เสียงแปลกๆจากรถยนต์บ่งบอกอะไร? รู้ไว้ก่อนรถพังไม่ทันตั้งตัว

ทุกอย่างในโลกย่อมมีอายุการใช้งานของตัวมันเอง รถยนต์ก็เช่นกัน โดยปกติแล้วเมื่อเราใช้รถยนต์คู่กายมาสักพัก ความเสื่อมถอยตามกาลเวลาก็เริ่มจะถามหา แต่รถยนต์ก็เหมือนร่างกาย อยู่ดีๆไม่ใช่ว่าจะพังทลายไปทันที เขาจะส่งสัญญาณให้เรารู้ก่อนว่า ฉันเริ่มไม่ไหวแล้วนะ ฉันมีความผิดปกตินะ ซึ่งเราก็ต้องรีบพาเขาไปรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะเสียเงินก้อนโต แต่ในเมื่อรถยนต์พูดไม่ได้ เขาก็จะส่งเสียงเครื่องยนต์ออกมาแทน ว่าแต่เสียงแบบไหน จะมีสาเหตุมาจากอะไร บ่งบอกถึงอะไรบ้าง วันนี้มาแปลความไปพร้อมๆกัน

1.“เอี๊ยดอ๊าด ครืดๆขณะเบรก” การสื่อสารแรก เป็นการสื่อสารจากความผิดปกติของระบบเบรก หากคุณได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าด หรือครืดๆ ขณะที่เบรกนั้น ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากระบบเบรก โดยขั้นแรกต้องทำการเช็คในส่วนของผ้าเบรกก่อน ว่าหมดหรือไม่ แล้วอย่าลืมตรวจเช็คระบบเบรกทั้งหมดด้วยว่ามีชิ้นส่วนไหนชำรุดหรือไม่

2. “เสียงดังขณะเลี้ยว” การสื่อสารที่สอง หากเกิดเสียงดังขณะที่เราเลี้ยวรถ ส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับระบบช่วงล่าง ดังนั้นจึงต้องทำการเช็คในส่วนของช่วงล่างทั้งหมด นอกจากนี้ต้องทำการตรวจสอบ ลูกหมาก, บูช, ข้อต่อในส่วนต่างๆ, แร็กพวงมาลัย, ปีกนก และคันส่งคันชัก ด้วยว่ามีความเสียหายหรือไม่

3. “เสียงดังขณะขับผ่านลูกระนาด” การสื่อสารที่สามคือเสียงที่ดังขณะขับผ่านลูกระนาด ซึ่งที่มาของเสียงชนิดนี้มักเกิดจากบริเวณซุ้มล้อ หรือตกหลุม สิ่งแรกที่ควรทำคือลองตรวจสอบที่โช้คอัพว่ายังสามารถรับแรกกระแทกได้อีกหรือไม่ หากเสียหายแค่เล็กน้อยก็สามารถซ่อมได้ด้วยการอัดน้ำมันเข้าไปใหม่ แต่หากชำรุดมาก คงต้องพิจารณาเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

4. “เสียงหอนขณะขับรถ” การสื่อสารที่สี่ คือเสียงหอนระหว่างที่กำลังขับรถ ยิ่งขับเร็วเท่าไร เสียงยิ่งดังขึ้น ซึ่งเสียงนี้มักมาสาเหตุมาจาก ยางรถยนต์ อาจจะลูกปืนล้อแตก หรือเพลาขับพัง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ นอกจากจะอันตรายแล้ว งบประมาณก็จะบานปลายอีกด้วย

5. “ครืดคราด จากท้องรถ” การสื่อสารที่ห้า พบเจอได้บ่อย โดยมักมีสาเหตุเกิดจาดท่อไอเสีย หรือเพลากลางเกิดการชำรุด โดยส่วนมากอาจมาจากจุดติดตั้งหลุด หรือจุดยึดนั่นเอง

6. “เสียงดังกึกกักเหมือนอะไรหลุด จากพวงมาลัย” การสื่อสารที่หก มีสาเหตุมาจากพวงมาลัย ซึ่งถือเป็นเคสที่มีความอันตรายอย่างมาก เพราะอาจส่งผลให้ไม่สามารถบังคับพวงมาลัยได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ไม่ควรจะปล่อยผ่านหรือรอช้า ต้องรีบไปซ่อมแซมโดยด่วน โดยสาเหตุส่วนมากอาจมาจากการที่ลูกปืนแตก

7. “เสียงดังเวลาเปลี่ยนเกียร์” การสื่อสารที่เจ็ดคือการเกิดเสียงดังขณะที่เปลี่ยนเกียร์ ขั้นแรกให้ลองตรวจสอบการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ว่าได้ทำสม่ำเสมอหรือไม่ และมีน้ำมันเกียร์เพียงพอหรือยัง และหากตรวจสอบพบว่ามีการรั่วซึมเกิดขึ้น ต้องรีบทำการซ่อมแซ่มทันที ไม่ควรปล่อยไว้

8. “เสียงดังขณะสตาร์ทรถ” การสื่อสารที่แปดคือเสียงที่ดังขึ้นขณะที่เราทำการสตาร์ทรถ ซึ่งมักจะเป็นเสียงที่ลากยาวกว่าปกติทั่วไป เสียงนี้มีสาเหตุมาจากการที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมดอายุ ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือการตรวจเช็คแบตเตอรี่ แต่หากแบตเตอรี่ยังดีอยู่หรือเพิ่งเปลี่ยนมาได้ไม่นาน อาจจะต้องลองเช็คในส่วนของไดสตาร์ทที่อาจถ่านหมด หรือหมดอายุการใช้งาน

9. “เกิดเสียงดังฟู่ๆบริเวณหน้าห้องเครื่อง”การสื่อสารที่เก้านี้มักมีต้นตอมาจากหน้าห้องเครื่อง ซึ่งสาเหตุอาจมาจากฝาหม้อน้ำเสื่อมสภาพหรือหม้อน้ำรั่ว ซึ่งก่อนจะทำการตรวจเช็คควรระมัดระวังรอให้เครื่องเย็นลงก่อนเพื่อความปลอดภัย

10. “เสียงดังเอี๊ยดๆ ในห้องเครื่อง” การสื่อสารสุดท้ายที่เรามานำเสนอในวันนี้ คือเสียงดัง เอี๊ยดๆ ในห้องเครื่อง ซึ่งมักเกิดจากสายพานหรือลูกกรอกหมดอายุหรือชำรุด ซึ่งต้องรีบตรวจเช็คและทำการซ่อมแซม

และนี่คือ 10 ตัวอย่างเสียงประหลาดๆที่พบเจอบ่อยจากรถยนต์คันโปรดของคุณ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงการส่งสัญญาณเล็กๆน้อยๆ แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นาน รถยนต์อาจเกิดความเสียหายมาก จนนำมาสู่การสูญเสียเงินก้อนโตได้ ดังนั้นทางที่ดี ควรหมั่นตรวจเช็ครถยนต์อย่างสม่ำเสมอนะคะ

และหากผู้ใดสนใจจะซื้อรถมือสองสักคัน และกำลังมองหาสินเชื่อพร้อมโปรโมชั่นดี ๆ จาก กรุงศรี ออโต้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือติดต่อ กรุงศรี ออโต้ คอล เซ็นเตอร์ โทร. 0-2740-7400 หรือ แชทผ่าน LINE กรุงศรี ออโต้ (คลิกเพื่อ Add LINE)

และนอกจากนี้ก็สามารถเข้ามาเลือกชมรถเพิ่มเติมได้ที่ RodKaidee ค่ะ

ความสกปรกหลบไป! Ford พัฒนาขี้นกปลอมเป็นสารเคลือบสีตัวถังสุดทนทาน

ขี้นกตกใส่รถทีไร ก็สร้างความหงุดหงิดใจให้แก่เจ้าของรถทุกที ยิ่งเพิ่งล้างรถเสร็จใหม่ๆ ใยเจ้านกจึงถ่ายหนักลงมาแบบพอดิบพอดีขนาดนั้น ทว่าล่าสุดค่ายรถยนต์ Ford (ฟอร์ด) เตรียมพัฒนาขี้นกปลอมขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสารเคลือบสีตัวถังเพิ่มความทนทานขึ้นมาอีกระดับ

โดยขี้นกจำลองที่ Ford นำมาทดสอบและพัฒนา โดยใช้การพ่นสเปรย์พื้นผิวของตัวถัง ก่อนจะนำเข้าเตาอบราว 30 นาทีด้วยความร้อน 60 และ 80 องศาเซลเซียส ซึ่งมีเป้าหมายที่จะทำให้สารเคลือบสีของตัวถังนั่นแข็งแกร่งทนทานมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

นอกจากนั้นยังมีการทดสอบอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทั้งเย็นจัดและร้อนจัด เพื่อทดสอบการลดและขยายตัวของสีตัวถังให้น้อยที่สุด, เรื่องความชื้น, ความเค็มของเกลือ รวมถึงฉายแสงอัลตราไวโอเลตให้ห้องแล็บเป็นเวลา 6,000 ชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับ 250 วันอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการทดสอบของ Ford ยังอยู่ในขั้นพัฒนา แต่หากใครต้องเผชิญหน้ากับขี้นก Sanook Auto ก็ขอแนะนำว่า ควรเช็ดขี้นกออกในทันที และล้างรถอย่างสม่ำเสมอ

 

Subaru Forester GT Edition 2020 จากรถครอบครัวสู่สายสปอร์ตในราคาแสนเดียว!

การจะนำรถครอบครัวมาตกแต่งในสายสปอร์ตแล้วดูดีและลงตัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับ Subaru Forester GT Edition 2020 คงต้องยกนิ้วให้ แถมราคายังน่าสนใจอีกต่างหาก

Subaru Forester GT Edition 2020 เป็นชุดแต่งพิเศษรุ่นที่ 2 สำหรับรถยอดนิยมอย่าง Subaru Forester ต่อจากรุ่นแรกอย่าง XV GT Edition โดยได้บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้ Subaru (ซูบารุ) และค่ายอื่นๆ อย่าง Giken และ คุณมาซาฮิโกะ โคบายาชิ นักออกแบบมือทองเจ้าของสมญานาม “Hit Maker” มาผนึกกำลังร่วมกันพัฒนาชุดแต่งนี้นั่นเอง

สเกิร์ตหน้า-หลัง, สเกิร์ตด้านข้างทั้งซ้ายและขวา, สปอยเลอร์หลังคา, ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วสั่งทำพิเศษ, กล้องรอบคัน, จอแสดงผลขนาด 8 นิ้วจับคู่ระบบเสียง และเบาะที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานอย่าง Grand Tourer คือสิ่งที่คุณจะได้จากชุดแต่ง Subaru Forester GT Edition 2020 นี้

สนนราคาของชุดแต่ง Subaru Forester GT Edition 2020 ราคาเพียง 100,000 บาท โดยสามารถนำ Subaru Forester 2.0i-S EyeSight ทั้ง 7 สี ไม่ว่าจะเป็น Crystal White Pearl, Ice Silver Metallic, Jasper Green Metallic, Horizon Blue Pearl, Sepia Bronze Metallic, Dark Grey Metallic และ Crystal Black Silica มาเลือกแต่งได้ตามใจชอบกันเลย

3 วิธีง่ายๆ ถนอมโช้คอัพของรถยนต์ให้ใช้ไปได้นานๆ

“โช้คอัพ” ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ที่ต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ หากว่าโช้คอัพเสื่อมสภาพก็อาจทำให้รถยนต์ต้องแบกรับกับแรงกระแทกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งวิธีการขับรถก็มีส่วนในการดูแลโช้คอัพให้ใช้การไปได้นานๆ จะมีวิธีใดบ้าง ไปดูกัน

1. ไม่ใช้ความเร็วจนเกินไป
ระหว่างการเดินทางหากเจอลูกระนาด หลุม ไม่ควรเหยียบคันเร่งขับผ่านอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะกระทบกระเทือนต่อคนคับแล้ว ยังส่งผลทำให้ช่วงล่างของรถเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นหากเจอลูกระนาดควรชะลอความเร็วค่อยๆ ขับผ่านอย่างนุ่มนวลที่สุด

2. ไม่ควรบรรทุกของหนักจนเกินไป
หลายคนอาจคิดว่าการที่มีสัมภาระต่างๆ ไว้บนรถทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า จะทำให้สะดวกสบายเวลาเดินทางไปท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการบรรทุกของหนักโดยไม่จำเป็นเพราะนอกจากจะเปลืองน้ำมันแล้ว ยังทำให้โช้คอัพมีประสิทธิภาพที่ลดลงอีกด้วย

3. ขับขี่เดินทางไกลอย่าลืมเช็กสภาพรถยนต์บริเวณช่วงล่างและลมยาง
อาจเริ่มด้วยการลองขับรถบนถนนเรียบทางตรง แล้วสังเกตดูว่าพวงมาลัยตรงหรือไม่ หากไม่ตรงต้องรีบจัดการนำรถไปตั้งศูนย์ใหม่ หรือ หากขับทางขรุขระแล้วได้ยินเสียงกุกกัก ต้องรีบนำไปให้ช่างแก้ไขโดยด่วน โช้คอัพก็เช่นกัน เราสามารถตรวจเช็กคราบน้ำมันได้ที่บริเวณกระบอกโช้ค ว่ารั่วหรือไม่ เพราะระบบช่วงล่างของรถทั้งหมดมีผลในการทรงตัวของรถขณะขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัย

การดูแลให้รถอยู่ในสภาพดีเสมอไม่ใช่เรื่องยาก และถ้าต้องการดูรถมือสองสภาพดีหรืออะไหล่ประดับยนต์ก็ดูได้ที่นี่เลย

ขอขอบคุณ
ข้อมูล :TOKICO

เปิดโฉม Hyundai Elantra 2021 กับดีกรีความโฉบเฉี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น

ขุมพลังของ Hyundai Elantra 2021 เป็นเครื่องยนต์บล็อก 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบกำลังสูงสุดที่ 149 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 179 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT ที่จะทั้งไหลลื่นและช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น

ใช้แพลตฟอร์ม K3 ในการสร้างเจ้ารถคันนี้ ซึ่งข้อดีของมันก็คือน้ำหนักที่เบาลง สิ่งที่โดดเด่นนอกจากนั้นในเรื่องของดีไซน์ภายนอกก็มีทั้งกระจังหน้ารูปทรงคล้ายเพชรที่ทำให้นึกถึง Hyundai Sonata, ไฟหน้าทรงเหลี่ยม, ไฟท้ายทรง H-Tail, สปอยเลอร์ท้ายรถ, แนวหลังคาที่ลาดเอียงลง ส่วนเส้นสายด้านข้างก็มีลักษณะพาดเฉียงขึ้น ตามแบบฉบับ Sensuous Sportiness ของค่ายนี้

ส่วนดีไซน์ภายในห้องโดยสารของ Hyundai Elantra 2021 นั้นก็มีทั้งมาตรวัดดิจิตัล 10.25 นิ้ว, จออินโฟเทนเมนต์ 10.25 นิ้วเช่นกัน กับการรองรับแอปเปิลคาร์เพลย์และแอนดรอยด์ออโต้ครั้งแรกในรถยนต์เซกเมนต์เดียวกัน แต่ที่เราสนใจไปมากกว่านั้นก็คือลักษณะการดีไซน์ที่โอบล้อมผู้ขับขี่ที่ไม่ต่างจากค็อกพิทของเครื่องบิน โดยทางค่าย Hyundai (ฮุนได) นั้นให้คำนิยามว่าเป็น “รังดักแด้” นอกเหนือจากนั้นยังมีแสงไฟ 64 สีที่จะมอบบรรยากาศที่ต่างออกไปตามใจชอบ

นอกจากความสะดวกสบายจาก Digital Key ที่ใช้สมาร์ทโฟนหรือการ์ด NFC ในการสั่งการได้แล้ว ยังเพียบพร้อมไปด้วยระบบความปลอดภัย อาทิ ระบบขับเคลื่อนตามช่องจราจร, ระบบป้องกันการชนด้านหน้า, ระบบตรวจจับมุมอับสายตา, ระบบช่วยเหลือการถอยเพื่อจอด เป็นต้น

ข่าวดีในอนาคตก็คือ Hyundai Elantra 2021 เตรียมผลิตรุ่นไฮบริดอีกด้วย กับเครื่องยนต์ GDI ความจุ 1.6 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 1.32 kWh มอบกำลัง 141 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 264 นิวตันเมตร ทำงานคู่กับเกียร์ดูอัลคลัตช์แบบ 6 สปีด

ส่วนสนนราคาของ Hyundai Elantra 2021 ยังไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด

หลัก 5 ข้อเมื่อคุณต้องจอดรถซ้อนคัน

บทความนี้สำหรับมือใหม่หัดขับ หรือใครที่อาจจะหลงลืมจนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ในสถานการณ์ที่ซองจอดรถเต็ม และคุณจำเป็นต้องจอดซ้อนคัน ขั้นตอนเหล่านี้จะทำให้คุณจอดรถได้อย่างปลอดภัย และถือเป็นมารยาทในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย

หากมีเส้นตีไว้ จอดให้ขนานกับเส้นที่กำหนด หากไม่มี หมุนพวงมาลัยและตั้งล้อให้ตรง ป้องกันการที่ผู้ขับขี่รถคันอื่นมาเข็นแล้วรถจะเอียงไปทางใดทางหนึ่ง

เข้าเกียร์ N และปลดเบรกมือ ขั้นตอนนี้จะบอกว่าสำคัญที่สุดก็คงไม่ผิดนัก เพราะหากคุณเข้าเกียร์ P หรือดึงเบรกมือไว้ จะไม่มีทางที่ผู้ขับขี่รถคันอื่นจะมาเข็นรถของคุณได้เลย ส่วนรถเกียร์กระปุกก็เพียงแค่เข้าเกียร์ว่างเท่านั้นเอง

สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติบางรุ่น เมื่อคุณเข้าเกียร์ N แล้วดับเครื่อง จะทำให้ไม่สามารถดึงกุญแจออกมาได้ วิธีแก้คือให้เข้าเกียร์ P เสียก่อน ดึงกุญแจรถออกมา แล้วนำไปเสียบตรงรูเล็กๆ ด้านข้างคันเกียร์ หลังจากนั้นให้เลื่อนลงมาที่ตัว N

บางสถานที่จอดอาจพื้นไม่เรียบ มีความลาดชัน ส่งผลให้รถเกิดอาการไหล การแก้ไขคือนำก้อนหินหรือบางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่พอมาวางไว้ที่ล้อรถ เพื่อไม่ให้รถเคลื่อนที่ได้

พึงตระหนักเอาไว้ว่า ให้เหลือพื้นที่พอที่ผู้อื่นจะสามารถเข็นรถ และรถที่จอดอยู่ด้านในสามารถขับออกมาได้
ทำตามขั้นตอนง่ายๆ เพียงเท่านี้ การจอดรถซ้อนคันของคุณก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นแล้วนั่นเอง

‘รถเล็กรุ่นท็อป’ กับ ‘รถใหญ่รุ่นล่าง’ เลือกตัวไหนดี?

การตัดสินใจซื้อรถใหม่สักคันหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะรถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ก็มีคุณสมบัติและข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกันไป

แม้ว่าจะตกลงปลงใจกับยี่ห้อใดนี่ห้อหนึ่งไปแล้ว แต่บางครั้งราคาค่าตัวที่จ่ายไป ก็สามารถข้ามไปเล่นรถที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ ด้วยการเพิ่มเงินอีกเพียงเล็กน้อย หรือหากมองรถใหญ่ไว้อยู่แล้ว จะลงไปเล่นรถที่มีขนาดเล็กกว่า แต่ให้อ็อพชั่นมาเพียบ แถมยังเซฟเงินในกระเป๋าได้อีกนิด เรื่องแบบนี้ทำให้ใครหลายคนลังเลอยู่ไม่น้อยทีเดียว

Sanook! Auto จึงขอแนะนำ 5 ปัจจัยหลักช่วยตัดสินใจเลือกระหว่าง 'รถเล็กรุ่นท็อป' กับ 'รถใหญ่รุ่นล่าง' จะเลือกรุ่นไหนดีกว่ากัน?

อ็อพชั่นติดรถเหมาะสมกับการใช้งานจริงไหม?

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคประมาณว่า "ถ้าราคาตัวท็อปจะแพงขนาดนี้ หันไปเล่นรุ่นใหญ่แทนดีกว่า" จริงอยู่ที่การหันไปเลือกรถยนต์รุ่นใหญ่กว่า มักดูคุ้มค่ากว่าเสมอ แต่ในความเป็นจริงนั้น แม้ว่าจะเป็นรถรุ่นใหญ่กว่า แต่อาจติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานมาให้น้่อยกว่ารถรุ่นเล็กตัวท็อป ซึ่งไม่เหมาะกับการใช้งานของใครหลายคน โดยเฉพาะหนุ่มสาวสมัยใหม่ที่มีความต้องการใช้งานฟังก์ชั่นสมัยใหม่มากขึ้น

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรับได้ไหม?

แน่นอนว่าหากข้ามไปเล่นรถยนต์รุ่นใหญ่กว่า ก็จะตามมาด้วยอัตราสิ้นเปลืองที่มากกว่า แถมบางครั้งสมรรถนะยังสู้รถยนต์ที่มีขนาดเล็กกว่าไม่ได้ ดังนั้นจึงควรเลือกรถยนต์ที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงจึงจะดีที่สุด

มีผู้โดยสารไปด้วยเป็นประจำหรือไม่?

การถอยรถใหม่ควรคำนึงถึงลักษณะการใช้งานด้วยว่า จะมีผู้โดยสารเดินทางไปด้วยเป็นประจำหรือไม่ ถ้าเน้นใช้งานในครอบครัวที่ต้องเดินทาง 4-5 คนเป็นประจำทุกสัปดาห์ การเลือกรถที่มีขนาดใหญ่ก็จะช่วยให้โดยสารได้สบายมากขึ้น แต่หากใช้งานเพียง 1-2 คนแล้วล่ะก็ รถยนต์ขนาดเล็กจะช่วยให้คล่องตัวกว่า ไม่เทอะทะ หาที่จอดง่ายกว่า เป็นต้น

เน้นขับในเมือง หรือวิ่งต่างจังหวัด?

รถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า จะช่วยให้ขับทางไกลได้สบายกว่า ยกตัวอย่างรถยนต์ระดับ D-Segment ค่ายญี่ปุ่นในบ้านเราส่วนใหญ่ มักเน้นช่วงล่างที่นุ่มนวล นั่งสบาย เพิ่มความผ่อนคลายในการเดินทาง แต่หากเน้นใช้งานในเมือง รถที่มีขนาดเล็กจะช่วยให้คล่องตัวมากกว่า โดยเฉพาะความฉับไวในการเปลี่ยนเลน ความง่ายในการกะระยะ รวมถึงการหาที่จอดรถ ฯลฯ

ค่าบำรุงรักษาระยะยาว

รถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ก็จะตามมาด้วยค่าบำรุงรักษาที่มากกว่าเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นอะไหล่แบบเดียวกัน แต่ราคาอาจต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็นต้องซื้อรถขนาดใหญ่ การเปลี่ยนไปซื้อรถรุ่นเล็กกว่า จะช่วยให้ประหยัดค่าบำรุงรักษาได้ด้วย

ถึงแม้ว่าราคารถรุ่นเล็กตัวท็อป จะสามารถข้ามไปซื้อรถยนต์รุ่นใหญ่ได้ แต่สิ่งที่ได้อาจไม่เหมาะสมกับการใช้งานจริงเสมอไป ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ จึงควรวัดกันที่ความเหมาะสมในการใช้งานของเราเป็นหลักครับ