5 วิธีดูแลเครื่องยนต์สุดรักให้อยู่กับคุณไปนานๆ

ตั้งแต่ซื้อรถมาคุณเคยตรวจเช็ครถของคุณบ้างหรือยัง?แน่นอนว่าการมีรถนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนใฝ่ฝัน และเมื่อมีรถแล้วการดูแลตรวจเช็คสภาพรถทั้งภายในและภายนอกก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องหมั่นทำอยู่เป็นประจำ เพื่อให้รถอยู่กับเราไปนานๆ แต่รถก็เป็นสินทรัพย์ที่มีการเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา ซึ่งวิธียืดระยะเวลาให้ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้นมีเพียงวิธีเดียวคือการดูแลรักษา แต่รักษาอย่างไรให้ถูกต้องนั้นก็ต้องศึกษาให้ดี เพราะเครื่องยนต์ของรถมีหลายส่วน ซึ่งถ้าแต่ละส่วนเกิดปัญหา ค่าใช้จ่ายในการซ่อมก็อาจทำให้เรากุมขมับได้ หรือแม้ว่าคุณมีประกันชั้นหนึ่ง ก็ยังต้องเสียเวลากับการซ่อมอยู่ดี เพราะฉะนั้นมาเริ่มดูแลรถสุดรักของเราโดยเริ่มต้นที่เครื่องยนต์กันก่อนเลย

1.รู้จักน้ำมันเครื่องที่ใช้อยู่ 
โดยทั่วไปแล้วน้ำมันเครื่องของรถ มีอยู่ 3 ประเภท คือ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ กึ่งสังเคราะห์และแบบธรรมดา ข้อแตกต่างระหว่างทั้งสามประเภทนี้คือเรื่องของราคาและการใช้งาน หากคุณต้องการดูแลรถสุดรักของคุณแบบดีที่สุดก็สามารถเลือกใช้เป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ที่ผ่านการคิดค้นและวิจัยอย่างละเอียด ทำให้น้ำมันเครื่องประเภทนี้มีคุณสมบัติที่ดีสุดที่ช่วยปกป้องชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์และหล่อลื่นเครื่องยนต์ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงระยะการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 15,000 กิโลเมตร ยาวนานที่สุดในบรรดาน้ำมันเครื่องทั้งสามประเภท แต่หากคุณไม่ต้องการจ่ายแพงแต่ยังต้องการคุณภาพที่ดีอยู่ ก็สามารถเลือกใช้น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันและราคาที่ถูกลงมา ระยะการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 7,000 - 10,000 กิโลเมตร แต่ก็ต้องตรวจเช็คส่วนผสมของน้ำมันเครื่องด้วยเพราะแต่ละยี่ห้ออาจมีความแตกต่างกัน

2.ตรวจเช็คไส้กรองน้ำมันเครื่อง 
ไส้กรองถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่กรองฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ ที่อาจะมาพร้อมกับน้ำมันเครื่อง การเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องขึ้นอยู่กับระยะการใช้งานของเราเองด้วย เช่น หากเราใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์อย่างดีที่มีอายุการใช้งานยาวนานถึงประมาณ 15,000 กิโลเมตร เมื่อทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องครั้งต่อไปก็ควรเปลี่ยนไส้กรองไปด้วยเลย แต่หากเราทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ระยะ ประมาณ 5,000 - 7,000 กิโลเมตรก็สามารถคำนวนเป็นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสองครั้งถึงจะเปลี่ยนไส้กรองชิ้นหนึ่งก็ได้ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับความสบายใจส่วนตัวด้วยส่วนหนึ่ง การเปลี่ยนไส้กรองบ่อยไม่ได้มีข้อเสียแต่อย่างใด แต่จะช่วยปกป้องและป้องกันเครื่องยนต์จากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่หากเข้าไปสู่เครื่องยนต์แล้วอาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้ 
3.ระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ทำงานปกติหรือไม่ 
ความร้อนกับเครื่องยนต์นั้นเป็นของคู่กัน แต่ความร้อนที่มีระดับสูงเกินไปนั้นอาจสร้างความเสียหายต่อชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีระบบระบายความร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในเครื่องยนต์ไม่ให้ร้อนเกินไป ซึ่งชิ้นส่วนภายในระบบนี้นั้นมีหลายชิ้นมาก ทั้งพัดลมระบายความร้อน หม้อน้ำ ปั้มน้ำ วาล์วน้ำ ท่อยางหม้อน้ำ ก่อนที่จะสตาร์ทรถนั้น เราควรเช็คระดับน้ำในหม้อน้ำหรือถังพักน้ำให้อยู่ระดับที่พอดีหรือประมาณกึ่งกลางระหว่างขีด Max และ Min ตรวจสอบพัดลมระบายความร้อนว่ามีการชำรุดเสียหายหรือไม่ ลองบีบท่อยางหม้อน้ำว่าสภาพยังใช้งานได้อยู่หรือมีการแห้งกรอบก็ควรรีบเปลี่ยนทันที

4.แบตเตอรี่เสื่อมหรือยัง 
แบตเตอรี่รถยนต์นั้นมีอยู่ 2 ประเภทคือ แบตเตอรี่แบบแห้งและแบตเตอรี่แบบเปียก ซึ่งเราจะใช้แบบเปียกกันส่วนใหญ่ สิ่งที่แตกต่างกันของแบตทั้งสองแบบคือคุณสมบัติ การดูแลรักษาและราคาที่แบตแบบแห้งจะสูงกว่าพอสมควร แต่ก็มาพร้อมกับการที่ไม่ต้องคอยเช็คคอยเติมน้ำกลั่นและระยะเวลาใช้งานได้ยาวนานมากถึงประมาณ 5 - 10 ปี ซึ่งการตรวจเช็คว่าแบตเตอรี่รถของเราเสื่อมหรือยังนั้นเริ่มต้นจากการสตาร์ทรถ หากสตาร์ทไม่ค่อยติด และเมื่อสตาร์ทแล้วเสียงการทำงาน ของแบตจะค่อนข้างดัง อาการนี้แสดงว่าแบตเริ่มมีเสื่อมต้องรีบไปเปลี่ยนก่อนที่รถจะสตาร์ทไม่ติดแต่ถ้าเราใช้แบตเตอรี่แบบเปียกก็ควรหมั่นเช็คน้ำกลั่น และไม่ควรใช้แบตเดิมนานเกิน 3 ปี 

5.เช็คแผงหน้าปัดว่ามีไฟแจ้งเตือนอะไรขึ้นบ้าง 
โดยเฉพาะไฟแจ้งเตือนสีแดงที่ขึ้นบนหน้าปัดที่บอกเราว่าเกิดปัญหาภายในรถที่ต้องรีบตรวจสอบอย่างทันที เช่น เมื่อไฟเตือนอุณหภูมิสูงแสดงขึ้นบนหน้าปัด แสดงว่าอุณหภูมิที่เครื่องยนต์นั้นสูงมาก ควรมองหาที่จอดรถและตรวจเช็คน้ำในระบบหล่อเย็นว่ามีจุดใดรั่วหรืออุดตันไหม หรือถ้าเป็นสัญลักษณ์รูปแบตเตอรี่สีแดงแสดงขึ้น นั่นหมายความว่าเกิดความผิดปกติของแบต อาจเป็นเรื่องประจุไฟภายในแบต ให้เราปิดแอร์และวิทยุต่างๆ แล้วรีบหาอู่หรือช่างเพื่อทำการตรวจเช็คในทันที
สรุป
นอกจากเครื่องยนต์ที่เราต้องหมั่นตรวจเช็คแล้ว ก็ยังมีชิ้นส่วนอื่นของรถที่เราต้องคอยดูแลด้วย เช่น ยางรถยนต์ กระจกข้าง ผ้าเบรก หรือแม้แต่วิธีง่ายๆ เช่นการล้างรถก็เป็นวิธีหนึ่งในการยืดระยะเวลาการใช้งานรถสุดรักของเรา และยิ่งถ้าเราดูแลรถของเราอย่างดีแล้ว เมื่อนำไปขายต่อก็จะได้ราคาที่ดีตามขึ้นด้วย ถ้าคุณมีรถมือสองที่ผ่านการดูแลรักษามาอย่างดีแล้วไม่รู้จะขายที่ไหนดี เราขอแนะนำช่องทาง RodKaidee ของเรา ที่มีหมวดสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ ทำให้สะดวกทั้งผู้ลงขายและผู้ซื้อต่อ อย่ารอช้า รีบถ่ายรูปรถสวยๆ ของคุณแล้วโพสขายเลย !

เคล็ด(ไม่) ลับ! 5 วิธีดูแลรถช่วงหน้าฝนให้ใหม่ ขายได้ราคาดี!

เข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้ว จะขับรถไปไหนมาไหน ก็คงหลบสายฝนที่โปรยปรายลงมาแทบทุกวันไม่พ้น บอกเลยว่าชวนเหนื่อยทั้งตอนขับและหลังขับเพราะหากไม่ดูแลรถช่วงฤดูฝนให้ดี อาจจะทำให้รถคู่ใจเสื่อมสมรรถภาพได้ง่ายและเร็วขึ้น ยิ่งใครวางแผนจะขายรถ ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ทางเราเลยขอเอาใจเหล่าคนใช้รถด้วยการหยิบ 5 วิธีดูแลรถในช่วงหน้าฝนให้ดูใหม่ ขายได้ราคาดี รับรองว่าทำตามแล้วเวิร์กมากมาฝาก! 

 

 
1. ดูแลที่ปัดน้ำฝนและน้ำยาฉีดกระจก
แน่นอนว่าที่ปัดน้ำฝนเป็นตัวช่วยที่สำคัญมากในการขับรถช่วงนี้ การตรวจสอบว่าที่ปัดน้ำฝนยังใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่นั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ แค่ลองสังเกตการปัดน้ำฝนดู ถ้าปัดแล้วเกิดรอยหรือคราบน้ำฝน แนะนำให้เปลี่ยนเนื่องจากยางที่ปัดน้ำฝนอาจจะเสื่อมสภาพแล้ว วิธีการดูแลที่ปัดน้ำฝนให้อยู่ในสภาพดีเสมอก็ไม่ยากเลย เพียงใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดให้หมาดเช็ดตามความยาวของที่ปัดน้ำฝน สำคัญมาก! เราไม่ควรยกก้านที่ปัดน้ำฝนขึ้นเพราะจะยิ่งทำให้ตัวสปริงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังควรหมั่นเช็กและเติมน้ำยาฉีดกระจกอยู่เสมอ กระจกจะใสวับตลอดเวลา รับรองว่าจะขับรถสบายใจขึ้น หรือถ้าตั้งใจจะขายต่อ วิธีเหล่านี้ก็ช่วยให้สภาพรถยนต์ให้ดูใหม่เสมอได้

 

 
2. ดูแลระบบเบรกให้พร้อมใช้งานทุกสถานการณ์
การดูแลระบบเบรกให้สภาพดีเสมอเป็นสิ่งสำคัญมากในการขับรถในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ถนนมักจะลื่นแบบนี้ เราสามารถตรวจเช็กผ้าเบรกเบื้องต้นได้เองว่าเวลาเหยียบแล้ว เบรกจมลึกกว่าปกติหรือเปล่า หรือรถเป๋ไปมาเวลาเหยียบเบรกไหม ถ้าเจอปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรก ขอแนะนำให้ไปตรวจเช็กให้ละเอียดกับช่างมืออาชีพที่ศูนย์อีกทีเพื่อความปลอดภัยเวลาใช้รถ หรือถ้ามีแพลนจะขายรถ ดูแลดีแบบนี้ก็ช่วยให้คนซื้อมั่นใจที่จะซื้อรถไปใช้ต่อด้วย

 

 
3. ตรวจเช็กสภาพยางสม่ำเสมอ
ต้องบอกว่าสภาพยางมีผลต่อการขับรถบนท้องถนนที่น้ำขังหรือลื่นอย่างมาก เราควรตรวจสอบสภาพยางรถว่าอยู่ในสภาพดีเหมาะแก่การใช้งาน อาทิ ดอกยางยังไม่สึก ยางไม่บวม ไม่มีรอยแตกที่เนื้อยาง นอกจากนี้ยังควรเช็กปริมาณลมยางว่าอยู่ในระดับพอดี ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป เหมาะที่จะขับลุยทุกสถานการณ์ 

 

 
4. ใส่ใจดูแลเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดี
เชื่อว่าช่วงหน้าฝนบ้านเราที่ฝนพากันเทลงมาไม่เว้นวันแบบนี้ คงหลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากต้องขับรถลุยฝน เราควรตรวจเช็กน้ำมันเครื่อง น้ำมันเฟืองท้าย และน้ำมันเกียร์ให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำรั่วซึมเข้าไปในเครื่องยนต์ รวมทั้งควรหมั่นเช็กแบตเตอรี่บ่อยขึ้น เนื่องจากความชื้นที่เกิดขึ้นช่วงหน้าฝนอาจจะส่งผลให้แบตเตอรี่ทำงานผิดปกติ การดูแลระบบเครื่องยนต์โดยรวมให้มีสภาพดีอยู่เสมอแบบนี้จะช่วยให้เราขับรถได้อย่างมั่นใจ แถมตอนขายก็ยังได้ราคาดีด้วย 

 

 
5. ดูแลสีรถให้วาววับในช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยาก
ไก่งามเพราะคน รถงามเพราะดูแล! ต่อให้เจอฝนตกหนัก โคลนสาด ใบไม้กระหน่ำลงมาติดรถแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะการดูแลสีรถให้วาววับแม้เข้าช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยาก ข้อห้ามแรกเลยคือ ไม่ควรใช้ผ้าแห้งเช็ดรถทันทีหลังฝนตก เพราะรถอาจจะไม่ได้เปียกน้ำฝนอย่างเดียว แต่อาจจะมีโคลน เศษหิน กิ่งไม้ หรือใบไม้ต่าง ๆ ติดมาด้วย เจ้าเศษเล็ก ๆ เหล่านี้แหละที่สามารถขูดให้รถเป็นรอยขนแมวไม่พึงประสงค์ขณะที่ใช้ผ้าเช็ดได้ เราควรใช้น้ำฉีดล้างรถให้สะอาดก่อนแล้วค่อยใช้ผ้าเช็ด ส่วนเคล็ดลับพิเศษที่จะช่วยให้สีรถของคุณเงาวับสุดใจอยู่เสมอคือการเคลือบสีรถ ช่วยให้สีรถไม่หมอง น้ำไม่เกาะ แถมยังป้องกันคราบต่าง ๆ ได้ดีด้วย

 

และทั้งหมดนี้ก็คือ 5 วิธีดูแลรถในช่วงหน้าฝนที่จะช่วยให้รถของคุณดูใหม่เหมือนเพิ่งถอยมา ขับเองก็สบายใจ ขายก็ได้ราคาดี! สำหรับคนที่ดูแลฟูมฟักรถมาอย่างดีและกำลังมองหาตลาดรถมือสองคุณภาพคับจอเพื่อส่งต่อน้องไปให้เจ้าของคนใหม่อยู่ แวะมาลงขายรถมือสองกันที่ RodKaidee ได้เลยนะคะ! บอกเลยว่าถ้าดูแลรถตามคำแนะนำที่เราหยิบยกมาฝากวันนี้แล้ว เตรียมตัวปิดการขายชนิดที่ไวจนไม่ทันตั้งตัวได้เลยค่ะ!