8 วิธีออกแบบบ้านอย่างไร ไม่ให้คนอยู่เจ็บไข้ได้ป่วย

นอกจากบ้านจะเป็นที่พักอาศัยแล้ว บ้านที่ดีต่อสุขภาพยังเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน บ้านอยู่แล้วมีความสุขไม่มีมลภาวะ หรือมีแหล่งทำให้เกิดโรคภัย ย่อมทำให้ผู้พักอาศัยมีความสุขกายสบายใจ ดังนั้นการออกแบบบ้านที่ดีเอื้อต่อสุขภาพจึงมีความสำคัญ และเหล่านี้คือไอเดียการออกแบบบ้านตามมุมต่างๆ ให้เหมาะสม ทำให้บ้านเป็นบ้านที่ดีต่อสุขภาพ

1. บริเวณห้องนั่งเล่น ห้องดูทีวี ห้องทำงาน หรือพื้นที่ๆ เราต้องใช้สายตามากๆ สิ่งสำคัญคือในบริเวณเหล่านั้นต้องมีแสงสว่างอย่างเพียงพอและทั่วถึง เพราะในพื้นที่เหล่านี้หากแสงสว่างน้อยเกินไป จะส่งผลต่อสายตาทำให้เกิดความล้า ไม่สบายดวงตาและอาจส่งผลไปสู่อาการอื่นๆ ดังนั้นบริเวณด้านหลังของทีวี หรือโต๊ะทำงานควรเป็นผนังทึบ และหากบริเวณนั้นมีแสงน้อยอาจเพิ่มแสงสว่างเฉพาะจุด

2. สกายไลต์ กระจกบานใหญ่ บานเกล็ด บล็อกแก้ว วัสดุเหล่านี้สามารถใช้เพิ่มแสงสว่างให้กับบริเวณทางเดินมืดๆ หรือโถงกลางบ้านที่แสงสว่างจากภายนอกส่องเข้าไม่ถึง

3. ห้องไหนที่เราใช้เวลาในแต่ละวันนานๆ เช่นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ควรคำนึงถึงการเลือกสีที่เหมาะสม และสีที่เหมาะสมคือสีโทนอ่อนแบบสบายตา ซึ่งมีทั้งเฉดพาสเทล เอิร์ธโทน โดยควรให้ความสำคัญกับประเภทของสีเช่นควรเป็นสีน้ำอะคริลิก หรือสีที่ไม่สร้างมลพิษภายในบ้าน

4. บ้านที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชน ใกล้ถนนมีเสียงดังรบกวน อาจออกแบบให้ผนังบ้านมีความหนากว่าบ้านทั่วไป หรือใช้แผ่นดูดซับเสียง รวมไปถึงการใช้ผ้าเป็นวัสดุในการตกแต่งบ้านก็ช่วยลดเสียงจากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้านได้

5. เพิ่มเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงน้ำ เสียงนก ฯลฯ ให้กับพื้นที่ต่างๆ ภายในบ้าน จะทำให้บ้านน่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยคุณอาจเลือกบริเวณที่คุณใช้เวลาสำหรับนั่งพักผ่อนในบ้านเป็นที่ตั้งของสิ่งเหล่านี้

6. กลิ่นยังเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากเรื่องของรูป เสียงแล้ว เรื่องกลิ่นยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะภายในบ้านอาจมีกลิ่นจากทั้งการปรุงอาหาร กลิ่นจากห้องน้ำ หากทำให้บ้านไร้กลิ่นหรือมีกลิ่นหอมจากของจากธรรมชาติ ทั้งน้ำมันหอมระเหย กลิ่นจากมะกรูด อาจจะวางไว้กลางบ้าน ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น หรือในห้องน้ำก็ยังได้

7. การตกแต่งบ้านแบบเรียบๆ ไม่ซับซ้อน รวมถึงการเลือกวัสดุที่เหมาะสมเช่นผ้าสังเคราะห์ หนัง แทนผืนผ้าที่อมฝุ่นได้ง่ายอย่างผ้าฝ้ายก็ช่วยทำให้บ้านไม่เป็นที่สะสมของฝุ่นและเชื้อโรค

8. บ้านเย็นด้วยต้นไม้ และวัสดุที่ทำจากธรรมชาติ เช่นกระเบื้องดินเผา กระเบื้องแกรนิต รวมไปถึงการเปิดช่องไปสู่แสงและลมจากธรรมชาติ

เทคนิคการจัดหิ้งพระในบ้าน

บ้านแต่ละหลังย่อมมีหิ้งพระ หรือมากกว่านั้นอาจจะมีหิ้งเทพ หิ้งรูปบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แต่ก็ยังพบปัญหาว่าหลายคนไม่ทราบว่าควรจัดวาง ตั้งหิ้งพระไว้บริเวณใดของบ้านถึงเหมาะสมและเป็นมงคลกับชีวิต รวมถึงอาจเผลอวางหิ้งพระผิดที่ผิดทางจนเกิดความไม่เป็นมงคลได้ เราเลยรวบรวมคำแนะนำเรื่องการจัดหิ้งพระให้เหมาะสมและเป็นมงคลต่อเจ้าของบ้าน

การจัดหิ้งพระในบ้านอย่างไร ให้เป็นสิริมงคลกับเจ้าของบ้าน

หมั่นดูแลหิ้งพระให้สะอาดอยู่เสมอ หลายจุดในบ้านเจ้าของบ้านให้ความสำคัญแต่บางครั้งหลงลืมตำแหน่งของหิ้งพระ ดังนั้นต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาดองค์พระหรือรูปเทพ เพราะหากองค์พระหรือรูปเทพมีฝุ่นจับเชื่อว่าจะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย นอกจากนั้นควรหมั่นเปลี่ยนน้ำ ดอกไม้ในแจกันบูชาเพื่อให้ชีวิตของคนในบ้านสดชื่น แจ่มใสอยู่ตลอดเวลา
เลือกตำแหน่งที่สงบ หิ้งพระควรตั้งอยู่ในพื้นที่ๆ สงบ ไร้เสียงรบกวน จอแจ เช่นบางบ้านประดับหิ้งพระไว้บริเวณประตูเข้า-ออก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าคนในบ้านจะพบแต่ความวุ่นวาย
หิ้งพระไม่ควรติดตั้งผนังเดียวกับห้องน้ำหรือห้องครัว รวมถึงไม่ควรหันหน้าหิ้งบูชาไปตรงกับประตูห้องน้ำหรือห้องครัว เพราะจะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย มีเรื่องขัดแย้งหรือเงินทองรั่วไหล
หิ้งพระบนหลังตู้ควรสูงกว่าศีรษะ หากคุณพักอาศัยในคอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์หิ้งพระควรอยู่สูงกว่าศีรษะเพราะมันเกี่ยวพันกับความเจริญก้าวหน้า อาชีพการงาน
ห้องพระคือห้องพระ ห้องพระก็คือห้องสำหรับตั้งบูชาพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว เราอย่าใช้ห้องพระไว้เก็บข้าวของชนิดอื่นๆ รวมทั้งห้องพระไม่ควรอยู่ติดกับห้องน้ำหรือมีประตูตรงกับห้องน้ำ
หิ้งพระไม่ควรตั้งอยู่ปลายเตียง หากไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรตั้งหิ้งบูชาไว้ในห้องนอน เนื่องจากเราอาจมีกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าหิ้งพระเช่นการเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือการร่วมหลับนอนของคู่สามี-ภรรยา อีกทั้งยังไม่ควรหันหน้าหิ้งพระไปยังทิศที่เตียงตั้งอยู่ด้วย
ห้องรับแขกไม่ใช่ที่ตั้งของหิ้งบูชา อย่างที่บอกว่าหิ้งพระควรตั้งอยู่ในห้องที่ค่อนข้างมีบรรยากาศสงบ
บนหิ้งพระควรมีองค์พระหรือองค์เทพเป็นจำนวนเลขคี่
หลีกเลี่ยงการตั้งหิ้งบูชาไว้ใต้คาน เพราะหมายถึงดวงชะตาของเจ้าของบ้านอาจถูกกดทับ และมักมีเรื่องให้ปวดหัวอยู่เสมอ
หิ้งพระควรตั้งอยู่ในมุมที่เป็นสัดส่วน ไม่ใช่เมื่ออยู่นอกบ้านแล้วสามารถมองเห็นหิ้งพระในบ้านอย่างชัดเจน เช่นนั้นถือว่าไม่ดี

นอกจากนี้ยังมีทิศต้องห้ามไม่ให้เจ้าของบ้านตั้งหิ้งพระอีกด้วย มาดูกันว่าคุณเกิดปีไหนและห้ามไม่ให้ตั้งหิ้งพระตรงไหน

เจ้าของบ้านเกิดปีไหนและห้ามไม่ให้ตั้งหิ้งพระตรงไหน

เจ้าของบ้านเกิดปีชวด ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะจะส่งผลให้เจ้าบ้านเกิดอันตราย จนอาจถึงขั้นเสียชีวิต
เจ้าของบ้านเกิดปีฉลู ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้เจ้าบ้าน เกิดการเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน
เจ้าของบ้านเกิดปีขาล ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้ผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัวเกิดอันตราย
เจ้าของบ้านเกิดปีเถาะ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาไปทางทิศตะวันออก จะส่งผลให้เกิดความสูญเสียคนในบ้านจะเสียชีวิต
เจ้าของบ้านเกิดปีมะโรง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดการเสียหายทั้งชายและหญิง
เจ้าของบ้านเกิดปีมะเส็ง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชา หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะจะส่งผลให้คนในครอบครัวมีความยุ่งยากที่สุดจนหาความสงบสุขไม่ได้
เจ้าของบ้านเกิดปีมะเมีย ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศใต้ จะส่งผลให้เกิดเรื่องราวอัปมงคลขึ้นภายในบ้าน
เจ้าของบ้านเกิดปีมะแม ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะจะส่งผลให้ครอบครัว เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
เจ้าของบ้านเกิดปีวอก ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพราะจะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ กับสมาชิกเพศชายในครอบครัว
เจ้าของบ้านเกิดปีระกา ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเพราะ จะทำให้ความทุกข์โศกมาเยือนครอบครัวจนต้องร้องให้อยู่เสมอ
เจ้าของบ้านเกิดปีจอ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะจะส่งผลร้ายให้สมาชิกในครอบครัวอย่างมาก ถึงขั้นเสียชีวิตได้
เจ้าของบ้านเกิดปีกุน ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพราะจะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ในครอบครัวอยู่ตลอด เสียเงินเสียทองขึ้นโรงขึ้นศาล

ได้หลักการจัดหิ้งพระแบบง่ายๆ กันไปแล้ว ก็ลองตรวจเช็คดูนะคะว่าเราวางถูกต้องแล้วหรือยัง แต่ถ้าที่บ้านยังขาดพระมาบูชาเพื่อเสริมสร้างเป็นสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัว มาที่ Kaidee เลย มีพระให้เช่าบูชามากมาย