ทำความสะอาดเครื่องใช้ในบ้าน ต้องกี่สัปดาห์ครั้ง?

แม้ว่ามลภาวะ และอุปกรณ์สาธารณะต่างๆ ภายนอกจะเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคที่น่ากลัวมากเพียงใด แต่หากเป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านของเราเองที่ไม่ได้ทำความสะอาดให้ดีพอ ก็กลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรค หรือเชื้อราที่ทำให้คนในบ้านป่วยได้ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ อย่าง โรคหอบหืด ภูมิแพ้ (แพ้ฝุ่น) รวมไปถึงอาการคันจากไรฝุ่นต่างๆ อีกด้วย

ดังนั้น เราจึงควรทำความสะอาดเครื่องใช้ภายในบ้านอย่างเหมาะสม ด้วยเวลาที่สมควร และวิธีที่ถูกต้อง

1. ผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม
เราควรซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดไรฝุ่นต่างๆ ออกไปจากเตียง และที่นอน เมื่อซักเสร็จแล้ว ตากแดดให้แห้ง รวมไปถึงหมอนนุ่มๆ หรือตุ๊กตาที่อยู่บนเตียง ก็ควรซัก หรือนำมาตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไรฝุ่นทุกๆ 3 เดือนอีกด้วย

2. ที่นอน
ที่นอน หรือฟูกนอน ควรถอดผ้าปูที่นอนออก แล้วเช็ดทำความสะอาด (ที่นอนหรือฟูกที่ภายนอกบุด้วยวัสดุกันน้ำ) หรือดูดฝุ่นรอบๆ ที่นอนให้ทั่ว ถ้าพบรอยเปื้อน ให้ใช้ผ้าชุบน้ำสบู่มาถูออกให้สะอาด แล้วนำไปผึ่งลม หรือตากแดดให้แห้ง (ถ้าที่นอนใหญ่มาก อาจเปิดพัดลม เป่าลมจากไดร์ให้แห้งได้)

3. ผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนู
ผ้าเหล่านี้เป็นผ้าที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน และเนื่องจากเป็นผ้าที่มีขนที่หนา แห้งยากกว่าผ้าปกติ ถ้าไม่ตากให้ดีจึงอาจอับชื้น ขึ้นราได้ ดังนั้นนอกจากจะนำผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนูออกมาตากให้แห้งหลังใช้งานทุกครั้งแล้ว เราจึงควรซักทำความสะอาดผ้าเหล่านี้หลังจากใช้ไป 4-5 ครั้ง หรืออาจจะซักทุกๆ 1 อาทิตย์ (ถ้าไม่ได้เช็ดสิ่งสกปรกอื่นๆ นอกเหนือไปจากเช็ดตัว)

ทิปส์ : การซักผ้าขนหนูด้วยผงซักฟอกธรรมดา อาจทำให้ขนของผ้าแข็งกระด้าง ลองซักด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส และผสมน้ำส้มสายชูลงไป 1 ถ้วยเล็กในการซักน้ำสุดท้าย และตากในแดดที่ร้อนจัด เมื่อแห้งสนิทดีแล้วรีบเก็บเข้าบ้าน วิธีนี้จะทำให้ผ้าขนหนูนุ่มขึ้น

4. โซฟา เบาะเก้าอี้
เครื่องใช้ภายในบ้านเหล่านี้ ควรเช็ดทำความสะอาดทุกๆ 1 สัปดาห์ หรืออาจจะบ่อยกว่านั้นหากเริ่มเห็นฝุ่นจับ หากเป็นวัสดุที่ทำด้วยผ้าที่ถอดซักได้ ก็ควรซักทำความสะอาดทุกๆ 1-2 สัปดาห์ แต่หากเป็นวัสดุที่ทำจากผ้า แต่ถอดออกมาทำความสะอาดไม่ได้ ให้เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด หรือฉีดด้วยสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคสำหรับผ้าที่มีขายอยู่ตามร้านค้า หรือซูเปอร์มาร์เก็ต

5. ผ้าเช็ดเท้า ผ้าขี้ริ้ว
ผ้าเช็ดเท้าที่วางอยู่ปลายเตียง หน้าห้องน้ำ หน้าบ้าน ฯลฯ ควรทำความสะอาดทุกๆ 1-2 สัปดาห์ หากพบว่ามีความชื้นมาก ควรนำออกไปตากให้แห้งก่อนทำมาใช้อีกครั้ง ส่วนผ้าขี้ริ้วควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังการใช้ ซักเสร็จแล้วผึ่งลมผึ่งแดดให้แห้ง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดเชื้อรา

ฉากสะดุ้ง “ตุ้งแช่” (Jump Scare) ในหนังผี อันตรายต่อหัวใจหรือไม่ ?

ความกลัวนั้นถูกสร้างมาจากสมองส่วน Amygdala โดยจะเก็บบันทึกความทรงจำในอดีตมาประกอบกับอารมณ์และความรู้สึกของเรา ส่งผลให้การแสดงออกต่อความกลัวของแต่ละคนแตกต่างกัน
ภาพยนตร์ที่มีฉาก Jump Scare อาจไม่ได้ทำให้ผู้รับชมหัวใจวายได้โดยตรง แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุ หรือมีโรคหัวใจอยู่ก่อนหน้า ไม่แนะนำให้รับชมเพราะอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี
หากมีอาการผิดปกติขณะรับชมภาพยนตร์ เช่น หัวใจเต้นเร็วจนมีอาการหน้ามืด วูบ ปวดร้าวไปที่หน้าอก หรือแขน ควรเข้ามาตรวจสุขภาพหัวใจกับแพทย์เฉพาะทาง

หลายครั้งที่เราอาจเคยได้ยินข่าวว่า มีผู้ชมภาพยนตร์เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายกะทันหันในหนังฆาตกรรมหรือหนังผี หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตบนเครื่องเล่นหวาดเสียวในสวนสนุก

ปัจจุบันเราพบว่า อุตสาหกรรมผลิตภาพยนตร์เหล่านี้มีเพิ่มมากขึ้น และทุกเดือนจะมีหนังเหล่านี้อย่างน้อย 2 เรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะเดือนตุลาคมจะมีมากเป็นพิเศษเนื่องจากมีวันฮาโลวีน (31 ตุลาคม) นั่นเอง

คำว่า Jump Scare คือ เทคนิคที่ผู้สร้างหนังหรือเกมมักจะใส่เข้ามาเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมหนังผี หนังฆาตกรรม หรือหนังลึกลับต่างๆ โดยมักจะทำให้ผู้ชมตกใจกลัวโดยไม่มีสัญญาณเตือนให้เดาทางออก ซึ่งเวลาที่คนเราตกใจกลัวมากๆ ร่างกายเข้าสู่ Fight or Flight Response หรือแบบจำลองของ สภาวะพร้อมสู้หรือพร้อมวิ่งหนี

ปกติแล้วความกลัวนั้น ถูกสร้างมาจากสมองส่วน Amygdala หรือที่ใครมักเรียกว่า “เจ้าเมล็ดถั่วขี้กลัว” ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับเมล็ดอัลมอนด์ที่ฝังอยู่ในสมองกลีบขมับส่วนกลาง (medial temporal lobe) ในหัวของเรา ซึ่งอยู่ในกลุ่มสมองของส่วนที่เรียกว่า “เครื่องผลิตอารมณ์” (Limbic system) นั่นเอง สมองส่วนนี้มักจะเก็บบันทึกความทรงจำในอดีตมาประกอบกับอารมณ์และความรู้สึกของเรา พร้อมปรับสภาวะ ส่งผลให้การแสดงออกต่อความกลัวของแต่ละคนแตกต่างกัน

เมื่อใดก็ตาม เรากำลังเผชิญกับสิ่งใหม่ ที่ไม่เคยพบหรือรู้จักมาก่อน สมองส่วนนี้จะเริ่มประมวลผล เปรียบเทียบ ขบคิด ส่งผลให้เรารู้สึกไม่ไว้ใจ กังวลและหวาดกลัว และเมื่อสมองได้ข้อสรุปแล้วว่า สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้านั้นน่ากลัว “เจ้าเมล็ดถั่วขี้กลัว” จะส่งข้อมูลตรงไปที่ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic nervous system) ที่เชื่อมต่อกับไขสันหลัง แล้วกระตุ้นต่อมหมวกไต (Adrenal glands) ให้ปล่อยฮอร์โมนที่ชื่อว่า “เอพิเนฟฟริน” (Epinephrine) หรือที่เราคุ้นเคยในชื่ออะดรีนาลีน (Adrenaline) และ นอร์เอพิเนฟฟริน” (Norepinephrine) หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ นอร์อะดรีนาลีน (Noradrenaline) เข้าสู่กระแสเลือดของเรา ส่งผลให้ร่างกายของเรามีอาการตอบสนองต่าง ๆ เช่น ความดันสูงขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้น ทำให้หายใจเร็วขึ้น เลือดจากหัวใจถูกสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว เหงื่อออก ตื่นเต้น และนอกจากนั้นยังทำให้ ต่อมหมวกไตทำงานหนัก เพื่อผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ทำให้ร่างกายและระบบต่าง ๆ ถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ให้ความเห็นว่า ภาพยนตร์ที่มีฉาก Jump Scare อาจไม่ได้ทำให้ผู้รับชมหัวใจวายได้ แต่ถ้าบุคคลเหล่านั้นมีโรคหวาดระแวงและมีพฤติกรรมฝังใจที่เลวร้ายในอดีต หรือเป็นผู้สูงอายุ หรือมีโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ไม่แนะนำให้รับชมภาพยนตร์เหล่านี้ หรือไปเล่นกิจกรรมและเครื่องเล่นที่หวาดเสียว เพราะอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี

นอกจากผู้ที่มีประวัติเป็นโรคเหล่านี้แล้ว ในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ก็ไม่แนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็ก ๆ ไปดู เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถแยกแยะเรื่องจริงกับสิ่งสมมติได้ การพบภาพที่น่ากลัวอาจจะทำให้เด็กมีภาพติดตาและฝังใจไปจนกว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเริ่มใช้เหตุผลต่างๆ มาหักล้างความกลัวเหล่านั้น ซึ่งโดยรวมแล้วอาจไม่เป็นผลดีกับตัวเด็กเอง

สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี สามารถรับชมหนังเหล่านี้ได้ตามปกติ แต่ถ้าหากมีอาการผิดปกติขณะรับชม เช่น หัวใจเต้นเร็วจนมีอาการหน้ามืด วูบ ปวดร้าวไปที่หน้าอก หรือแขน สามารถเข้ามาตรวจสุขภาพหัวใจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เราได้มั่นใจว่า หัวใจเรายังแข็งแรงและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ขอขอบคุณข้อมูล : นพ. กฤษฎา วิไลวัฒนากร สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ภาพ :New Line Cinema