บบันทึกความทรงจำในอดีตมาประกอบกับอารมณ์และความรู้สึกของเรา พร้อมปรับสภาวะ ส่งผลให้การแสดงออกต่อความกลัวของแต่ละคนแตกต่างกัน

เมื่อใดก็ตาม เรากำลังเผชิญกับสิ่งใหม่ ที่ไม่เคยพบหรือรู้จักมาก่อน สมองส่วนนี้จะเริ่มประมวลผล เปรียบเทียบ ขบคิด ส่งผลให้เรารู้สึกไม่ไว้ใจ กังวลและหวาดกลัว และเมื่อสมองได้ข้อสรุปแล้วว่า สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้านั้นน่ากลัว “เจ้าเมล็ดถั่วขี้กลัว” จะส่งข้อมูลตรงไปที่ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic nervous system) ที่เชื่อมต่อกับไขสันหลัง แล้วกระตุ้นต่อมหมวกไต (Adrenal glands) ให้ปล่อยฮอร์โมนที่ชื่อว่า “เอพิเนฟฟริน” (Epinephrine) หรือที่เราคุ้นเคยในชื่ออะดรีนาลีน (Adrenaline) และ นอร์เอพิเนฟฟริน” (Norepinephrine) หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ นอร์อะดรีนาลีน (Noradrenaline) เข้าสู่กระแสเลือดของเรา ส่งผลให้ร่างกายของเรามีอาการตอบสนองต่าง ๆ เช่น ความดันสูงขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้น ทำให้หายใจเร็วขึ้น เลือดจากหัวใจถูกสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว เหงื่อออก ตื่นเต้น และนอกจากนั้นยังทำให้ ต่อมหมวกไตทำงานหนัก เพื่อผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ทำให้ร่างกายและระบบต่าง ๆ ถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ให้ความเห็นว่า ภาพยนตร์ที่มีฉาก Jump Scare อาจไม่ได้ทำให้ผู้รับชมหัวใจวายได้ แต่ถ้าบุคคลเหล่านั้นมีโรคหวาดระแวงและมีพฤติกรรมฝังใจที่เลวร้ายในอดีต หรือเป็นผู้สูงอายุ หรือมีโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ไม่แนะนำให้รับชมภาพยนตร์เหล่านี้ หรือไปเล่นกิจกรรมและเครื่องเล่นที่หวาดเสียว เพราะอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี

นอกจากผู้ที่มีประวัติเป็นโรคเหล่านี้แล้ว ในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ก็ไม่แนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็ก ๆ ไปดู เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถแยกแยะเรื่องจริงกับสิ่งสมมติได้ การพบภาพที่น่ากลัวอาจจะทำให้เด็กมีภาพติดตาและฝังใจไปจนกว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเริ่มใช้เหตุผลต่างๆ มาหักล้างความกลัวเหล่านั้น ซึ่งโดยรวมแล้วอาจไม่เป็นผลดีกับตัวเด็กเอง

สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี สามารถรับชมหนังเหล่านี้ได้ตามปกติ แต่ถ้าหากมีอาการผิดปกติขณะรับชม เช่น หัวใจเต้นเร็วจนมีอาการหน้ามืด วูบ ปวดร้าวไปที่หน้าอก หรือแขน สามารถเข้ามาตรวจสุขภาพหัวใจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เราได้มั่นใจว่า หัวใจเรายังแข็งแรงและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ขอขอบคุณข้อมูล : นพ. กฤษฎา วิไลวัฒนากร สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ภาพ :New Line Cinema

ภูมิแพ้ในเด็ก เรื่องไม่เล็กของเจ้าตัวเล็กในวัยเรียนรู้

โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจจัดว่าพบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มโรคภูมิแพ้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในเด็กหรือผู้ใหญ่ จึงเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สังคมมีความเป็นเมืองมากขึ้นมีปัญหามลภาวะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ปัญหาของโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นมากในปัจจุบันทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจในเด็กเกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ เช่นเดียวกับโรคภูมิแพ้อื่น ๆ คือ

กรรมพันธุ์ เป็นปัจจัยสิ่งที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด หากคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจหรือโรคภูมิแพ้ชนิดอื่น เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ลูกก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจมากกว่าเด็กปกติที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้
สิ่งแวดล้อม อยู่รอบตัวเด็กทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ สุนัข แมว ละอองเกสร หรือสารก่อภูมิแพ้ซึ่งเป็นอาหาร เช่น นมวัว ไข่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง แป้งสาลี อาหารทะเล หรือสารระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ เช่น ควันบุหรี่ ควันธูป มลภาวะต่าง ๆ และการติดเชื้อในระบบทางดินหายใจเช่น อาร์เอสวี rhinovirus ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งแวดล้อมอันจะเป็นสาเหตุร่วมกันในการเกิดโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจในเด็กได้

โดยโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจในเด็กที่พบบ่อยได้แก่โรคหืดและโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ซึ่งโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เป็นโรคภูมิแพ้ที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเตาะแตะ คืออายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยจึงมักเริ่มมีอาการตั้งแต่วัยอนุบาลนั่นเอง

โรคนี้เป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือ จมูก ผู้ป่วยจะมีอาการ ได้แก่ คันจมูก จาม คัดจมูก น้ำมูกไหลและอาจมีอาการร่วมของอวัยวะอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จมูกแต่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น คันตา คันในคอ หูอื้อ ร่วมด้วยได้ และใสส่วนโรคหืด เป็นโรคภูมิแพ้ที่พบได้ตั้งแต่เด็กวัยทารก ผู้ป่วยจะมีปัญหาของระบบทางเดินหายใจส่วนล่างคือ หลอดลม มีอาการได้แก่ หายใจเหนื่อย แน่นหน้าอก ไอเรื้อรังช่วงกลางคืนมากกว่ากลางวัน เหนื่อยง่ายขณะออกกำลังกายซึ่งเกิดจากการที่มีหลอดลมตีบ

การรักษาโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจเด็ก
ทั้งนี้หลักในการรักษาโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจในเด็กมีอยู่ 5 ข้อ คือ

หลีกเลี่ยงหรือควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุดตามชนิดสารก่อภูมิแพ้
การดูแลสุขภาพทั่วไป คือ การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบหมู่
การใช้ยาบรรเทาอาการ โดยการจะพิจารณาใช้ยาชนิดใดบ้างขึ้นอยู่กับอาการความรุนแรงของโรคและระยะของโรคของผู้ป่วยโดยอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ที่เป็นผู้ทำการรักษาค่ะ
ล้างหรือพ่นจมูกด้วยน้ำเกลือ หากผู้ป่วยมีอาการมีน้ำมูก คัดจมูก
การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ มีข้อบ่งชี้คือ หากหลีกเลี่ยงสารที่แพ้ไม่ได้ หรือมีอาการรุนแรงหรือใช้ยาบรรเทาอาการแล้วไม่ได้ผล

ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้หากคุมอาการของโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจได้ไม่ดี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โรคไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ โรคหืด หรือต่อมอะดีนอยด์และทอลซิลโต ภาวะนี้นำมาซึ่ง “ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ” ซึ่งอาจเป็นอันตรายทำให้สมองขาดออกซิเจนมีผลต่ออวัยวะภายในที่สำคัญเช่นสมองและหัวใจอีกด้วย

ในส่วนของโรคหืดหากปล่อยให้อาการของโรคหืดในเด็กดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสมอาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะอาการหืดกำเริบบ่อย ซึ่งการจับหืดแต่ละครั้งถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรค จนต้องขาดเรียน ลดความสามารถในการเรียนและการออกกำลังกาย การเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ และหากมีอาการหลอดลมตีบมากจะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะขาดออกซิเจนจนนำมาซึ่งภาวะการหายใจล้มเหลวเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

หากลูกมีอาการของโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกมาปรึกษาคุณหมอเพื่อจะได้รับการวินิจฉัย ประเมินความรุนแรงของโรค นำมาซึ่งการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน และยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกหายขาดจากโรคนี้ได้ หากมารักษาตั้งแต่ยังมีอาการไม่มาก