เสียงแปลกๆจากรถยนต์บ่งบอกอะไร? รู้ไว้ก่อนรถพังไม่ทันตั้งตัว

ทุกอย่างในโลกย่อมมีอายุการใช้งานของตัวมันเอง รถยนต์ก็เช่นกัน โดยปกติแล้วเมื่อเราใช้รถยนต์คู่กายมาสักพัก ความเสื่อมถอยตามกาลเวลาก็เริ่มจะถามหา แต่รถยนต์ก็เหมือนร่างกาย อยู่ดีๆไม่ใช่ว่าจะพังทลายไปทันที เขาจะส่งสัญญาณให้เรารู้ก่อนว่า ฉันเริ่มไม่ไหวแล้วนะ ฉันมีความผิดปกตินะ ซึ่งเราก็ต้องรีบพาเขาไปรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะเสียเงินก้อนโต แต่ในเมื่อรถยนต์พูดไม่ได้ เขาก็จะส่งเสียงเครื่องยนต์ออกมาแทน ว่าแต่เสียงแบบไหน จะมีสาเหตุมาจากอะไร บ่งบอกถึงอะไรบ้าง วันนี้มาแปลความไปพร้อมๆกัน

1.“เอี๊ยดอ๊าด ครืดๆขณะเบรก” การสื่อสารแรก เป็นการสื่อสารจากความผิดปกติของระบบเบรก หากคุณได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าด หรือครืดๆ ขณะที่เบรกนั้น ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากระบบเบรก โดยขั้นแรกต้องทำการเช็คในส่วนของผ้าเบรกก่อน ว่าหมดหรือไม่ แล้วอย่าลืมตรวจเช็คระบบเบรกทั้งหมดด้วยว่ามีชิ้นส่วนไหนชำรุดหรือไม่

2. “เสียงดังขณะเลี้ยว” การสื่อสารที่สอง หากเกิดเสียงดังขณะที่เราเลี้ยวรถ ส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับระบบช่วงล่าง ดังนั้นจึงต้องทำการเช็คในส่วนของช่วงล่างทั้งหมด นอกจากนี้ต้องทำการตรวจสอบ ลูกหมาก, บูช, ข้อต่อในส่วนต่างๆ, แร็กพวงมาลัย, ปีกนก และคันส่งคันชัก ด้วยว่ามีความเสียหายหรือไม่

3. “เสียงดังขณะขับผ่านลูกระนาด” การสื่อสารที่สามคือเสียงที่ดังขณะขับผ่านลูกระนาด ซึ่งที่มาของเสียงชนิดนี้มักเกิดจากบริเวณซุ้มล้อ หรือตกหลุม สิ่งแรกที่ควรทำคือลองตรวจสอบที่โช้คอัพว่ายังสามารถรับแรกกระแทกได้อีกหรือไม่ หากเสียหายแค่เล็กน้อยก็สามารถซ่อมได้ด้วยการอัดน้ำมันเข้าไปใหม่ แต่หากชำรุดมาก คงต้องพิจารณาเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

4. “เสียงหอนขณะขับรถ” การสื่อสารที่สี่ คือเสียงหอนระหว่างที่กำลังขับรถ ยิ่งขับเร็วเท่าไร เสียงยิ่งดังขึ้น ซึ่งเสียงนี้มักมาสาเหตุมาจาก ยางรถยนต์ อาจจะลูกปืนล้อแตก หรือเพลาขับพัง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ นอกจากจะอันตรายแล้ว งบประมาณก็จะบานปลายอีกด้วย

5. “ครืดคราด จากท้องรถ” การสื่อสารที่ห้า พบเจอได้บ่อย โดยมักมีสาเหตุเกิดจาดท่อไอเสีย หรือเพลากลางเกิดการชำรุด โดยส่วนมากอาจมาจากจุดติดตั้งหลุด หรือจุดยึดนั่นเอง

6. “เสียงดังกึกกักเหมือนอะไรหลุด จากพวงมาลัย” การสื่อสารที่หก มีสาเหตุมาจากพวงมาลัย ซึ่งถือเป็นเคสที่มีความอันตรายอย่างมาก เพราะอาจส่งผลให้ไม่สามารถบังคับพวงมาลัยได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ไม่ควรจะปล่อยผ่านหรือรอช้า ต้องรีบไปซ่อมแซมโดยด่วน โดยสาเหตุส่วนมากอาจมาจากการที่ลูกปืนแตก

7. “เสียงดังเวลาเปลี่ยนเกียร์” การสื่อสารที่เจ็ดคือการเกิดเสียงดังขณะที่เปลี่ยนเกียร์ ขั้นแรกให้ลองตรวจสอบการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ว่าได้ทำสม่ำเสมอหรือไม่ และมีน้ำมันเกียร์เพียงพอหรือยัง และหากตรวจสอบพบว่ามีการรั่วซึมเกิดขึ้น ต้องรีบทำการซ่อมแซ่มทันที ไม่ควรปล่อยไว้

8. “เสียงดังขณะสตาร์ทรถ” การสื่อสารที่แปดคือเสียงที่ดังขึ้นขณะที่เราทำการสตาร์ทรถ ซึ่งมักจะเป็นเสียงที่ลากยาวกว่าปกติทั่วไป เสียงนี้มีสาเหตุมาจากการที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมดอายุ ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือการตรวจเช็คแบตเตอรี่ แต่หากแบตเตอรี่ยังดีอยู่หรือเพิ่งเปลี่ยนมาได้ไม่นาน อาจจะต้องลองเช็คในส่วนของไดสตาร์ทที่อาจถ่านหมด หรือหมดอายุการใช้งาน

9. “เกิดเสียงดังฟู่ๆบริเวณหน้าห้องเครื่อง”การสื่อสารที่เก้านี้มักมีต้นตอมาจากหน้าห้องเครื่อง ซึ่งสาเหตุอาจมาจากฝาหม้อน้ำเสื่อมสภาพหรือหม้อน้ำรั่ว ซึ่งก่อนจะทำการตรวจเช็คควรระมัดระวังรอให้เครื่องเย็นลงก่อนเพื่อความปลอดภัย

10. “เสียงดังเอี๊ยดๆ ในห้องเครื่อง” การสื่อสารสุดท้ายที่เรามานำเสนอในวันนี้ คือเสียงดัง เอี๊ยดๆ ในห้องเครื่อง ซึ่งมักเกิดจากสายพานหรือลูกกรอกหมดอายุหรือชำรุด ซึ่งต้องรีบตรวจเช็คและทำการซ่อมแซม

และนี่คือ 10 ตัวอย่างเสียงประหลาดๆที่พบเจอบ่อยจากรถยนต์คันโปรดของคุณ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงการส่งสัญญาณเล็กๆน้อยๆ แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นาน รถยนต์อาจเกิดความเสียหายมาก จนนำมาสู่การสูญเสียเงินก้อนโตได้ ดังนั้นทางที่ดี ควรหมั่นตรวจเช็ครถยนต์อย่างสม่ำเสมอนะคะ

และหากผู้ใดสนใจจะซื้อรถมือสองสักคัน และกำลังมองหาสินเชื่อพร้อมโปรโมชั่นดี ๆ จาก กรุงศรี ออโต้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือติดต่อ กรุงศรี ออโต้ คอล เซ็นเตอร์ โทร. 0-2740-7400 หรือ แชทผ่าน LINE กรุงศรี ออโต้ (คลิกเพื่อ Add LINE)

และนอกจากนี้ก็สามารถเข้ามาเลือกชมรถเพิ่มเติมได้ที่ RodKaidee ค่ะ

5 เหตุผลที่ทำให้ VOLVO S60 เป็นรถยนต์ที่น่าสนใจแห่งยุค

เปิดตัวอย่างร้อนแรงต้อนรับศักราชใหม่กันไปแล้วเมื่อตอนต้นปี สำหรับยนตรกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง All-New Volvo S60 สุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากประเทศสวีเดน มาพร้อมคอนเซปต์ Your Singnature Drive ที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด ซึ่งถูกสร้างสรรค์มาให้คนรักรถยนต์และแฟนๆ ของ Volvo ได้ตื่นตาตื่นใจกันอีกหนึ่งครั้ง
1. โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์อันมาดมั่น

Credit - Volvo
รูปลักษณ์ภายนอกมาในสไตล์สปอร์ต นำทีมโดยกระจังหน้า ที่ติดตั้งตราวอลโว่อันเป็นจุดเด่นหน้ารถ ส่วนฮู้ดหลังยาวและฝากระโปรงห้องเครื่อง สื่อถึงพลังในการขับเคลื่อนอย่างชัดเจน เสริมด้วยไฟหน้าแอลอีดี ดีไซน์รูปลักษณ์ฆ้อนธอร์อันเป็นซิกเนเจอร์ของ Volvo
2. ห้องโดยสารสุดหรูแบบฉบับสแกนดิเนเวียน

Credit - Volvo
งานออกแบบสไตล์นี้โดดเด่นในเรื่องของความสะอาดหมดจด คุณภาพ และตอบรับกับการใช้งาน โดยการออกแบบของ Volvo S60 จัดสรรพื้นที่ภายในอย่างเรียบง่าย โปร่งสบายตา เพื่อมอบบรรยากาศที่ผ่อนคลายตลอดการเดินทางของคุณ ในส่วนของเบาะที่นั่งใช้วัสดุเป็นหนังแท้ในเฉดสี Charcoal และ Maroon Brown ช่วยเพิ่มความหรูหราขึ้นอีกหนึ่งระดับ

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอมาตรฐานขั้นสูงของงานฝีมือแบบฉบับสแกนดิเนเวียน ด้วยมือจับประตูรถตกแต่งแบบอลูมิเนียมและแผงไฟในโทนสีที่กลมกลืนเข้ากับตัวรถ เสริมความสวยงามด้วยการฝังลายแบบ Metal Decors Inlay ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดการตกแต่ง แป้นเกียร์ และพวงมาลัยแบบ R-Design ซึ่งทุกฟังก์ชั่นในตัวรถ ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่เน้นความประณีตอย่างแท้จริง
3. เทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก

Credit - Volvo
จุดเด่นด้านความปลอดภัยต้องยกให้การคิดค้นนวัตกรรมของ Volvo ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ เริ่มต้นด้วยระบบไฟหน้าหักเหตามพวงมาลัย ตามด้วยระบบไฟหน้า LED Headlights with ABL ที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสว่างสูงสุดเมื่อเจอทางโค้งหรือแยกบนถนน ต่อด้วยระบบ High-Pressure Cleaning เพื่อให้คุณมีทัศนวิสัยในความมืดที่ชัดเจนที่สุด

นอกจากนี้ยังมีระบบ Head-Up Display ที่จะช่วยแสดงข้อมูลการขับขี่ผ่านการฉายข้อมูลที่จำเป็น ในระยะสายตาของผู้ขับขี่โดยตรง ทั้งในเรื่องของอัตราความเร็วและการทำงานต่างๆ ของรถยนต์ ทำให้ไม่ต้องละสายตาจากถนนในขณะขับรถ

Credit - Volvo
เสริมทัพด้วยระบบช่วยในการจอดรถ พร้อมจอแสดงผลด้วยภาพ 360 องศา ทำงานด้วยเซ็นเซอร์ซึ่งติดตั้งบนกระจังหน้ารถและกันชนหลัง ร่วมกับกล้องตัวอื่นๆ ในมุมต่างๆ ของตัวรถ ซึ่งจะช่วยวัดระยะห่างของวัตถุรอบตัวรถ เมื่อระบบตรวจพบวัตถุในระยะใกล้ จะส่งเสียงเตือนและแสดงภาพบนหน้าจอแบบ Sensus Screen ในทันที
4. ความสะดวกสบายในการเดินทางที่เหนือชั้น

Credit - Volvo
ด้วยเบาะที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและรองรับส่วนโค้งของสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้นั่งสบายไม่เมื่อย แม้ต้องเดินทางในระยะไกลๆ ในส่วนของเบาะหลังมาในระบบ 4-Way Power Lumbar Support เพื่อผ่อนคลายความเมื่อล้าบริเวณหลัง นอกจากนี้ยังมีระบบกุญแจ Remote Control with Keyless Entry & Drive รวมถึงการเปิดประตูท้ายฝากระโปรงหลัง ที่สามารถปลดล็อคด้วยไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้มือ

ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องของการจอดรถ ต้องชื่นชอบกับอีกหนึ่งฟังก์ชันอย่าง ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ตัวช่วยให้คุณถอยเข้าและออกจากที่จอดรถได้อย่างแม่นยำ โดยระบบจะกำหนดระยะห่างสำหรับการจอดที่เหมาะสม และให้คำแนะนำการจอดทีละขั้นตอน โดยรถยนต์จะควบคุมการเลี้ยวโดยอัตโนมัติ ส่วนผู้ขับขี่จะควบคุมเพียงแค่การเบรกและการเปลี่ยนเกียร์
5. ระบบพลังงานที่ยั่งยืนและเทคโนโลยีเสริมสุดอัจฉริยะ

Credit - Volvo
The All-New Volvo S60 มอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์เปี่ยมประสิทธิภาพ T8 Twin Engine AWD Plug-In Hybrid ที่ให้กำลังสูงถึง 407 แรงม้า และไม่ปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ ผู้ขับขี่จึงช่วยมีส่วนช่วยในการรักษ์โลกอย่างแท้จริง

ปิดท้ายด้วยนวัตกรรมสุดล้ำที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและมอบความบันเทิงให้ผู้ขับขี่อย่างเต็มที่ อาทิ ระบบนำทาง และ Apple Car Play & Android Auto Support พร้อมเอ็นจอยไปกับเสียงดนตรีสุดเร้าใจกับเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจากแบรนด์ Harman Kardon โดยคุณสามารถเชื่อมต่อผ่านระบบออนไลน์และรื่นรมย์กับการขับขี่ได้ตลอดเส้นทาง

Credit - Volvo
ด้วยคุณสมบัติที่อัดแน่นแบบเต็มสตรีมขนาดนี้ จึงทำให้ The All-New Volvo S60 เป็นรถซีดานสุดหรูหรา ที่จะมาพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่อย่างแท้จริง ช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นและตอบสนองทุกความต้องการของแฟนๆ Volvo และแฟนรถยนต์ได้อย่างแท้จริง ส่วนใครที่สนใจรถยนต์ Volvo รุ่นอื่นๆ ที่น่าสนใจ สามารถแวะเข้ามาชมกันได้ที่ RodKaidee รับรองว่ามีรถสภาพดีๆ รอคุณอยู่มากมายแน่นอน

แชร์ทริคขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไร เครื่องไม่ดับ

เข้าหน้าฝนแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการขับรถยากลำบากมากขึ้น ทั้งจากฝนที่ตกหนัก ทำให้ถนนลื่นเปียก รวมถึงน้ำท่วมขังตามจุดต่างๆ ซึ่งเป็นเหมือนศัตรูตัวฉกาจของรถยนต์ หลายๆ คนคงเคยเจอเหตุการณ์เครื่องยนต์ดับขณะน้ำท่วม โดยเฉพาะวันที่น้ำท่วมสูงมากๆ ที่น้ำระบายไม่ทัน ซึ่งคงปวดหัวกันไม่น้อย วันนี้เราจะมาแชร์ทริคดีๆ ที่จะมาตอบคำถามทุกคนว่าขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรให้เครื่องไม่ดับ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย
ปิดแอร์ทันที

สิ่งแรกๆ ที่ควรทำเมื่อขับรถเจอน้ำท่วมขังคือควรปิดระบบทำความเย็นหรือปิดแอร์นั่นเองค่ะ เพราะการเปิดแอร์ทิ้งไว้นั้น เมื่อพัดลมทำงาน น้ำก็จะมีโอกาสกระจายเข้าห้องเครื่องได้มาก โดยการปิดแอร์นั้นสามารถลดระดับที่น้ำจะเข้าสู่ห้องเครื่องได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว แถมการที่เปิดแอร์แล้วปล่อยให้ใบพัดทำงานยังเพิ่มโอกาสที่ใบพัดของพัดลมจะพัดเอาเศษขยะที่ลอยมากับน้ำเข้าไปสู่ห้องเครื่อง ทำให้เครื่องยนต์เกิดความเสียหายได้อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นเมื่อเจอน้ำท่วมแล้วไม่อยากเสี่ยงให้เครื่องดับและพัง ควรปิดแอร์ทันที
ลดระดับความเร็ว เมื่อขับรถสวนกับคันอื่น

สิ่งต่อไปที่ควรทำ คือพยายามลดความเร็วเมื่อต้องขับรถสวนทางกัน หากนึกภาพตามดูนะคะ เมื่อรถยนต์สองคันขับสวนทางกัน ระดับน้ำก็จะสูงขึ้นและคลื่นน้ำก็จะแรงขึ้นเมื่อเกิดการปะทะ ซึ่งจุดนี้เองเมื่อระดับน้ำสูงขึ้นมาก โอกาสที่น้ำจะเข้าไปให้ตัวห้องเครื่องก็มีมากขึ้นตามไปด้วย และหากน้ำเข้าไปในห้องเครื่องจำนวนมาก นอกจากตัวเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้าจะเกิดความเสียหายได้แล้ว ยังเสี่ยงที่จะเครื่องดับกลางทางอีกต่างหาก
ปรับเกียร์ให้เป็นเกียร์ต่ำสุด

อีกข้อที่ควรทำเมื่อประสบปัญหาน้ำท่วมขังขณะขับรถคือปรับเกียร์ให้เป็นเกียร์ต่ำที่สุด ซึ่งโดยทั่วๆ ไป หากเป็นเกียร์ระบบธรรมดา แนะนำให้ปรับเป็นเกียร์ 1 หรือ เกียร์ 2 ในส่วนของเกียร์ออโต้นั้นก็ให้ปรับเป็นเกียร์ L นอกจากนี้ควรรักษาระดับรอบความเร็วให้คงที่ โดยอัตราเร่งที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 รอบ ถ้าเร็วหรือช้ากว่านี้ เครื่องยนต์อาจดับหรือเกิดความเสียหายได้ เพราะฉะนั้นเพื่อกันไม่ให้เครื่องยนต์ดับระหว่างขับรถฝ่าน้ำท่วม ควรคงระดับอัตราเร่งให้เหมาะสม
รักษาช่วงระยะห่างจากคันข้างหน้า

เมื่อขับรถลุยน้ำท่วม ระบบเบรกทั้งหมดจะอยู่ใต้น้ำ ดังนั้นการที่เราเว้นระยะห่างจากคันหน้าให้มากกว่าปกติ จะทำให้การขับขี่มีความปลอดภัยมากกว่า นอกจากนี้การเหยียบเบรกถี่ๆ ย้ำคลัตช์บ่อยๆ ก็จะช่วยไล่น้ำออกจากระบบและป้องกันคลัตช์ลื่นได้อีกด้วย ดังนั้นจึงแนะนำให้เว้นระยะห่างจากคันหน้ามากกว่าปกติ

เป็นยังไงกันบ้างคะกับทริคดีๆ ในการปฏิบัติเมื่อขับรถฝ่าน้ำท่วม แต่อย่างไรก็ตามหากเครื่องเกิดดับขึ้นมาจริงๆ ห้ามเพื่อนๆ สตาร์ทรถใหม่เด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้น้ำเข้าสู่ด้านในเครื่องยนต์และเกิดความเสียหายมากมายเลยค่ะ ทางที่ดีควรศึกษาเส้นทาง หากมีน้ำขังมาก ก็เลี่ยงไปเส้นทางอื่นๆ หรือปฏิบัติตามที่ Neptune แนะนำไปนะคะ และหากใครมองหารถดีๆ สักคัน อย่าลืมเข้ามาดูที่ RodKaidee และคราวหน้าจะมีทริคดีๆ เรื่องอะไรอีก อย่าลืมติดตามกันนะคะ

รถคันเล็กสเปกสาวๆ

รถยนต์กับผู้ชายเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร ทำให้การออกแบบรถยนต์ในสมัยก่อน มักจะออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของหนุ่มๆเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะขนาด รูปทรงหรือสี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมัยนี้สาวๆ เลิกง้อหนุ่มๆขับรถให้ และหันมาขับรถเองกันมากขึ้น ค่ายรถยักษ์ใหญ่ต่างๆจึงเริ่มปรับตัวหันมาเน้นตลาดของสาวๆกันมากขึ้น วันนี้ Neptune จะพาไปดูรถคันเล็กสเปกสาวๆ ที่รับรองว่าเห็นเลยต้องกรี๊ดว่า น่ารักอ่ะ ไปดูกันเลย

Nissan Note

มาเริ่มกันที่ซิตี้คาร์สุดน่ารักอย่าง “Nissan Note” รถคอมแพ็คแฮตช์แบค 5 ประตูจาก Nissan ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 3 สูบ กับเทคโนโลยีสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็นกล้องมองรอบคัน, ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน, ระบบป้องกันการชน และอีกมากมายที่จะทำให้การขับรถของสาวๆ ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยรูปทรงกะทัดรัด กับเฉดสีให้เลือกมากมาย แถมมีสีชมพูด้วยนะ คิดว่าคงถูกใจสาวๆไม่ใช่น้อย กับราคาเริ่มต้นเพียง 529,000 บาทเท่านั้น

Nissan March

ยังอยู่กันที่ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Nissan ที่ขยันออกรถคันเล็กน่ารักเอาใจสาวๆกันจริงๆ กับ “Nissan March” รถยนต์ขนาดมินิที่เสียงตอบรับดีตั้งแต่เปิดตัวปีแรก จนถึงปัจจุบัน โดยรถคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ HR12DE 3 สูบ เป็นรถอีโคคาร์ที่ประหยัดน้ำมันได้สูงถึง 20 กม./ลิตร แถมมีสีที่น่าจะถูกใจสาวๆมากมาย ไม่ว่าจะแดง ฟ้า ชมพู ขาว โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่เพียง 420,000 บาทเท่านั้น

Honda City

มาอยู่กันที่อีกหนึ่งซิตี้คาร์จากค่าย Honda อย่าง “Honda City” พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 1.0 ลิตร VTEC TURBO กับดีไซน์สุดเท่กับชุดแต่ง SPORT RS รอบคัน กับห้องโดยสารที่ใหญ่ขึ้น เผื่อสาวๆคนไหนที่อยากได้รถใหญ่ขึ้นมาหน่อย เผื่อคนในครอบครัว นอกจากนี้ภายในยังมีคอนโซลหน้าที่มาพร้อมจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วอีกต่างหาก เรียกได้ว่าสะดวกสบายหายห่วง ในส่วนของสีก็มีสีอื่นๆให้เลือกเช่น สีแดง เพื่อตอบโจทย์สาวๆที่เบื่อสีเบสิคกันแล้ว โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 579,500 บาทเท่านั้น

Toyota Vios

ข้ามมาที่ซิตี้คาร์ของค่ายคู่แข่งอย่าง “Toyota Vios” กับดีไซน์สุดพรีเมียมที่ออกแบบมาให้สวยงามขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ 2์NR-FBE 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบสุดพิเศษโซนสีดำสลับแดง พร้อมเบาะหนัง SPORT สุดหรู โดยนอกจากสีโทนเบสิค ก็มีสีแดงเพิ่มเติมมาให้เลือกสำหรับสาวๆที่ชอบสีสดๆ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 609,000 บาทเท่านั้น

Mazda CX-3

มาต่อกันที่คันสุดท้ายโดยขยับเป็นคันใหญ่ขึ้นมาหน่อยอย่าง “Mazda CX-3” รถครอสโอเวอร์คันเล็กที่ดีไซน์โฉบเฉี่ยวแนว SPORTเอาใจสาวๆที่ชอบรถคันไม่เล็กมาก มาพร้อมเครื่องยนต์ SKYACTIV เบนซิน 2.0 ลิตร กับเทคโนโลยีสุดล้ำที่จะทำให้ประสบการณ์ในห้องโดยสารของคุณดียิ่งขึ้น เช่น ระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple Carplay โดยนอกจากสีเบสิคก็มีสีแดงให้เลือกสำหรับสาวๆที่ชอบสีจัดจ้าน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 768,000 บาทเท่านั้น

เป็นยังไงกันบ้างคะ กับ 5 รถคันเล็กที่สเปกเกินขนาดไปเยอะทั้ง 5 คันที่เราเอามาฝากสาวๆ นอกจากจะรูปทรงกะทัดรัดขับง่ายแล้ว ยังมีโทนสีเช่น แดง ชมพู สำหรับสาวๆคิ้วท์ๆอย่างเราด้วยค่ะ หากสาวๆคนไหนสนใจก็สามารถหาดูตามโชว์รูมหรือพื้นที่ขายรถมือสองได้เลยนะคะ ต่อไปจะมีบทความอะไรมาฝากอีก ฝากติดตามด้วยน้าา

 

จับตามอง! Kia คอนเฟิร์มครอสโอเวอร์ไฟฟ้าตัวใหม่ ชาร์จเต็ม 20 นาทีวิ่งไกล 500 กม.

หลังจากที่มันเคยดึงดูดทุกสายตาทั่วโลกมาแล้วในงาน เจนีวา มอเตอร์โชว์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2019 สำหรับ Kia Imagine Concept รถต้นแบบของทางค่ายดังจากเกาหลีใต้ ล่าสุดทางค่ายได้เผยรายละเอียดบางอย่างของเจ้ารถที่ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการคันนี้ออกมาบ้างแล้ว

โดย Kia บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเกาหลีเผยว่า สำหรับรถรุ่นใหม่ของทางค่ายคันนี้จะเป็นแบบครอสโอเวอร์ที่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มที่ไม่เหมือนใครที่เรียกว่า E-GMP ซึ่งได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษด้วยความร่วมมือกับ Rimac Automobili ผู้ผลิตรถยนต์โครเอเชีย เพื่อรองรับระบบส่งกำลังไฟฟ้าและเทคโนโลยี EV ชั้นนำของโลก

สำหรับระบบส่งกำลังไฟฟ้าใหม่นี้ทางผู้ผลิตเผยว่า มันจะสามารถวิ่งระยะทางได้ไกลถึง 500 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้มันยังสามารถชาร์จด้วยความเร็วสูง โดยจะใช้เวลาต่ำกว่า 20 นาที ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งอีกด้วย ซึ่งมันก็คือระบบชาร์จด้วยกำลังไฟ 800 โวลต์ อย่างไรก็ตามมันจะมีระบบ 400 โวลต์ด้วย

ดูเหมือนว่าทวีปยุโรปจะมีบทบาทมากขึ้นสำหรับการวางกลยุทธ์ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเกาหลี และนั่นทำให้พวกเขาเริ่มที่จะตีตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นในปี 2021 และมีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าถึง 11 รุ่นภายในปี 2025

ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ Kia Motors สามารถทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า EV สูงเป็นประวัติการณ์ในยุโรป โดย e-Niro และ Soul EV ถือเป็นรถที่ขายดีที่สุด คิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายของแบรนด์ นอกจากนี้ยอดขายของรถพลังงานไฟฟ้ายังเพิ่มขึ้นถึง 75 เปอร์เซ็นต์ (6,811 คัน) เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2019 เลยทีเดียว

3 วิธีง่ายๆ ถนอมโช้คอัพของรถยนต์ให้ใช้ไปได้นานๆ

“โช้คอัพ” ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ที่ต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ หากว่าโช้คอัพเสื่อมสภาพก็อาจทำให้รถยนต์ต้องแบกรับกับแรงกระแทกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งวิธีการขับรถก็มีส่วนในการดูแลโช้คอัพให้ใช้การไปได้นานๆ จะมีวิธีใดบ้าง ไปดูกัน

1. ไม่ใช้ความเร็วจนเกินไป
ระหว่างการเดินทางหากเจอลูกระนาด หลุม ไม่ควรเหยียบคันเร่งขับผ่านอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะกระทบกระเทือนต่อคนคับแล้ว ยังส่งผลทำให้ช่วงล่างของรถเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นหากเจอลูกระนาดควรชะลอความเร็วค่อยๆ ขับผ่านอย่างนุ่มนวลที่สุด

2. ไม่ควรบรรทุกของหนักจนเกินไป
หลายคนอาจคิดว่าการที่มีสัมภาระต่างๆ ไว้บนรถทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า จะทำให้สะดวกสบายเวลาเดินทางไปท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการบรรทุกของหนักโดยไม่จำเป็นเพราะนอกจากจะเปลืองน้ำมันแล้ว ยังทำให้โช้คอัพมีประสิทธิภาพที่ลดลงอีกด้วย

3. ขับขี่เดินทางไกลอย่าลืมเช็กสภาพรถยนต์บริเวณช่วงล่างและลมยาง
อาจเริ่มด้วยการลองขับรถบนถนนเรียบทางตรง แล้วสังเกตดูว่าพวงมาลัยตรงหรือไม่ หากไม่ตรงต้องรีบจัดการนำรถไปตั้งศูนย์ใหม่ หรือ หากขับทางขรุขระแล้วได้ยินเสียงกุกกัก ต้องรีบนำไปให้ช่างแก้ไขโดยด่วน โช้คอัพก็เช่นกัน เราสามารถตรวจเช็กคราบน้ำมันได้ที่บริเวณกระบอกโช้ค ว่ารั่วหรือไม่ เพราะระบบช่วงล่างของรถทั้งหมดมีผลในการทรงตัวของรถขณะขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัย

การดูแลให้รถอยู่ในสภาพดีเสมอไม่ใช่เรื่องยาก และถ้าต้องการดูรถมือสองสภาพดีหรืออะไหล่ประดับยนต์ก็ดูได้ที่นี่เลย

ขอขอบคุณ
ข้อมูล :TOKICO

เปิดโฉม Hyundai Elantra 2021 กับดีกรีความโฉบเฉี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น

ขุมพลังของ Hyundai Elantra 2021 เป็นเครื่องยนต์บล็อก 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบกำลังสูงสุดที่ 149 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 179 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT ที่จะทั้งไหลลื่นและช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น

ใช้แพลตฟอร์ม K3 ในการสร้างเจ้ารถคันนี้ ซึ่งข้อดีของมันก็คือน้ำหนักที่เบาลง สิ่งที่โดดเด่นนอกจากนั้นในเรื่องของดีไซน์ภายนอกก็มีทั้งกระจังหน้ารูปทรงคล้ายเพชรที่ทำให้นึกถึง Hyundai Sonata, ไฟหน้าทรงเหลี่ยม, ไฟท้ายทรง H-Tail, สปอยเลอร์ท้ายรถ, แนวหลังคาที่ลาดเอียงลง ส่วนเส้นสายด้านข้างก็มีลักษณะพาดเฉียงขึ้น ตามแบบฉบับ Sensuous Sportiness ของค่ายนี้

ส่วนดีไซน์ภายในห้องโดยสารของ Hyundai Elantra 2021 นั้นก็มีทั้งมาตรวัดดิจิตัล 10.25 นิ้ว, จออินโฟเทนเมนต์ 10.25 นิ้วเช่นกัน กับการรองรับแอปเปิลคาร์เพลย์และแอนดรอยด์ออโต้ครั้งแรกในรถยนต์เซกเมนต์เดียวกัน แต่ที่เราสนใจไปมากกว่านั้นก็คือลักษณะการดีไซน์ที่โอบล้อมผู้ขับขี่ที่ไม่ต่างจากค็อกพิทของเครื่องบิน โดยทางค่าย Hyundai (ฮุนได) นั้นให้คำนิยามว่าเป็น “รังดักแด้” นอกเหนือจากนั้นยังมีแสงไฟ 64 สีที่จะมอบบรรยากาศที่ต่างออกไปตามใจชอบ

นอกจากความสะดวกสบายจาก Digital Key ที่ใช้สมาร์ทโฟนหรือการ์ด NFC ในการสั่งการได้แล้ว ยังเพียบพร้อมไปด้วยระบบความปลอดภัย อาทิ ระบบขับเคลื่อนตามช่องจราจร, ระบบป้องกันการชนด้านหน้า, ระบบตรวจจับมุมอับสายตา, ระบบช่วยเหลือการถอยเพื่อจอด เป็นต้น

ข่าวดีในอนาคตก็คือ Hyundai Elantra 2021 เตรียมผลิตรุ่นไฮบริดอีกด้วย กับเครื่องยนต์ GDI ความจุ 1.6 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 1.32 kWh มอบกำลัง 141 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 264 นิวตันเมตร ทำงานคู่กับเกียร์ดูอัลคลัตช์แบบ 6 สปีด

ส่วนสนนราคาของ Hyundai Elantra 2021 ยังไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด

หลัก 5 ข้อเมื่อคุณต้องจอดรถซ้อนคัน

บทความนี้สำหรับมือใหม่หัดขับ หรือใครที่อาจจะหลงลืมจนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ในสถานการณ์ที่ซองจอดรถเต็ม และคุณจำเป็นต้องจอดซ้อนคัน ขั้นตอนเหล่านี้จะทำให้คุณจอดรถได้อย่างปลอดภัย และถือเป็นมารยาทในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย

หากมีเส้นตีไว้ จอดให้ขนานกับเส้นที่กำหนด หากไม่มี หมุนพวงมาลัยและตั้งล้อให้ตรง ป้องกันการที่ผู้ขับขี่รถคันอื่นมาเข็นแล้วรถจะเอียงไปทางใดทางหนึ่ง

เข้าเกียร์ N และปลดเบรกมือ ขั้นตอนนี้จะบอกว่าสำคัญที่สุดก็คงไม่ผิดนัก เพราะหากคุณเข้าเกียร์ P หรือดึงเบรกมือไว้ จะไม่มีทางที่ผู้ขับขี่รถคันอื่นจะมาเข็นรถของคุณได้เลย ส่วนรถเกียร์กระปุกก็เพียงแค่เข้าเกียร์ว่างเท่านั้นเอง

สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติบางรุ่น เมื่อคุณเข้าเกียร์ N แล้วดับเครื่อง จะทำให้ไม่สามารถดึงกุญแจออกมาได้ วิธีแก้คือให้เข้าเกียร์ P เสียก่อน ดึงกุญแจรถออกมา แล้วนำไปเสียบตรงรูเล็กๆ ด้านข้างคันเกียร์ หลังจากนั้นให้เลื่อนลงมาที่ตัว N

บางสถานที่จอดอาจพื้นไม่เรียบ มีความลาดชัน ส่งผลให้รถเกิดอาการไหล การแก้ไขคือนำก้อนหินหรือบางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่พอมาวางไว้ที่ล้อรถ เพื่อไม่ให้รถเคลื่อนที่ได้

พึงตระหนักเอาไว้ว่า ให้เหลือพื้นที่พอที่ผู้อื่นจะสามารถเข็นรถ และรถที่จอดอยู่ด้านในสามารถขับออกมาได้
ทำตามขั้นตอนง่ายๆ เพียงเท่านี้ การจอดรถซ้อนคันของคุณก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นแล้วนั่นเอง

‘รถเล็กรุ่นท็อป’ กับ ‘รถใหญ่รุ่นล่าง’ เลือกตัวไหนดี?

การตัดสินใจซื้อรถใหม่สักคันหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะรถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ก็มีคุณสมบัติและข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกันไป

แม้ว่าจะตกลงปลงใจกับยี่ห้อใดนี่ห้อหนึ่งไปแล้ว แต่บางครั้งราคาค่าตัวที่จ่ายไป ก็สามารถข้ามไปเล่นรถที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ ด้วยการเพิ่มเงินอีกเพียงเล็กน้อย หรือหากมองรถใหญ่ไว้อยู่แล้ว จะลงไปเล่นรถที่มีขนาดเล็กกว่า แต่ให้อ็อพชั่นมาเพียบ แถมยังเซฟเงินในกระเป๋าได้อีกนิด เรื่องแบบนี้ทำให้ใครหลายคนลังเลอยู่ไม่น้อยทีเดียว

Sanook! Auto จึงขอแนะนำ 5 ปัจจัยหลักช่วยตัดสินใจเลือกระหว่าง 'รถเล็กรุ่นท็อป' กับ 'รถใหญ่รุ่นล่าง' จะเลือกรุ่นไหนดีกว่ากัน?

อ็อพชั่นติดรถเหมาะสมกับการใช้งานจริงไหม?

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคประมาณว่า "ถ้าราคาตัวท็อปจะแพงขนาดนี้ หันไปเล่นรุ่นใหญ่แทนดีกว่า" จริงอยู่ที่การหันไปเลือกรถยนต์รุ่นใหญ่กว่า มักดูคุ้มค่ากว่าเสมอ แต่ในความเป็นจริงนั้น แม้ว่าจะเป็นรถรุ่นใหญ่กว่า แต่อาจติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานมาให้น้่อยกว่ารถรุ่นเล็กตัวท็อป ซึ่งไม่เหมาะกับการใช้งานของใครหลายคน โดยเฉพาะหนุ่มสาวสมัยใหม่ที่มีความต้องการใช้งานฟังก์ชั่นสมัยใหม่มากขึ้น

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรับได้ไหม?

แน่นอนว่าหากข้ามไปเล่นรถยนต์รุ่นใหญ่กว่า ก็จะตามมาด้วยอัตราสิ้นเปลืองที่มากกว่า แถมบางครั้งสมรรถนะยังสู้รถยนต์ที่มีขนาดเล็กกว่าไม่ได้ ดังนั้นจึงควรเลือกรถยนต์ที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงจึงจะดีที่สุด

มีผู้โดยสารไปด้วยเป็นประจำหรือไม่?

การถอยรถใหม่ควรคำนึงถึงลักษณะการใช้งานด้วยว่า จะมีผู้โดยสารเดินทางไปด้วยเป็นประจำหรือไม่ ถ้าเน้นใช้งานในครอบครัวที่ต้องเดินทาง 4-5 คนเป็นประจำทุกสัปดาห์ การเลือกรถที่มีขนาดใหญ่ก็จะช่วยให้โดยสารได้สบายมากขึ้น แต่หากใช้งานเพียง 1-2 คนแล้วล่ะก็ รถยนต์ขนาดเล็กจะช่วยให้คล่องตัวกว่า ไม่เทอะทะ หาที่จอดง่ายกว่า เป็นต้น

เน้นขับในเมือง หรือวิ่งต่างจังหวัด?

รถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า จะช่วยให้ขับทางไกลได้สบายกว่า ยกตัวอย่างรถยนต์ระดับ D-Segment ค่ายญี่ปุ่นในบ้านเราส่วนใหญ่ มักเน้นช่วงล่างที่นุ่มนวล นั่งสบาย เพิ่มความผ่อนคลายในการเดินทาง แต่หากเน้นใช้งานในเมือง รถที่มีขนาดเล็กจะช่วยให้คล่องตัวมากกว่า โดยเฉพาะความฉับไวในการเปลี่ยนเลน ความง่ายในการกะระยะ รวมถึงการหาที่จอดรถ ฯลฯ

ค่าบำรุงรักษาระยะยาว

รถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ก็จะตามมาด้วยค่าบำรุงรักษาที่มากกว่าเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นอะไหล่แบบเดียวกัน แต่ราคาอาจต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็นต้องซื้อรถขนาดใหญ่ การเปลี่ยนไปซื้อรถรุ่นเล็กกว่า จะช่วยให้ประหยัดค่าบำรุงรักษาได้ด้วย

ถึงแม้ว่าราคารถรุ่นเล็กตัวท็อป จะสามารถข้ามไปซื้อรถยนต์รุ่นใหญ่ได้ แต่สิ่งที่ได้อาจไม่เหมาะสมกับการใช้งานจริงเสมอไป ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ จึงควรวัดกันที่ความเหมาะสมในการใช้งานของเราเป็นหลักครับ

กําเนิด “LAMBORGHINI” กระทิงเปลี่ยวแห่งวงการ Super Car

เมื่อปีที่ผ่านมา Lamborghini แบรนด์รถยนต์ Super Car ระดับโลก ได้ปล่อยกระทิงดุที่ชื่อ Huracan EVO ออกมาบนท้องถนน ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างไม่เหมือนใคร พร้อมสมรรถนะ ความเร็วที่นักเลงรถยนต์ต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าไม่ธรรมดา ที่สําคัญ ถึงแม้ราคาค่าตัวจะเริ่มต้นเกือบ 25 ล้านบาท แต่ก็ยังสามารถปิดการขายได้ทั่วโลกแบบชิลๆ ทําไมคนถึงยอมจ่ายให้กับแบรนด์ขนาดนี้ และทําไม Lamborghini ถึงมีโลโก้เป็นรูปกระทิง วันนี้ RodKaidee มีที่มาที่ไปมาเล่าสู่กันฟัง

เราอาจจะเห็นรูปลักษณ์ภายนอกและตัวถังที่ดูทันสมัย แต่จริงๆ แล้ว Lamborghini (ลัมโบร์กินี) มีอายุอานามกว่าห้าทศวรรษเข้าไปแล้ว โดยถือเป็นแบรนด์รถซูเปอร์คาร์สําหรับสายสปอร์ต จาก ประเทศอิตาลี ที่มีโลโก้เป็นรูปกระทิง ซึ่งต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับประเทศสเปนเลย แต่ เป็นเพราะว่านี่คือสัญลักษณ์ตามปีเกิดของ Ferruccio Lamborghini ผู้ก่อตั้งต่างหากล่ะ
Lamborghini เริ่มต้นกิจการขึ้นในปี ค.ศ. 1963 โดยเน้นเจาะไปที่ตลาดรถสปอร์ต ซึ่งมีคู่แข่งตัว สําคัญยืนตระหง่านอยู่แล้วอย่าง Ferrari แต่ด้วยวิสัยทัศน์บวกกับความมั่นใจและวลีเด็ดมัดใจผู้ขับขี่ ที่ว่า “มาหาเรา ถ้าคุณต้องการรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” ทําให้ Lamborghini สามารถก้าวขึ้นมา เทียบชั้นกับตํานานอย่าง Ferrari ได้อย่างงดงามและรวดเร็ว

แต่ใครจะรู้ล่ะว่า ลึกๆ แล้ว กําเนิดของรถยนต์แบรนด์กระทิงเปลี่ยวนี้ เกิดขึ้นจากความหงุดหงิดใน เรื่องการให้บริการของ Ferrari ต่างหากล่ะ !

เรื่องมันมีอยู่ว่า สมัยที่คุณ Lamborghini กลับมาจากสงครามโลกครั้งที่สอง และก่อตั้งโรงงานรถ แทรกเตอร์ของตัวเองจนประสบความสําเร็จสุดๆ ด้วยรสนิยมของเขาที่ชื่นชอบรถ Ferrari มาก จึง ยอมเสียเงินจํานวนไม่น้อยซื้อมาเก็บสะสมไว้หลายรุ่น ซึ่งแน่นอนว่าในเวลานั้น Ferrari คือเจ้าตลาด เพียงหนึ่งเดียว แต่ Ferruccio Lamborghini ก็ได้พบปัญหาใหญ่กับ Ferrari 250 GT และมีการส่ง ซ่อมหลายครั้งมาก ก็ไม่หาย ถึงขนาดเอาเรื่องนี้ไปบ่นกับ Enzo Ferrari แทนที่จะได้รับการตอบรับที่ ดี มีไมตรีจิต กลับได้รับแต่คําดูถูกเหยียดหยามต่างๆ นาๆ จนเป็นหนึ่งแรงผลักดันที่ทําให้ Ferruccio Lamborghini ต้องการที่จะผลิตรถยนต์ของตัวเองมาขายแข่งกับ Ferrari นั่นเอง

และนี่คือเรื่องราวอันทรงคุณค่า ปนด้วยความสนุกเล็กๆ ของแบรนด์ Super Car ชื่อก้องโลกที่เหมาะ สําหรับคนที่มีรสนิยมสูง (และรายได้สูงด้วย) ซึ่งโมเดลยอดนิยมในปัจจุบันที่หลายๆ คนคุ้นเคยกันดี ก็คือ Lamboghini Aventador นั่นเอง

หากใครที่อินไปกับเรื่องราวความเป็นมาของ Lamborghini แล้วล่ะก็ อย่าลืมแวะเข้ามาชมความงาม ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะได้เลยที่ Rodkaidee เพียงคลิกเดียว ไม่ต้องออกไปไหนไกลให้ลําบาก