5 วิธีดูแลเครื่องยนต์สุดรักให้อยู่กับคุณไปนานๆ

ตั้งแต่ซื้อรถมาคุณเคยตรวจเช็ครถของคุณบ้างหรือยัง?แน่นอนว่าการมีรถนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนใฝ่ฝัน และเมื่อมีรถแล้วการดูแลตรวจเช็คสภาพรถทั้งภายในและภายนอกก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องหมั่นทำอยู่เป็นประจำ เพื่อให้รถอยู่กับเราไปนานๆ แต่รถก็เป็นสินทรัพย์ที่มีการเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา ซึ่งวิธียืดระยะเวลาให้ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้นมีเพียงวิธีเดียวคือการดูแลรักษา แต่รักษาอย่างไรให้ถูกต้องนั้นก็ต้องศึกษาให้ดี เพราะเครื่องยนต์ของรถมีหลายส่วน ซึ่งถ้าแต่ละส่วนเกิดปัญหา ค่าใช้จ่ายในการซ่อมก็อาจทำให้เรากุมขมับได้ หรือแม้ว่าคุณมีประกันชั้นหนึ่ง ก็ยังต้องเสียเวลากับการซ่อมอยู่ดี เพราะฉะนั้นมาเริ่มดูแลรถสุดรักของเราโดยเริ่มต้นที่เครื่องยนต์กันก่อนเลย

1.รู้จักน้ำมันเครื่องที่ใช้อยู่ 
โดยทั่วไปแล้วน้ำมันเครื่องของรถ มีอยู่ 3 ประเภท คือ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ กึ่งสังเคราะห์และแบบธรรมดา ข้อแตกต่างระหว่างทั้งสามประเภทนี้คือเรื่องของราคาและการใช้งาน หากคุณต้องการดูแลรถสุดรักของคุณแบบดีที่สุดก็สามารถเลือกใช้เป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ที่ผ่านการคิดค้นและวิจัยอย่างละเอียด ทำให้น้ำมันเครื่องประเภทนี้มีคุณสมบัติที่ดีสุดที่ช่วยปกป้องชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์และหล่อลื่นเครื่องยนต์ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงระยะการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 15,000 กิโลเมตร ยาวนานที่สุดในบรรดาน้ำมันเครื่องทั้งสามประเภท แต่หากคุณไม่ต้องการจ่ายแพงแต่ยังต้องการคุณภาพที่ดีอยู่ ก็สามารถเลือกใช้น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันและราคาที่ถูกลงมา ระยะการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 7,000 - 10,000 กิโลเมตร แต่ก็ต้องตรวจเช็คส่วนผสมของน้ำมันเครื่องด้วยเพราะแต่ละยี่ห้ออาจมีความแตกต่างกัน

2.ตรวจเช็คไส้กรองน้ำมันเครื่อง 
ไส้กรองถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่กรองฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ ที่อาจะมาพร้อมกับน้ำมันเครื่อง การเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องขึ้นอยู่กับระยะการใช้งานของเราเองด้วย เช่น หากเราใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์อย่างดีที่มีอายุการใช้งานยาวนานถึงประมาณ 15,000 กิโลเมตร เมื่อทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องครั้งต่อไปก็ควรเปลี่ยนไส้กรองไปด้วยเลย แต่หากเราทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ระยะ ประมาณ 5,000 - 7,000 กิโลเมตรก็สามารถคำนวนเป็นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสองครั้งถึงจะเปลี่ยนไส้กรองชิ้นหนึ่งก็ได้ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับความสบายใจส่วนตัวด้วยส่วนหนึ่ง การเปลี่ยนไส้กรองบ่อยไม่ได้มีข้อเสียแต่อย่างใด แต่จะช่วยปกป้องและป้องกันเครื่องยนต์จากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่หากเข้าไปสู่เครื่องยนต์แล้วอาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้ 
3.ระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ทำงานปกติหรือไม่ 
ความร้อนกับเครื่องยนต์นั้นเป็นของคู่กัน แต่ความร้อนที่มีระดับสูงเกินไปนั้นอาจสร้างความเสียหายต่อชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีระบบระบายความร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในเครื่องยนต์ไม่ให้ร้อนเกินไป ซึ่งชิ้นส่วนภายในระบบนี้นั้นมีหลายชิ้นมาก ทั้งพัดลมระบายความร้อน หม้อน้ำ ปั้มน้ำ วาล์วน้ำ ท่อยางหม้อน้ำ ก่อนที่จะสตาร์ทรถนั้น เราควรเช็คระดับน้ำในหม้อน้ำหรือถังพักน้ำให้อยู่ระดับที่พอดีหรือประมาณกึ่งกลางระหว่างขีด Max และ Min ตรวจสอบพัดลมระบายความร้อนว่ามีการชำรุดเสียหายหรือไม่ ลองบีบท่อยางหม้อน้ำว่าสภาพยังใช้งานได้อยู่หรือมีการแห้งกรอบก็ควรรีบเปลี่ยนทันที

4.แบตเตอรี่เสื่อมหรือยัง 
แบตเตอรี่รถยนต์นั้นมีอยู่ 2 ประเภทคือ แบตเตอรี่แบบแห้งและแบตเตอรี่แบบเปียก ซึ่งเราจะใช้แบบเปียกกันส่วนใหญ่ สิ่งที่แตกต่างกันของแบตทั้งสองแบบคือคุณสมบัติ การดูแลรักษาและราคาที่แบตแบบแห้งจะสูงกว่าพอสมควร แต่ก็มาพร้อมกับการที่ไม่ต้องคอยเช็คคอยเติมน้ำกลั่นและระยะเวลาใช้งานได้ยาวนานมากถึงประมาณ 5 - 10 ปี ซึ่งการตรวจเช็คว่าแบตเตอรี่รถของเราเสื่อมหรือยังนั้นเริ่มต้นจากการสตาร์ทรถ หากสตาร์ทไม่ค่อยติด และเมื่อสตาร์ทแล้วเสียงการทำงาน ของแบตจะค่อนข้างดัง อาการนี้แสดงว่าแบตเริ่มมีเสื่อมต้องรีบไปเปลี่ยนก่อนที่รถจะสตาร์ทไม่ติดแต่ถ้าเราใช้แบตเตอรี่แบบเปียกก็ควรหมั่นเช็คน้ำกลั่น และไม่ควรใช้แบตเดิมนานเกิน 3 ปี 

5.เช็คแผงหน้าปัดว่ามีไฟแจ้งเตือนอะไรขึ้นบ้าง 
โดยเฉพาะไฟแจ้งเตือนสีแดงที่ขึ้นบนหน้าปัดที่บอกเราว่าเกิดปัญหาภายในรถที่ต้องรีบตรวจสอบอย่างทันที เช่น เมื่อไฟเตือนอุณหภูมิสูงแสดงขึ้นบนหน้าปัด แสดงว่าอุณหภูมิที่เครื่องยนต์นั้นสูงมาก ควรมองหาที่จอดรถและตรวจเช็คน้ำในระบบหล่อเย็นว่ามีจุดใดรั่วหรืออุดตันไหม หรือถ้าเป็นสัญลักษณ์รูปแบตเตอรี่สีแดงแสดงขึ้น นั่นหมายความว่าเกิดความผิดปกติของแบต อาจเป็นเรื่องประจุไฟภายในแบต ให้เราปิดแอร์และวิทยุต่างๆ แล้วรีบหาอู่หรือช่างเพื่อทำการตรวจเช็คในทันที
สรุป
นอกจากเครื่องยนต์ที่เราต้องหมั่นตรวจเช็คแล้ว ก็ยังมีชิ้นส่วนอื่นของรถที่เราต้องคอยดูแลด้วย เช่น ยางรถยนต์ กระจกข้าง ผ้าเบรก หรือแม้แต่วิธีง่ายๆ เช่นการล้างรถก็เป็นวิธีหนึ่งในการยืดระยะเวลาการใช้งานรถสุดรักของเรา และยิ่งถ้าเราดูแลรถของเราอย่างดีแล้ว เมื่อนำไปขายต่อก็จะได้ราคาที่ดีตามขึ้นด้วย ถ้าคุณมีรถมือสองที่ผ่านการดูแลรักษามาอย่างดีแล้วไม่รู้จะขายที่ไหนดี เราขอแนะนำช่องทาง RodKaidee ของเรา ที่มีหมวดสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ ทำให้สะดวกทั้งผู้ลงขายและผู้ซื้อต่อ อย่ารอช้า รีบถ่ายรูปรถสวยๆ ของคุณแล้วโพสขายเลย !

เสียงแปลกๆจากรถยนต์บ่งบอกอะไร? รู้ไว้ก่อนรถพังไม่ทันตั้งตัว

ทุกอย่างในโลกย่อมมีอายุการใช้งานของตัวมันเอง รถยนต์ก็เช่นกัน โดยปกติแล้วเมื่อเราใช้รถยนต์คู่กายมาสักพัก ความเสื่อมถอยตามกาลเวลาก็เริ่มจะถามหา แต่รถยนต์ก็เหมือนร่างกาย อยู่ดีๆไม่ใช่ว่าจะพังทลายไปทันที เขาจะส่งสัญญาณให้เรารู้ก่อนว่า ฉันเริ่มไม่ไหวแล้วนะ ฉันมีความผิดปกตินะ ซึ่งเราก็ต้องรีบพาเขาไปรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะเสียเงินก้อนโต แต่ในเมื่อรถยนต์พูดไม่ได้ เขาก็จะส่งเสียงเครื่องยนต์ออกมาแทน ว่าแต่เสียงแบบไหน จะมีสาเหตุมาจากอะไร บ่งบอกถึงอะไรบ้าง วันนี้มาแปลความไปพร้อมๆกัน

1.“เอี๊ยดอ๊าด ครืดๆขณะเบรก” การสื่อสารแรก เป็นการสื่อสารจากความผิดปกติของระบบเบรก หากคุณได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าด หรือครืดๆ ขณะที่เบรกนั้น ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากระบบเบรก โดยขั้นแรกต้องทำการเช็คในส่วนของผ้าเบรกก่อน ว่าหมดหรือไม่ แล้วอย่าลืมตรวจเช็คระบบเบรกทั้งหมดด้วยว่ามีชิ้นส่วนไหนชำรุดหรือไม่

2. “เสียงดังขณะเลี้ยว” การสื่อสารที่สอง หากเกิดเสียงดังขณะที่เราเลี้ยวรถ ส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับระบบช่วงล่าง ดังนั้นจึงต้องทำการเช็คในส่วนของช่วงล่างทั้งหมด นอกจากนี้ต้องทำการตรวจสอบ ลูกหมาก, บูช, ข้อต่อในส่วนต่างๆ, แร็กพวงมาลัย, ปีกนก และคันส่งคันชัก ด้วยว่ามีความเสียหายหรือไม่

3. “เสียงดังขณะขับผ่านลูกระนาด” การสื่อสารที่สามคือเสียงที่ดังขณะขับผ่านลูกระนาด ซึ่งที่มาของเสียงชนิดนี้มักเกิดจากบริเวณซุ้มล้อ หรือตกหลุม สิ่งแรกที่ควรทำคือลองตรวจสอบที่โช้คอัพว่ายังสามารถรับแรกกระแทกได้อีกหรือไม่ หากเสียหายแค่เล็กน้อยก็สามารถซ่อมได้ด้วยการอัดน้ำมันเข้าไปใหม่ แต่หากชำรุดมาก คงต้องพิจารณาเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

4. “เสียงหอนขณะขับรถ” การสื่อสารที่สี่ คือเสียงหอนระหว่างที่กำลังขับรถ ยิ่งขับเร็วเท่าไร เสียงยิ่งดังขึ้น ซึ่งเสียงนี้มักมาสาเหตุมาจาก ยางรถยนต์ อาจจะลูกปืนล้อแตก หรือเพลาขับพัง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ นอกจากจะอันตรายแล้ว งบประมาณก็จะบานปลายอีกด้วย

5. “ครืดคราด จากท้องรถ” การสื่อสารที่ห้า พบเจอได้บ่อย โดยมักมีสาเหตุเกิดจาดท่อไอเสีย หรือเพลากลางเกิดการชำรุด โดยส่วนมากอาจมาจากจุดติดตั้งหลุด หรือจุดยึดนั่นเอง

6. “เสียงดังกึกกักเหมือนอะไรหลุด จากพวงมาลัย” การสื่อสารที่หก มีสาเหตุมาจากพวงมาลัย ซึ่งถือเป็นเคสที่มีความอันตรายอย่างมาก เพราะอาจส่งผลให้ไม่สามารถบังคับพวงมาลัยได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ไม่ควรจะปล่อยผ่านหรือรอช้า ต้องรีบไปซ่อมแซมโดยด่วน โดยสาเหตุส่วนมากอาจมาจากการที่ลูกปืนแตก

7. “เสียงดังเวลาเปลี่ยนเกียร์” การสื่อสารที่เจ็ดคือการเกิดเสียงดังขณะที่เปลี่ยนเกียร์ ขั้นแรกให้ลองตรวจสอบการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ว่าได้ทำสม่ำเสมอหรือไม่ และมีน้ำมันเกียร์เพียงพอหรือยัง และหากตรวจสอบพบว่ามีการรั่วซึมเกิดขึ้น ต้องรีบทำการซ่อมแซ่มทันที ไม่ควรปล่อยไว้

8. “เสียงดังขณะสตาร์ทรถ” การสื่อสารที่แปดคือเสียงที่ดังขึ้นขณะที่เราทำการสตาร์ทรถ ซึ่งมักจะเป็นเสียงที่ลากยาวกว่าปกติทั่วไป เสียงนี้มีสาเหตุมาจากการที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมดอายุ ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือการตรวจเช็คแบตเตอรี่ แต่หากแบตเตอรี่ยังดีอยู่หรือเพิ่งเปลี่ยนมาได้ไม่นาน อาจจะต้องลองเช็คในส่วนของไดสตาร์ทที่อาจถ่านหมด หรือหมดอายุการใช้งาน

9. “เกิดเสียงดังฟู่ๆบริเวณหน้าห้องเครื่อง”การสื่อสารที่เก้านี้มักมีต้นตอมาจากหน้าห้องเครื่อง ซึ่งสาเหตุอาจมาจากฝาหม้อน้ำเสื่อมสภาพหรือหม้อน้ำรั่ว ซึ่งก่อนจะทำการตรวจเช็คควรระมัดระวังรอให้เครื่องเย็นลงก่อนเพื่อความปลอดภัย

10. “เสียงดังเอี๊ยดๆ ในห้องเครื่อง” การสื่อสารสุดท้ายที่เรามานำเสนอในวันนี้ คือเสียงดัง เอี๊ยดๆ ในห้องเครื่อง ซึ่งมักเกิดจากสายพานหรือลูกกรอกหมดอายุหรือชำรุด ซึ่งต้องรีบตรวจเช็คและทำการซ่อมแซม

และนี่คือ 10 ตัวอย่างเสียงประหลาดๆที่พบเจอบ่อยจากรถยนต์คันโปรดของคุณ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงการส่งสัญญาณเล็กๆน้อยๆ แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นาน รถยนต์อาจเกิดความเสียหายมาก จนนำมาสู่การสูญเสียเงินก้อนโตได้ ดังนั้นทางที่ดี ควรหมั่นตรวจเช็ครถยนต์อย่างสม่ำเสมอนะคะ

และหากผู้ใดสนใจจะซื้อรถมือสองสักคัน และกำลังมองหาสินเชื่อพร้อมโปรโมชั่นดี ๆ จาก กรุงศรี ออโต้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือติดต่อ กรุงศรี ออโต้ คอล เซ็นเตอร์ โทร. 0-2740-7400 หรือ แชทผ่าน LINE กรุงศรี ออโต้ (คลิกเพื่อ Add LINE)

และนอกจากนี้ก็สามารถเข้ามาเลือกชมรถเพิ่มเติมได้ที่ RodKaidee ค่ะ

5 เหตุผลที่ทำให้ VOLVO S60 เป็นรถยนต์ที่น่าสนใจแห่งยุค

เปิดตัวอย่างร้อนแรงต้อนรับศักราชใหม่กันไปแล้วเมื่อตอนต้นปี สำหรับยนตรกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง All-New Volvo S60 สุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากประเทศสวีเดน มาพร้อมคอนเซปต์ Your Singnature Drive ที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด ซึ่งถูกสร้างสรรค์มาให้คนรักรถยนต์และแฟนๆ ของ Volvo ได้ตื่นตาตื่นใจกันอีกหนึ่งครั้ง
1. โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์อันมาดมั่น

Credit - Volvo
รูปลักษณ์ภายนอกมาในสไตล์สปอร์ต นำทีมโดยกระจังหน้า ที่ติดตั้งตราวอลโว่อันเป็นจุดเด่นหน้ารถ ส่วนฮู้ดหลังยาวและฝากระโปรงห้องเครื่อง สื่อถึงพลังในการขับเคลื่อนอย่างชัดเจน เสริมด้วยไฟหน้าแอลอีดี ดีไซน์รูปลักษณ์ฆ้อนธอร์อันเป็นซิกเนเจอร์ของ Volvo
2. ห้องโดยสารสุดหรูแบบฉบับสแกนดิเนเวียน

Credit - Volvo
งานออกแบบสไตล์นี้โดดเด่นในเรื่องของความสะอาดหมดจด คุณภาพ และตอบรับกับการใช้งาน โดยการออกแบบของ Volvo S60 จัดสรรพื้นที่ภายในอย่างเรียบง่าย โปร่งสบายตา เพื่อมอบบรรยากาศที่ผ่อนคลายตลอดการเดินทางของคุณ ในส่วนของเบาะที่นั่งใช้วัสดุเป็นหนังแท้ในเฉดสี Charcoal และ Maroon Brown ช่วยเพิ่มความหรูหราขึ้นอีกหนึ่งระดับ

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอมาตรฐานขั้นสูงของงานฝีมือแบบฉบับสแกนดิเนเวียน ด้วยมือจับประตูรถตกแต่งแบบอลูมิเนียมและแผงไฟในโทนสีที่กลมกลืนเข้ากับตัวรถ เสริมความสวยงามด้วยการฝังลายแบบ Metal Decors Inlay ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดการตกแต่ง แป้นเกียร์ และพวงมาลัยแบบ R-Design ซึ่งทุกฟังก์ชั่นในตัวรถ ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่เน้นความประณีตอย่างแท้จริง
3. เทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก

Credit - Volvo
จุดเด่นด้านความปลอดภัยต้องยกให้การคิดค้นนวัตกรรมของ Volvo ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ เริ่มต้นด้วยระบบไฟหน้าหักเหตามพวงมาลัย ตามด้วยระบบไฟหน้า LED Headlights with ABL ที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสว่างสูงสุดเมื่อเจอทางโค้งหรือแยกบนถนน ต่อด้วยระบบ High-Pressure Cleaning เพื่อให้คุณมีทัศนวิสัยในความมืดที่ชัดเจนที่สุด

นอกจากนี้ยังมีระบบ Head-Up Display ที่จะช่วยแสดงข้อมูลการขับขี่ผ่านการฉายข้อมูลที่จำเป็น ในระยะสายตาของผู้ขับขี่โดยตรง ทั้งในเรื่องของอัตราความเร็วและการทำงานต่างๆ ของรถยนต์ ทำให้ไม่ต้องละสายตาจากถนนในขณะขับรถ

Credit - Volvo
เสริมทัพด้วยระบบช่วยในการจอดรถ พร้อมจอแสดงผลด้วยภาพ 360 องศา ทำงานด้วยเซ็นเซอร์ซึ่งติดตั้งบนกระจังหน้ารถและกันชนหลัง ร่วมกับกล้องตัวอื่นๆ ในมุมต่างๆ ของตัวรถ ซึ่งจะช่วยวัดระยะห่างของวัตถุรอบตัวรถ เมื่อระบบตรวจพบวัตถุในระยะใกล้ จะส่งเสียงเตือนและแสดงภาพบนหน้าจอแบบ Sensus Screen ในทันที
4. ความสะดวกสบายในการเดินทางที่เหนือชั้น

Credit - Volvo
ด้วยเบาะที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและรองรับส่วนโค้งของสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้นั่งสบายไม่เมื่อย แม้ต้องเดินทางในระยะไกลๆ ในส่วนของเบาะหลังมาในระบบ 4-Way Power Lumbar Support เพื่อผ่อนคลายความเมื่อล้าบริเวณหลัง นอกจากนี้ยังมีระบบกุญแจ Remote Control with Keyless Entry & Drive รวมถึงการเปิดประตูท้ายฝากระโปรงหลัง ที่สามารถปลดล็อคด้วยไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้มือ

ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องของการจอดรถ ต้องชื่นชอบกับอีกหนึ่งฟังก์ชันอย่าง ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ตัวช่วยให้คุณถอยเข้าและออกจากที่จอดรถได้อย่างแม่นยำ โดยระบบจะกำหนดระยะห่างสำหรับการจอดที่เหมาะสม และให้คำแนะนำการจอดทีละขั้นตอน โดยรถยนต์จะควบคุมการเลี้ยวโดยอัตโนมัติ ส่วนผู้ขับขี่จะควบคุมเพียงแค่การเบรกและการเปลี่ยนเกียร์
5. ระบบพลังงานที่ยั่งยืนและเทคโนโลยีเสริมสุดอัจฉริยะ

Credit - Volvo
The All-New Volvo S60 มอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์เปี่ยมประสิทธิภาพ T8 Twin Engine AWD Plug-In Hybrid ที่ให้กำลังสูงถึง 407 แรงม้า และไม่ปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ ผู้ขับขี่จึงช่วยมีส่วนช่วยในการรักษ์โลกอย่างแท้จริง

ปิดท้ายด้วยนวัตกรรมสุดล้ำที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและมอบความบันเทิงให้ผู้ขับขี่อย่างเต็มที่ อาทิ ระบบนำทาง และ Apple Car Play & Android Auto Support พร้อมเอ็นจอยไปกับเสียงดนตรีสุดเร้าใจกับเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจากแบรนด์ Harman Kardon โดยคุณสามารถเชื่อมต่อผ่านระบบออนไลน์และรื่นรมย์กับการขับขี่ได้ตลอดเส้นทาง

Credit - Volvo
ด้วยคุณสมบัติที่อัดแน่นแบบเต็มสตรีมขนาดนี้ จึงทำให้ The All-New Volvo S60 เป็นรถซีดานสุดหรูหรา ที่จะมาพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่อย่างแท้จริง ช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นและตอบสนองทุกความต้องการของแฟนๆ Volvo และแฟนรถยนต์ได้อย่างแท้จริง ส่วนใครที่สนใจรถยนต์ Volvo รุ่นอื่นๆ ที่น่าสนใจ สามารถแวะเข้ามาชมกันได้ที่ RodKaidee รับรองว่ามีรถสภาพดีๆ รอคุณอยู่มากมายแน่นอน

เคล็ด(ไม่) ลับ! 5 วิธีดูแลรถช่วงหน้าฝนให้ใหม่ ขายได้ราคาดี!

เข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้ว จะขับรถไปไหนมาไหน ก็คงหลบสายฝนที่โปรยปรายลงมาแทบทุกวันไม่พ้น บอกเลยว่าชวนเหนื่อยทั้งตอนขับและหลังขับเพราะหากไม่ดูแลรถช่วงฤดูฝนให้ดี อาจจะทำให้รถคู่ใจเสื่อมสมรรถภาพได้ง่ายและเร็วขึ้น ยิ่งใครวางแผนจะขายรถ ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ทางเราเลยขอเอาใจเหล่าคนใช้รถด้วยการหยิบ 5 วิธีดูแลรถในช่วงหน้าฝนให้ดูใหม่ ขายได้ราคาดี รับรองว่าทำตามแล้วเวิร์กมากมาฝาก! 

 

 
1. ดูแลที่ปัดน้ำฝนและน้ำยาฉีดกระจก
แน่นอนว่าที่ปัดน้ำฝนเป็นตัวช่วยที่สำคัญมากในการขับรถช่วงนี้ การตรวจสอบว่าที่ปัดน้ำฝนยังใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่นั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ แค่ลองสังเกตการปัดน้ำฝนดู ถ้าปัดแล้วเกิดรอยหรือคราบน้ำฝน แนะนำให้เปลี่ยนเนื่องจากยางที่ปัดน้ำฝนอาจจะเสื่อมสภาพแล้ว วิธีการดูแลที่ปัดน้ำฝนให้อยู่ในสภาพดีเสมอก็ไม่ยากเลย เพียงใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดให้หมาดเช็ดตามความยาวของที่ปัดน้ำฝน สำคัญมาก! เราไม่ควรยกก้านที่ปัดน้ำฝนขึ้นเพราะจะยิ่งทำให้ตัวสปริงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังควรหมั่นเช็กและเติมน้ำยาฉีดกระจกอยู่เสมอ กระจกจะใสวับตลอดเวลา รับรองว่าจะขับรถสบายใจขึ้น หรือถ้าตั้งใจจะขายต่อ วิธีเหล่านี้ก็ช่วยให้สภาพรถยนต์ให้ดูใหม่เสมอได้

 

 
2. ดูแลระบบเบรกให้พร้อมใช้งานทุกสถานการณ์
การดูแลระบบเบรกให้สภาพดีเสมอเป็นสิ่งสำคัญมากในการขับรถในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ถนนมักจะลื่นแบบนี้ เราสามารถตรวจเช็กผ้าเบรกเบื้องต้นได้เองว่าเวลาเหยียบแล้ว เบรกจมลึกกว่าปกติหรือเปล่า หรือรถเป๋ไปมาเวลาเหยียบเบรกไหม ถ้าเจอปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรก ขอแนะนำให้ไปตรวจเช็กให้ละเอียดกับช่างมืออาชีพที่ศูนย์อีกทีเพื่อความปลอดภัยเวลาใช้รถ หรือถ้ามีแพลนจะขายรถ ดูแลดีแบบนี้ก็ช่วยให้คนซื้อมั่นใจที่จะซื้อรถไปใช้ต่อด้วย

 

 
3. ตรวจเช็กสภาพยางสม่ำเสมอ
ต้องบอกว่าสภาพยางมีผลต่อการขับรถบนท้องถนนที่น้ำขังหรือลื่นอย่างมาก เราควรตรวจสอบสภาพยางรถว่าอยู่ในสภาพดีเหมาะแก่การใช้งาน อาทิ ดอกยางยังไม่สึก ยางไม่บวม ไม่มีรอยแตกที่เนื้อยาง นอกจากนี้ยังควรเช็กปริมาณลมยางว่าอยู่ในระดับพอดี ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป เหมาะที่จะขับลุยทุกสถานการณ์ 

 

 
4. ใส่ใจดูแลเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดี
เชื่อว่าช่วงหน้าฝนบ้านเราที่ฝนพากันเทลงมาไม่เว้นวันแบบนี้ คงหลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากต้องขับรถลุยฝน เราควรตรวจเช็กน้ำมันเครื่อง น้ำมันเฟืองท้าย และน้ำมันเกียร์ให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำรั่วซึมเข้าไปในเครื่องยนต์ รวมทั้งควรหมั่นเช็กแบตเตอรี่บ่อยขึ้น เนื่องจากความชื้นที่เกิดขึ้นช่วงหน้าฝนอาจจะส่งผลให้แบตเตอรี่ทำงานผิดปกติ การดูแลระบบเครื่องยนต์โดยรวมให้มีสภาพดีอยู่เสมอแบบนี้จะช่วยให้เราขับรถได้อย่างมั่นใจ แถมตอนขายก็ยังได้ราคาดีด้วย 

 

 
5. ดูแลสีรถให้วาววับในช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยาก
ไก่งามเพราะคน รถงามเพราะดูแล! ต่อให้เจอฝนตกหนัก โคลนสาด ใบไม้กระหน่ำลงมาติดรถแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะการดูแลสีรถให้วาววับแม้เข้าช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยาก ข้อห้ามแรกเลยคือ ไม่ควรใช้ผ้าแห้งเช็ดรถทันทีหลังฝนตก เพราะรถอาจจะไม่ได้เปียกน้ำฝนอย่างเดียว แต่อาจจะมีโคลน เศษหิน กิ่งไม้ หรือใบไม้ต่าง ๆ ติดมาด้วย เจ้าเศษเล็ก ๆ เหล่านี้แหละที่สามารถขูดให้รถเป็นรอยขนแมวไม่พึงประสงค์ขณะที่ใช้ผ้าเช็ดได้ เราควรใช้น้ำฉีดล้างรถให้สะอาดก่อนแล้วค่อยใช้ผ้าเช็ด ส่วนเคล็ดลับพิเศษที่จะช่วยให้สีรถของคุณเงาวับสุดใจอยู่เสมอคือการเคลือบสีรถ ช่วยให้สีรถไม่หมอง น้ำไม่เกาะ แถมยังป้องกันคราบต่าง ๆ ได้ดีด้วย

 

และทั้งหมดนี้ก็คือ 5 วิธีดูแลรถในช่วงหน้าฝนที่จะช่วยให้รถของคุณดูใหม่เหมือนเพิ่งถอยมา ขับเองก็สบายใจ ขายก็ได้ราคาดี! สำหรับคนที่ดูแลฟูมฟักรถมาอย่างดีและกำลังมองหาตลาดรถมือสองคุณภาพคับจอเพื่อส่งต่อน้องไปให้เจ้าของคนใหม่อยู่ แวะมาลงขายรถมือสองกันที่ RodKaidee ได้เลยนะคะ! บอกเลยว่าถ้าดูแลรถตามคำแนะนำที่เราหยิบยกมาฝากวันนี้แล้ว เตรียมตัวปิดการขายชนิดที่ไวจนไม่ทันตั้งตัวได้เลยค่ะ!

รถคันเล็กสเปกสาวๆ

รถยนต์กับผู้ชายเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร ทำให้การออกแบบรถยนต์ในสมัยก่อน มักจะออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของหนุ่มๆเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะขนาด รูปทรงหรือสี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมัยนี้สาวๆ เลิกง้อหนุ่มๆขับรถให้ และหันมาขับรถเองกันมากขึ้น ค่ายรถยักษ์ใหญ่ต่างๆจึงเริ่มปรับตัวหันมาเน้นตลาดของสาวๆกันมากขึ้น วันนี้ Neptune จะพาไปดูรถคันเล็กสเปกสาวๆ ที่รับรองว่าเห็นเลยต้องกรี๊ดว่า น่ารักอ่ะ ไปดูกันเลย

Nissan Note

มาเริ่มกันที่ซิตี้คาร์สุดน่ารักอย่าง “Nissan Note” รถคอมแพ็คแฮตช์แบค 5 ประตูจาก Nissan ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 3 สูบ กับเทคโนโลยีสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็นกล้องมองรอบคัน, ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน, ระบบป้องกันการชน และอีกมากมายที่จะทำให้การขับรถของสาวๆ ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยรูปทรงกะทัดรัด กับเฉดสีให้เลือกมากมาย แถมมีสีชมพูด้วยนะ คิดว่าคงถูกใจสาวๆไม่ใช่น้อย กับราคาเริ่มต้นเพียง 529,000 บาทเท่านั้น

Nissan March

ยังอยู่กันที่ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Nissan ที่ขยันออกรถคันเล็กน่ารักเอาใจสาวๆกันจริงๆ กับ “Nissan March” รถยนต์ขนาดมินิที่เสียงตอบรับดีตั้งแต่เปิดตัวปีแรก จนถึงปัจจุบัน โดยรถคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ HR12DE 3 สูบ เป็นรถอีโคคาร์ที่ประหยัดน้ำมันได้สูงถึง 20 กม./ลิตร แถมมีสีที่น่าจะถูกใจสาวๆมากมาย ไม่ว่าจะแดง ฟ้า ชมพู ขาว โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่เพียง 420,000 บาทเท่านั้น

Honda City

มาอยู่กันที่อีกหนึ่งซิตี้คาร์จากค่าย Honda อย่าง “Honda City” พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 1.0 ลิตร VTEC TURBO กับดีไซน์สุดเท่กับชุดแต่ง SPORT RS รอบคัน กับห้องโดยสารที่ใหญ่ขึ้น เผื่อสาวๆคนไหนที่อยากได้รถใหญ่ขึ้นมาหน่อย เผื่อคนในครอบครัว นอกจากนี้ภายในยังมีคอนโซลหน้าที่มาพร้อมจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วอีกต่างหาก เรียกได้ว่าสะดวกสบายหายห่วง ในส่วนของสีก็มีสีอื่นๆให้เลือกเช่น สีแดง เพื่อตอบโจทย์สาวๆที่เบื่อสีเบสิคกันแล้ว โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 579,500 บาทเท่านั้น

Toyota Vios

ข้ามมาที่ซิตี้คาร์ของค่ายคู่แข่งอย่าง “Toyota Vios” กับดีไซน์สุดพรีเมียมที่ออกแบบมาให้สวยงามขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ 2์NR-FBE 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบสุดพิเศษโซนสีดำสลับแดง พร้อมเบาะหนัง SPORT สุดหรู โดยนอกจากสีโทนเบสิค ก็มีสีแดงเพิ่มเติมมาให้เลือกสำหรับสาวๆที่ชอบสีสดๆ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 609,000 บาทเท่านั้น

Mazda CX-3

มาต่อกันที่คันสุดท้ายโดยขยับเป็นคันใหญ่ขึ้นมาหน่อยอย่าง “Mazda CX-3” รถครอสโอเวอร์คันเล็กที่ดีไซน์โฉบเฉี่ยวแนว SPORTเอาใจสาวๆที่ชอบรถคันไม่เล็กมาก มาพร้อมเครื่องยนต์ SKYACTIV เบนซิน 2.0 ลิตร กับเทคโนโลยีสุดล้ำที่จะทำให้ประสบการณ์ในห้องโดยสารของคุณดียิ่งขึ้น เช่น ระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple Carplay โดยนอกจากสีเบสิคก็มีสีแดงให้เลือกสำหรับสาวๆที่ชอบสีจัดจ้าน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 768,000 บาทเท่านั้น

เป็นยังไงกันบ้างคะ กับ 5 รถคันเล็กที่สเปกเกินขนาดไปเยอะทั้ง 5 คันที่เราเอามาฝากสาวๆ นอกจากจะรูปทรงกะทัดรัดขับง่ายแล้ว ยังมีโทนสีเช่น แดง ชมพู สำหรับสาวๆคิ้วท์ๆอย่างเราด้วยค่ะ หากสาวๆคนไหนสนใจก็สามารถหาดูตามโชว์รูมหรือพื้นที่ขายรถมือสองได้เลยนะคะ ต่อไปจะมีบทความอะไรมาฝากอีก ฝากติดตามด้วยน้าา

 

หลัก 5 ข้อเมื่อคุณต้องจอดรถซ้อนคัน

บทความนี้สำหรับมือใหม่หัดขับ หรือใครที่อาจจะหลงลืมจนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ในสถานการณ์ที่ซองจอดรถเต็ม และคุณจำเป็นต้องจอดซ้อนคัน ขั้นตอนเหล่านี้จะทำให้คุณจอดรถได้อย่างปลอดภัย และถือเป็นมารยาทในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย

หากมีเส้นตีไว้ จอดให้ขนานกับเส้นที่กำหนด หากไม่มี หมุนพวงมาลัยและตั้งล้อให้ตรง ป้องกันการที่ผู้ขับขี่รถคันอื่นมาเข็นแล้วรถจะเอียงไปทางใดทางหนึ่ง

เข้าเกียร์ N และปลดเบรกมือ ขั้นตอนนี้จะบอกว่าสำคัญที่สุดก็คงไม่ผิดนัก เพราะหากคุณเข้าเกียร์ P หรือดึงเบรกมือไว้ จะไม่มีทางที่ผู้ขับขี่รถคันอื่นจะมาเข็นรถของคุณได้เลย ส่วนรถเกียร์กระปุกก็เพียงแค่เข้าเกียร์ว่างเท่านั้นเอง

สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติบางรุ่น เมื่อคุณเข้าเกียร์ N แล้วดับเครื่อง จะทำให้ไม่สามารถดึงกุญแจออกมาได้ วิธีแก้คือให้เข้าเกียร์ P เสียก่อน ดึงกุญแจรถออกมา แล้วนำไปเสียบตรงรูเล็กๆ ด้านข้างคันเกียร์ หลังจากนั้นให้เลื่อนลงมาที่ตัว N

บางสถานที่จอดอาจพื้นไม่เรียบ มีความลาดชัน ส่งผลให้รถเกิดอาการไหล การแก้ไขคือนำก้อนหินหรือบางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่พอมาวางไว้ที่ล้อรถ เพื่อไม่ให้รถเคลื่อนที่ได้

พึงตระหนักเอาไว้ว่า ให้เหลือพื้นที่พอที่ผู้อื่นจะสามารถเข็นรถ และรถที่จอดอยู่ด้านในสามารถขับออกมาได้
ทำตามขั้นตอนง่ายๆ เพียงเท่านี้ การจอดรถซ้อนคันของคุณก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นแล้วนั่นเอง

Nissan Sylphy โฉมใหม่ 2020 เน้นความสปอร์ต คาดเข้าไทยปีนี้

ถือเป็นรถจากค่าย Nissan ที่มีแฟนๆ ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และได้รับการตอบรับด้านยอดขายเป็นอย่างดี สำหรับ Nissan Sylphy 2020 ที่เปิดตัวที่สหรัฐอเมริกา ไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ในชื่อของ Nissan Sentra 2020 ซึ่งได้รับการต้อนรับที่ดีเหมือนเดิม

โดยในเวอร์ชั่นที่ขายที่สหรัฐฯ ตัวเครื่องมีการปรับเครื่องยนต์ให้ใหญ่กว่าเดิมเป็น เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 149 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 198 นิวตัน-เมตร พร้อมพวงมาลัยไฟฟ้าแบบดูอัลพีเนียนและระบบ Nissan Intelligent Control

ดีไซน์ภายนอกของ Nissan Sylphy 2020 ถูกออกแบบใหม่โดยเน้นความสปอร์ต ด้วยเอกลักษณ์กระจังหน้าทรง V-Motion ไฟหน้าแบบ LED ถูกออกแบบให้มีดูโฉบเฉี่ยว ภายในห้องโดยสารมีหน้าจอระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 8 นิ้ว ที่สามารถรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง Intelligent Voice Control

นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง Nissan Safety Shield 360 ประกอบด้วยระบบป้องกันการชนด้านหน้า Automatic Emergency Braking พร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน, ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Departure Warning, ระบบเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Warning, ระบบป้องกันการถอยชน Rear Automatic Braking, ระบบเตือนรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert และไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist

Nissan Sylphy 2020 หรือ Nissan Sentra 2020 เปิดตัวที่เมืองมะกันด้วย 3 รุ่นย่อย ประกอบด้วย Sentra S Plus ที่ราคา 20,598 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 625,000 บาท), Sentra SV ราคา 21,998 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 668,000 บาท) และ Sentra SR Premium ราคา 25,998 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 790,000 บาท)
ส่วนบ้านเราคาดว่า All-new Nissan Sylphy จะมีแผนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายในปี 2020 แต่จะเดือนไหน มีการปรับเครื่องยนต์หรือไม่ ราคาจะเป็นอย่างไร และจะใช้ชื่อ Sylphy หรือไม่ต้องรอติดตามกัน

10 อะไหล่รถที่ต้องเปลี่ยนบ่อยที่สุด

การดูแลรักษารถยนต์ ถือเป็นสิ่งสำคัญของผู้ใช้รถ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น และยังช่วยให้การขับขี่มีความปลอดภัยขึ้นด้วย เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆในรถยนต์นั้น มีการสึกหรอตามการใช้งานอยู่แล้ว จึงควรเปลี่ยนเมื่อครบอายุการใช้งานของมัน

1. น้ำมันเครื่อง และไส้กรองน้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่องถือเป็นปัจจัยหลักในการหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนตามกำหนดทุกครั้ง หรือหากตรวจพบว่าน้ำมันเครื่องเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ก็สามารถเปลี่ยนก่อนกำหนดได้เลย เพราะอาจบ่งบอกว่าน้ำมันเสื่อมสภาพแล้ว
ระยะเวลาเปลี่ยน ทุกๆ 5,000 - 10,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ประเภทน้ำมันเครื่อง)
2. ผ้าเบรค
ผ้าเบรคเป็นชิ้นส่วนที่ส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง หากผ้าเบรคใกล้หมด จะมีเสียงดังเอี๊ยดเกิดขึ้นขณะเหยียบเบรค บ่งบอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนได้แล้ว หากยังดึงดันที่จะใช้ต่อแล้วล่ะก็ อาจทำความเสียหายกับจานเบรคได้ ซึ่งมีราคาแพงกว่าผ้าเบรคหลายเท่าตัวเลยล่ะ
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 50,000 - 70,000 กิโลเมตร (หากใช้งานในเมืองอายุจะสั้นกว่า)
3. แบตเตอรี่
แบตเตอรี่มีทั้งแบบแห้งและเปียก โดยแบบแห้งไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาใดๆตลอดอายุการใช้งาน แต่หากเป็นแบบเปียกนั้น จำเป็นต้องมีการเติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับอยู่เสมอเพื่อให้แบตเตอรี่สามารถเก็บประจุไฟได้อย่างเต็มที่
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 2-3 ปีแล้วแต่การใช้งาน แบตเปียกควรเช็คน้ำกลั่นอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
4. ไส้กรองอากาศ
เครื่องยนต์จำเป็นต้องได้รับอากาศบริสุทธิ์ในการเผาไหม้จำนวนมาก ดังนั้น ไส้กรองอากาศจึงเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการกรองสิ่งสกปรกในอากาศก่อนเข้าไปยังเครื่องยนต์ ซึ่งหากมีสิ่งสกปรกอุดตันเป็นจำนวนมากก็จะทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ กำลังเครื่องยนต์ลดลง
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร และเป่าทำความสะอาดทุกๆ 3,000-5,000 กิโลเมตร

5. น้ำมันเกียร์และไส้กรองน้ำมันเกียร์
ระบบเกียร์มีชิ้นส่วนประกอบที่เป็นโลหะเข้าด้วยกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติแบบทั่วไป, แบบ CVT หรือแบบ Dual-clutch ซึ่งมีการเคลื่อนที่ภายในห้องเกียร์ตลอดเวลา จึงมีอัตราการสึกหรอสูง น้ำมันเกียร์เป็นสิ่งสำคัญในการลดการสึกหรอดังกล่าว ไม่ให้ระบบเกียร์กลับบ้านเก่าไปก่อนวัยอันควร หากใช้ไปนานๆจะทำให้เกิดเศษโลหะในน้ำมันเกียร์ที่เป็นอันตรายต่อระบบเกียร์ได้

ส่วนน้ำมันเกียร์แบบ Long-life นั้น แม้ว่าผู้ผลิตจะระบุว่าสามารถใช้ได้ตลอดอายุการใช้งาน แต่ก็ควรได้รับการเปลี่ยนถ่ายบ้าง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานระบบเกียร์
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 20,000 - 40,000 กิโลเมตรแล้วแต่รุ่นรถ
6. ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง
ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงพบได้ทั้งรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินและดีเซล โดยมีหน้าที่ดักจับสิ่งสกปรกต่างๆและน้ำ ที่มากับน้ำมันที่เราเติมตามปั๊มนั่นเอง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานๆแล้ว จะทำให้ไส้กรองตัน จนแรงดันน้ำมันไปยังเครื่องยนต์ไม่พอ ส่งผลให้ครื่องยนต์มีอาการเร่งไม่ขึ้น กระตุก หรือสตาร์ทยากได้
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 2 ปีหรือ 40,000 กิโลเมตรแล้วแต่รุ่นรถ
7. หลอดไฟต่างๆ
ควรตรวจเช็คหลอดไฟต่างๆรอบตัวรถ ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า (ไฟต่ำ, ไฟสูง, ไฟหรี่), ไฟเลี้ยวทั้ง 4 มุมรวมถึงด้านข้าง, ไฟท้าย, ไฟเบรค ไฟถอยหลัง, ไฟตัดหมอก ฯลฯ ว่าติดครบทุกดวงหรือไม่ หลอดไส้แบบฮาโลเจนนั้นมีโอกาสขาดได้ง่ายกว่าแบบ Xenon และ LED มาก การขับรถผ่านทางขรุขระบ่อยๆก็อาจทำให้หลอดขาดได้ จึงควรหมั่นตรวจสอบสม่ำเสมอ
ระยะเวลาเปลี่ยน เปลี่ยนเมื่อหลอดขาด

8. สายพานไทม์มิ่ง
เครื่องยนต์ทั่วไป มีสายพานจำนวนหลายเส้นช่วยขับเคลื่อนเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ เช่น สายพานไทม์มิ่ง, สายพานคอมแอร์, สายพานเพาเวอร์, สายพานปั๊มน้ำ ฯลฯ แล้วแต่รุ่นรถ แต่หากสายพานไทม์มิ่งซึ่งเป็นสายพานหลักของเครื่องยนต์ขาดจะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์อย่างรุนแรง
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 100,000 กิโลเมตร
9. หัวเทียน
หัวเทียนส่งผลต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์ หากหัวเทียนเก่าเกินไป อาจทำให้เครื่องยนต์สะดุด ทำงานได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งหัวเทียนแบบปกติมีราคาไม่แพง สามารถซื้อหามาเปลี่ยนได้ง่าย
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 40,000 กิโลเมตร
10. ใบปัดน้ำฝน
อากาศร้อนอบอ้าวของเมืองไทย ส่งผลให้อายุการใช้งานใบปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพเร็ว ดังนั้น หากใบปัดไม่สามารถรีดน้ำได้อย่างสมบูรณ์แล้ว จึงควรรีบเปลี่ยนทันที โดยเฉพาะเมื่อเข้าหน้าฝนแบบนี้
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 1 ปี

และสำหรับใครที่รถคันเก่าถึงเวลาต้องเปลี่ยน และมองหารถใหม่ในราคาที่ถูกลงมาอีกขั้น ลองมาเลือกรถมือสองที่ RodKaidee ได้เลย เรามีรถทุกรุ่นให้คุณเลือกในคุณภาพไม่แพ้รถใหม่ๆ ในทุกช่วงราคา

วิธีขอใบขับขี่ และ ใบขับขี่ดิจิทัล

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับใช้วันที่ 20 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จราจรมีสิทธิ์เรียกดูใบขับขี่ แต่ไม่สามารถยึดใบขับขี่ได้ ทั้งเราเองยังสามารถแสดงใบขับขี่ดิจิทัลแทนตัวจริงได้อีกด้วยนะคุณรู้กันยัง ถึงกระนั้นก็ยังมีคนที่ขับขี่ร่วมทางบนถนนกับเราที่ไม่มีใบขับขี่ปนอยู่ด้วยไม่น้อย

หนึ่งตัวเลขที่น่าจะบอกเราได้ว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหนก็คือตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนซึ่งนับเป็นเหตุเสียชีวิตของคนในประเทศสูงสุดตลอดกาลในบ้านเรา เฉพาะแค่กลุ่มเยาวชน 15-19 ปีก็สูงถึง 1,688 คนต่อปี ซึ่งนี่เป็นตัวเลขเฉลี่ยย้อนหลังสามปีจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข โดยจากข้อมูลสำรวจก็ยังพบเยาวชนอายุเพียงเก้าขวบที่ขับขี่พาหนะบนถนนหลวงอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างมาก

เหตุสำคัญส่วนหนึ่งคือผู้ที่ไร้ใบขับขี่ที่ยังประมาทว่า “ไม่เป็นไรหรอก” จนนำไปสู่เหตุสูญเสียร้ายแรง หากจินตนาการไม่ออกเราจะยกอีกหนึ่งตัวเลขมาโชว์ นั่นคือเฉพาะผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ที่ไร้ใบขับขี่ในประเทศไทยปัจจุบันมีจำนวนสูงถึงประมาณแปดล้านคน ซึ่งจากสถิติชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนของอุบัติเหตุทั้งหมดนั้นเกิดจากผู้ที่ไม่มีใบขับขี่นั้นมีมากกว่า 60% โดยผู้ที่ไม่มีใบขับขี่มีความเสี่ยงที่จะก่ออุบัติเหตุมากกว่าคนที่มีใบขับขี่สูงถึงสองเท่า และมีอัตราเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงถึง 34% เลยทีเดียว

ทางกรมขนส่งทางบกจึงได้แก้กฏหมายเพิ่มอัตราโทษกับผู้ที่ไม่มีใบขับขี่ หรือ ใบขับขี่หมดอายุเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท ไม่มีใบพ.ร.บ.ขนส่งหรือหมดอายุ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และผู้ที่ไม่แสดงใบขับขี่เมื่อถูกเรียกตรวจเป็น 10,000 บาท และปรับไม่เกิน 5,000 บาทสำหรับการไม่แสดงพ.ร.บ.ขนส่ง ซึ่งเป็นการอัพเดทข้อมูลให้ทันยุคทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นถ้าใครที่ใช้รถใช้ถนนอยู่ทุกวันโดยยังไม่มีใบขับขี่ เราขอร้องตอนนี้เลยว่ารีบไปทำซะ โดยเริ่มจากการเข้าไปจองคิวรับการอบรมที่ ebooking.