ออกเจอย่างถูกวิธี ดีต่อสุขภาพ

เมื่อเรากินเจกันครบ 9 วันแล้วก็ถึงเวลาที่เราจะออกเจอย่างมีสติให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสมดุล เพราะร่างกายจะเคยชินกับการย่อยอาหารอ่อนๆ อย่างผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว งา มาถึง 9 วันเต็มๆ ค่อยๆ ปรับให้ถูกวิธีจะดีต่อสุขภาพเราอีกด้วยนะคะ

ลองดูวิธีการเหล่านี้ค่ะ..

1. ในช่วง 2-3 วันแรกอย่าเพิ่งกินเนื้อสัตว์ใหญ่ที่ย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู
เนื้อไก่ ให้เริ่มกินอาหารจำพวกนมถั่วต่างๆ ไข่ ปลา

เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสภาพก่อน เพราะอาหารพวกเนื้อสัตว์ถ้าทานไปในทันทีอาจเกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยได้ อาหารญี่ปุ่นก็น่าจะตอบโจทย์นี้ได้ดีเหมือนกัน เริ่มกันที่สลัดแซลมอนก็ได้

2. พยายามหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เลือกอาหารอ่อนๆ หรืออาหารรสจืดไปก่อน เพราะถ้าจัดอาหารรสจัดเลยทันทีอาจทำให้ระบบย่อยอาหารของเรามีปัญหาทำให้เกิดอาการปวดท้อง

3. เมื่อเข้าสู่วันที่ 4 จึงค่อยเริ่มกินเนื้อสัตว์ในปริมาณที่น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียว-หมูปิ้งริมถนนที่โหยหา

หรือเสต๊กเนื้อดีดีซักชิ้น

4. ควรรับประทานอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่ควบคู่กันไปด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี

5. พยายามลดแป้งและน้ำตาล เพราะช่วง 9 วันที่กินเจมา เราบริโภคแป้งกันไปเยอะมากแล้ว ให้หันมากินอาหารที่ไม่มันมาก ประเภทต้ม ย่าง ยำ อบ นึ่ง อาหารพื้นบ้านพวกแกงเลียง แกงป่า แกงอ่อม ต้มยำ น้ำพริก-ปลาทู น่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่า

นี่คือวิธีการง่ายๆในการออกเจอย่างถูกวิธีและถ้าจะให้ดีต่อสุขภาพด้วยนั้นอย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยค่ะ แล้วใครที่กำลังมองหาเครื่องออกกำลังกายไว้ติดบ้าน ขอบอกเลยว่าที่ Kaidee มีเครื่องออกกำลังกายให้คุณได้เลือกช้อปมากมายเลยนะคะ บางทีคุณอาจจะเจอเครื่องออกกำลังกายดีดีที่ราคาไม่แพงมาไว้เล่นที่บ้านเลย ไม่ต้องออกไปเจอรถติดให้ลำบาก สุขภาพดีทั้งภายในและภายนอกแบบนี้ ใครล่ะจะไม่อยากได้ จริงมั้ยคะ?

กินข้าวในปิ่นโตออร์แกนิคใจกลางเมือง

ในยุคสมัยนี้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจในวิถีการอยู่การกินกันมากขึ้น คำว่า “ออร์แกนิค" เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของพวกเรา ...ออร์แกนิค คือ ผลผลิตจากการเกษตร ที่ได้ผ่านกระบวนการผลิตทางเกษตรที่ปลอดสารเคมีทุกชนิดที่จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกระบวนการเลี้ยง การปลูก ต้องมีการดูแลอย่างพิถีพิถัน ก่อนที่จะเริ่มการปลูกก็จะต้องเตรียมหน้าดินด้วยวิธีธรรมชาติ เมล็ดพันธุ์ที่เลือกมาปลูกต้องสะอาดปลอดภัย เรียกได้ว่าตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการต้องผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถัน ตามหลักมาตรฐานสากล

Patom คือ ออร์แกนิกคาเฟ่ที่เปิดอยู่ใจกลางทองหล่อ ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 49 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Organic Living เน้นเสิร์ฟเมนูสุขภาพ ผัก และผลไม้ ด้วยวัตถุดิบออร์แกนิคมาตรฐานสากลจากกลุ่มเกษตรกรในมูลนิธิสังคมสุขใจ และภายในร้านยังมีจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ ทั้ง สบู่ ยาสระผม ลิปบาล์ม และอื่นๆอีกหลายอย่าง

ที่นี่จะเน้นเสิร์ฟอาหารเมนูเพื่อสุขภาพทานง่าย ที่ทางร้านปรุงสดใหม่ทุกวัน ด้วยวัตถุดิบออร์แกนิคมาตรฐานสากลจากกลุ่มเกษตรกร รายได้จากการจำหน่าย 3% มอบให้กับมูลนิธิสังคมสุขใจ เพื่อสมทบทุนการพัฒนาระบบอาหารที่สมดุลย์

ภาชนะที่ใช้จะเป็นปิ่นโต น้ำจากขวดแก้วซึ่งทุกอย่างนำมาล้างแล้วใช้ใหม่ได้ ที่นี่เป็น Self Serviceนะคะ เราไปเลือกหยิบอาหารที่ต้องการ แล้วไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ และเมื่อทานเสร็จก็มาเก็บในที่ที่จัดไว้โดยแยกประเภทของขยะและภาชนะใส่ตามที่เค้าจัดไว้ค่ะ

อาหารที่นี่มีทั้งคาวและหวาน ที่เราชิมมาจะมี

ขนมไทยต่างๆ รสชาติหวานน้อยๆทานเพลินๆ

ตะลิงปิงคลัมเบอร์บาร์ อร่อยมากก

ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน น้ำจิ้มแซ่บๆ

อยากไปลองอีกหลายเมนูเลยค่ะ เดี๋ยวแวะไปอีกแน่ๆค่ะ

ใครแนวสุขภาพไม่ควรพลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง แนะนำว่าให้มาวันธรรมดา หรือมาเช้านิดนึงค่ะ เพราะคนเยอะเหมือนกันร้านนี้และชาวต่างชาติก็มากันเยอะมากด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเราอยากทำอาหารแนวออร์แกนิคทานเองที่บ้านก็ไม่ยาก ลองเข้าไปหาซื้อผักผลไม้จากใน FarmKaidee ดูก็ได้นะคะ มีให้เลือกหลายอย่างเลยค่ะ และเราก็สามารถสร้างสรรค์เมนูแนวสุขภาพแบบนี้ได้เองเช่นกัน

เทคนิคและวิธีเลือกเครื่องปั๊มนม ที่คุณแม่ต้องรู้

คุณแม่ที่มีธุระหรือต้องกลับไปทำงาน และต้องการปั๊มนมเก็บไว้ให้ลูก แต่ไม่รู้จะเลือกเครื่องปั๊มนมอย่างไร เรามีเทคนิคดี ๆ มาฝาก
(more…)

สปา ออนเซนสไตล์ไทยๆ ใน จ.กระบี่

สปาเป็นชื่อเรียกของวิธีการบำบัดด้วยน้ำ เป็นการรักษาอาการเจ็บป่วยของกล้ามเนื้อ การนวดเพื่อสุขภาพ นวดรักษาโรค และนวดเพื่อผ่อนคลาย สปาในญี่ปุ่น คือก็การแช่หรือการอาบน้ำแร่ธรรมชาติหรือออนเซน ด้วยมีความเชื่อกันว่าความร้อนของน้ำแร่ ธรรมชาติจะช่วยขับพิษออกจากร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อยและสดชื่น

ปัจจุบันสปาในเมืองไทยมีมากมายทุกหย่อมหญ้าแต่มีสปาที่ๆหนึ่งที่เรารู้สึกว่าที่นี่แหละมีความคล้ายออนเซนที่ญี่ปุ่นมากที่สุด คือที่ Wareerak Hot Spring Retreat by Vacation Village พิกัดที่ตั้ง อยู่ที่ หมู่ 5, ต.คลองท่อมเหนือ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ กระบี่ไม่ใช่มีดีแค่ทะเลอย่างเดียว ที่นี่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติ ที่ดีต่อสุขภาพและผิวพรรณด้วยค่ะ

เมื่อเรามาถึงก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เหมาะสม ขอบอกว่าน่ารักมากๆเป็นแบบไทยๆ แล้วมาสครับผิวกันก่อนที่จะลงแช่น้ำ ส่วนประกอบของครีมที่เอามาขัดผิวได้แก่ ข้าวสารข้าวหอมมะลิ เอามาปั่น ผสมโยเกิร์ต ผสมน้ำมันมะพร้าว และน้ำมันมะขาม ขัดผิวให้จนทั่วตัว ข้าวสารที่ปั่นจะยังหยาบๆ นิดหน่อย ใช้วิธีการขัดเบาๆ ลูบไปตามตัว ไม่เจ็บ ห้ามขัดแรงเพราะผิวอาจถลอกได้ ผลที่ได้คือผิวที่เนียนนุ่มแบบสุดๆ จากนั้นก็ไปล้างตัวเอาโยเกิร์ตขัดผิวออกให้สะอาด แล้วเตรียมลงแช่น้ำแร่กันค่ะ

บ่อที่เราเห็นเรียงๆ กันอยู่นี้มีอุณหภูมิที่แตกต่างกันค่ะ วิธีการลงแช่ ไม่ใช่การแช่ยาวๆไปทีเดียว การลงแช่น้ำแร่ที่วารีรักจะมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานอยู่

บ่อน้ำร้อนจะสร้างเป็นชุดติดๆ กัน ชุดละ 3-4 บ่อ ประกอบไปด้วยน้ำอุ่น 1 บ่อ น้ำร้อน 1 บ่อ และน้ำเย็น 1 บ่อ สามารถเดินข้ามไปแต่ละบ่อได้ในไม่กี่ก้าว ก่อนอื่นต้องทำการปรับสภาพร่างกายด้วยการลงแช่บ่อน้ำอุ่น 3 -5นาที จากนั้นย้ายไปบ่อน้ำร้อน 3-5 นาที จากนั้นลงบ่อน้ำร้อนสลับกับน้ำเย็น 3 รอบ เป็นอันเสร็จพิธี บ่อน้ำที่นี่จะสะอาด มีการขัดล้างบ่อเอาน้ำออกทุกวันค่ะ เราแช่ได้ด้วยความสบายใจ

แล้วก็จะมีการทำโยคะพื้นฐาน 2-3 ท่า เป็นฤๅษีดัดตน เน้นการควบคุมลมหายใจเข้า-ออก ต่อจากนั้นจะแช่อีกสักพักก็ได้ แต่ให้แช่บ่อน้ำเย็นเป็นบ่อสุดท้ายก่อนขึ้นจากน้ำแร่เสมอ เพื่อให้รูขุมขนมันปิด พนักงานจะคอยชี้แจงและดูแลทุกขั้นตอนของเราให้เป็นไปอย่างถูกต้อง และเพื่อดูแลความปลอดภัยของเราด้วย น้ำร้อนที่นี่มีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 40-45 องศา มีการนวดประคบร้อนให้ด้วยนะคะ

ปิดท้ายด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวจากธรรมชาติ

หลังจากแช่น้ำแล้วร่างกายจะรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย และตัวเบาๆมาก พร้อมที่จะไปนวดไทยต่อกันเลยนะคะ Therapist ที่นี่มีความชำนาญทุกท่าน รับรองว่าออกจากทีนี่ไปร่างกายเราจะสบายแน่นอนค่ะ

และสำหรับเซ็ตอาหารกลางวันที่เสิร์ฟของที่นี่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพนะคะ แนวอาหารคลีนนิดๆและปิดท้ายด้วยผลไม้ตามฤดูกาลเท่าที่แถวนี้จะหามาได้ค่ะ

หากใครที่อยากมีประสบการณ์แปลกใหม่หรือหาสิ่งดีๆให้เป็นรางวัลกับตัวเอง พวกของต่างๆ ในบ้านที่ไม่ได้ใช้งานเก็บไว้ก็รกบ้าน เอามาลงขายเปลี่ยนเป็นงบเที่ยวได้นะคะ

กินกันวัณโรค

สงสัยกันมั้ยคะ? เวลาที่คุณจะไปต่างประเทศแล้วบางทีต้องโดนตรวจปอด ทำไมหละ? ทำไมเพื่อนคนเกาหลีไม่เห็นต้องตรวจเลย เพื่อนคนอังกฤษก็ไม่เห็นตรวจเลยเวลาเค้ามาไทยหรือไปประเทศอื่นๆ ก็เพราะว่า ประเทศของพวกเค้าไม่สุ่มเสี่ยงไงหละคะ!!! คนไทยสุ่มเสี่ยงอะไรกัน?! ก็สุ่มเสี่ยงวัณโรคไงคะ โดยเฉพาะวัณโรคปอดสุดฮิตตตตต

เนื่องจากเชื้อวัณโรคจะระบาดในสถานที่ที่มีความแออัดของผู้คนและแสงแดดเข้าไม่ถึง ซึ่งประเทศไทยของเราเนี่ยก็มีชุมชนแออัดเยอะพอสมควร รวมถึงระบบสาธารณูปโภคที่ยังอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ

เจ้าเชื้อวัณโรคสามารถเกิดได้กับทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวัณโรคที่โพรงจมูก หรือ ที่อื่นๆของร่างกายจากสถิติประเทศไทย เราติดอันดับ 1ใน 14 ประเทศ ที่มีผู้ติดเชื้อวัณโรคสูงถึงอัตรา 1.2แสนคนต่อปี และเสียชีวิตปีละ 1.2หมื่นรายเลยทีเดียว น่ากลัวใช่มั้ยหละคะ!!!!!! ที่พบบ่อยสุดก็คือ วัณโรคปอด ค่ะ เอ๊ะ… แล้วกลไกลในการติดเชื้อวัณโรคปอดไปจนถึงเกิดอาการจะเป็นยังไงกันนะ

ให้ลองนึกว่าปอดของทุกคนเป็นแก้วน้ำเปล่าค่ะ แล้วเจ้าเชื้อวัณโรคเป็นหยดน้ำหวานเฮลบลูบอยสีแดงหนึ่งหยดที่บังเอิญหยดลงไปในแก้วน้ำเปล่า ตอนแรกแก้วน้ำเปล่าก็จะยังไม่ใช่สีชมพูใช่มั้ยคะ อันนี้เรียกระยะไม่แสดงอาการ ค่ะ เมื่อร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถสร้างตัวทำลายเจ้าเชื้อแฝงนี้ได้ มันจะค่อยๆเป็นสีชมพูทีละนิดจนทั่วทั้งแก้ว เหมือนการติดเชื้อวัณโรคที่ปอดเลยค่ะ เมื่อติดเชื้อและอยู่ในระยะแสดงอาการ ปอดของเราก็จะเริ่มมีจุดสีขาวเต็มปอด นี่คือการอักเสบของปอดของเรานั่นเอง ซึ่งอันตรายถึงชีวิตเลยนะคะ

สมัยก่อนอดีตกาลล้านแปดพันปี (เว่อร์ไว้ก่อนพ่อสอนไว้ค่ะ แหะๆ) การรักษาเจ้าวัณโรคปอดทำไม่ได้ค่ะ ยังไม่มีผู้คิดค้นวิธีรักษาได้ คนที่เป็นโรคนี้ก็คือไร้ญาติขาดมิตรเลยค่ะ แต่ปัจจุบันรักษาหายขาดได้ แต่ก็ค่อนข้างใช้เวลาและความอดทนมากเลยค่ะ เพราะผู้ป่วยต้องทานยาติดต่อกัน 6 เดือน และในบางเคสต้องทานยาติดต่อกัน 1-2 ปี ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือผลข้างเคียงของยานั่นเอง

อาการต่างๆของผลข้างเคียงได้แก่ ตับอักเสบ , อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ถ้าให้ยาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง , ผิวหนังเกรียมแพ้แดด , ปวดมือ , ตามัว และ อาจตาบอดได้ , หูตึง และสุดท้ายคือ เสียการทรงตัว

และด้วยความเทพของวงการแพทย์ในปัจจุบัน จึงค้นพบว่า เจ้า “พริกไทย” สามารถยั้บยังเจ้าเชื้อวัณโรคได้ จึงมีผู้ค้นคว้าต่อยอดเพื่อจะนำเจ้าพริกไทยมาสกัดและใช้ควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน เพื่อลดผลข้างเคียงของยารักษา โดยเมนูที่มีส่วนประกอบของ พริก(สยาม) อ่ะล้อเล่นนน พริกไทย ก็มีหลากหลายเมนู ลองมาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

ปลากะพงผัดพริกไทยดำ

สเต๊กหมูพริกไทยดำ

กุ้งทอดกรอบคั่วพริEกเกลือและพริกไทยอ่อน

น้ำพริกพริกไทยอ่อน

หมูสามชั้นผัดพริกไทยอ่อน
เห็นเมนูก็น้ำลายไหลแล้วนะคะ สิ่งสุดท้ายที่ผู้เขียนอยากจะฝากให้ผู้อ่านได้ลองคิดตามก็คือ การที่เราทำงานอย่างหนัก กินข้าวไม่ตรงเวลา กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ แล้วสุดท้ายล้มป่วยหนัก
เงินที่หามาได้ก็เอาไปใช้ค่ารักษาจนหมด มันคุ้มค่าหรือคะ? อยากฝากให้ทุกคนรู้จักการ “Work Life Balance” ค่ะ ต้องทำงานให้ดี แต่ในขณะเดียวกันสุขภาพก็ต้องดีด้วย การเลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพก็เป็นการเริ่มต้น “Work Life Balance” ที่ดีเลยนะคะ และสำหรับผู้ที่ Work Life Balance แบบไม่รู้จะ Balance ยังไงแล้ว แต่เงินในกระเป๋าไม่ Balance เรยข่า!!! สามารถลงขายของที่ไม่ใช้แล้ว หรือ ของมือหนึ่ง เพื่อหารายได้เสริมกันได้ที่ Kaidee ข่าาา ทีนี้ ทั้ง Work ทั้ง Life ทั้ง Money ก็จะสมดุลขึ้นนะคะ อิอิ

คนท้องควรกินอะไรและกี่มื้อ?

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะอาหารสำหรับหญิงตั้งครรภ์เตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์จนถึงคลอด
และหลังคลอดเน้นแม่กินอาหารช่วยเพิ่มน้ำนม เช่น หัวปลี ใบกระเพรา ฟักทอง เพราะนมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก
(more…)

ฟินลิ้นไปกับการผสมผสานจากร้านอาหารฟิวชันเด็ดๆ

ยุคนี้เป็นยุคสมัยของการปรับตัว โลกหมุนไปไวมากและแคบมากลงทุกที ปัจจุบันวัฒนธรรมทางด้านอาหารได้ผสมผสานกันไปหมด การกินอาหารแบบเดิมๆอาจดูน่าเบื่อตนเกินไปในบางครั้ง จึงได้มี Fusion Food เกิดขึ้นและได้รับความนิยมมากในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ชอบการเรียนรู้ การผสมผสานทางวัฒนธรรมการกินจากหลายๆชาติ และที่สำคัญที่สุดคือรสชาติอาหารและหน้าตาอาหารจะต้องดี มีการผสมผสานอย่างลงตัว และถ่ายรูปอวดชาวโลกได้ไม่อายใคร
และถ้าหากจะพูดถึงอาหาร Fusion ในเมืองไทย บอกได้เลยว่ามีเยอะมากตั้งแต่ Street Food ยัน Fine Dining กันเลยทีเดียว วันนี้เราจะพาไปร้านเด็ดๆในใจซัก 2-3 ร้านที่มำอาหาร Fusion ออกมาได้โดนใจ มีร้านอะไรบ้างตามมากันเลย

1.THYME EATERY & BAR
ที่ตั้ง : 411/2 ถนนนางลิ้นจี่ ยานนาวา กรุงเทพฯ แถวๆช่องนนทรี

เป็นร้าน สไตล์ Bar & restaurant เน้นเสริฟอาหารโมเดิร์นยูโรป บรรยากาศร้านเหมาะมานั่ง hang out ร้านนี้เด่นที่อาหารสเปน แต่ก็เป็นสไตล์ Fusion ที่ทำรสชาติให้ถูกปากคนไทย

อาหารจาน Fusion ที่มีการผสมผสานอย่างลงตัวของร้านนี้เรายกให้จานนี้

'Spaghetti Tom YumW' สปาเกตตี้ต้มยำกุ้งแม่น้ำ เป็นสปาเกตตี้ต้มยำกุ้งที่แตกต่างจากที่เคย ซอสที่เชฟใช้ผัดเส้นสปาเกตตี้นั้นเชฟได้เอาเครื่องต้มยำทุกอย่างไปปั่นรวมกัน ทำให้เครื่องต่างๆของต้มยำเคลือบอยู่บนเส้น เวลาทานเราจะได้สัมผัสรสชาติของสมุนไพรทุกตัว ไม่ได้เขี่ยทิ้งแบบเวลาทานต้มยำปกติ และกุ้งแม่น้ำที่ย่างมาก็สุกกำลังดี แถมมีน้ำจิ้มซีฟู้ดมาให้ไว้ในจานอีกด้วย

'Garlic Prawns' กุ้งผัดกับกระเทียม และใส่พริกเล็กน้อย กุ้งมาแบบสุกกำลังดีเป๊ะ ไม่แข็งจนเกินไปและไม่ดิบ รสชาติเค็มนิดๆมีเผ็ดแทรกหน่อยๆ ทานกับขนมปังที่เสิร์ฟมาพร้อมกันนี่อร่อยพอดี

2. Met Café
ที่ตั้ง : อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลคามิลเลี่ยน ทองหล่อ

อาหารที่นี่ถือว่าเป็นอาหารสไตล์โฮมเมดอย่างแท้จริง เพราะได้รวมเอาเมนูเด็ดๆสูตรอาหารที่ทำทานกันที่บ้านหรืออาหารที่พบเจอระหว่างการเดินทางมาไว้ที่นี่ เราจะพบความหลากหลายของอาหารทั้งอาหารที่เป็นแบบดั้งเดิมและอาหารที่ถูกนำมาประยุกต์ผสมผสานชนิดที่เราอาจจะคาดไม่ถึงว่าเมื่อเอามาอยู่รวมกันแล้วจะอร่อยแบบนี้ ทางร้านจะเลือกใช้วัตถุดิบอย่างดีมีคุณภาพ พืชผักบางชนิดมาจากสวนผักออร์แกนิคที่ทางร้านปลูกเอง

'เพนเน่ผัดสะตอ' จานนี้เป็นการพบกันระหว่างอาหารฝรั่งคือเพนเน่ กับอาหารไทยทางใต้คือผัดสะตอ ตอนแรกเรายังคิดว่ามันจะไปกันได้เหรอ แต่ปรากฏว่าเป็นจานที่เราชอบมากที่สุดอันดับ 1 ของที่นี่เลย ด้วยความที่สะตอมาแบบกำลังดีเคี้ยวมันๆผัดกับหมูสับมาแบบรสชาติจัดจ้านเสริฟ์พร้อมกุ้งย่าง เพนเน่ผัดมาแบบเข้าเนื้อ อร่อยทุกคำจริงๆ

'แองเจิลแฮร์เนื้อปูผัดพริกขี้หนูสด' จานนี้จะมาแบบผัดพริกแห้ง+กระเทียม รสชาติจะเผ็ดนิดๆ ปูจะมากันเป็นก้อนๆ ความจัดจ้านแบบอาหารไทยไปกันได้ดีกับอาหารอิตาเลี่ยน

3. BANGKOK TRADING POST BISTRO & DELI
ที่ตั้ง : อยู่ในโรงแรม 137 PILLARS Suites & Residences Bangkok สุขุมวิท 39

ร้านในแนว All-Day Breakfast Spot อย่าง Bangkok Trading Post Bistro & Deli ห้องอาหารสไตล์ International Cuisine คอนเซ็ปต์ของที่นี่ใช้ความเป็น Traveller Mood เมนูในร้านนี้ดัดแปลงมาจากการเดินทางท่องเที่ยวและอาหารยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ รสชาติถูกปากคนไทยแน่นอน

'Pizzaไส้อั่ว / Pizza ทะเล' ห้ามพลาดเลยสำหรับ Pizza ไส้อั่ว มันเข้ากันได้อย่างลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ความเข้มข้นของสมุนไพรในไส้อั่วทำให้จานนี้ถูกใจอย่างมาก

'แกงไก่' เสริฟ์มาในเซ็ตปิ่นโต พร้อมข้าวสวยและสลัด เครื่องแกงรสจัดคล้ายๆพวกแกงแขก-มัสมั่นแต่ มีมะเขือเทศ ลิ้นจี่ใส่มาคล้ายๆกับแกงเผ็ดเป็ดย่างด้วย

วันนี้ลองออกไปค้นหาอาหาร Fusion ที่มีรสชาติแปลกๆใหม่ๆ หนีความจำเจจากอาหารเดิมๆเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ หนีออกจากกรอบเดิมๆ และสร้างสีสันให้กับชีวิตเรากันเถอะ หรือถ้าอยากจะเซฟอีกนิด ก็ถ่ายรูปของไม่ใช้ในบ้านมาลงขาย เปลี่ยนให้เป็นงบได้ 1 มื้อสบายๆ ลองเลย

เลี้ยงสัตว์ในคอนโดให้มันโอ จะเลี้ยงอะไรดี?

อยู่คอนโดบางทีมันก็เหงา และเดี๋ยวนี้ก็มีคอนโดหลายที่ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ แต่ก็จะมีข้อแม้แตกต่างกันไปในแต่ละที่เช่นบางคอนโดจะจำกัดน้ำหนักสัตว์ที่เลี้ยงเมื่อเทียบกับตารางเมตร หรือบางที่ก็จำกัดแค่ 2 ตัวต่อ 1 ยูนิต ซึ่งสัตว์เลี้ยงสุดฮิตก็คงจะหนีไม่พ้นน้องหมาน้องแมว แต่ถ้าลองแหวกแนวเป็นสัตว์อื่นๆ ดูล่ะจะมีสัตว์เลี้ยงอะไรที่น่าสนใจมั่ง

ปลา
ตัวเลือกแรกสำหรับผู้ที่อยากเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ส่งเสียงรบกวนห้องข้างๆ แถมยังสวยงามดูแลง่ายอีกด้วย ถ้าเลี้ยงปลาหางนกยูงแนะนำให้เลี้ยงในอ่างดิน อาจจะวางไว้ตรงระเบียงเก๋ๆ ก็ได้ หรือถ้าอยากเลี้ยงในตู้ก็แนะนำปลากัด ปลาสอด เพราะไม่ต้องดูแลมากเท่าปลาทอง ไม่ต้องใช้สายออกซิเจนก็อยู่ได้ แต่ปลากัดเป็นปลาที่กระโดดเก่ง ควรเลือกตู้ปลาที่มีฝาปิดเพื่อป้องกันไม่ให้มันกระโดดจากตู้ออกมาลาโลกในช่วงคุณไม่อยู่

กระต่าย
เจ้าตัวนี้ความน่าเอ็นดูเต็มสิบ แถมยังไม่ส่งเสียงร้องโวยวาย แต่ก็สร้างความวิบัติกับเฟอร์นิเจอร์ของคุณได้ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะสายไฟ เพราะมันจะกัดทุกอย่างที่ขวางหน้า ดังนั้นต้องดูแลให้ดีอย่าปล่อยให้มันเป็นอิสระในช่วงที่คุณไม่อยู่ในคอนโด และที่สำคัญมันเป็นสัตว์ที่แสนเซ้นซิทีฟ บางทีเจอกับเสียงดังๆ อาจตกใจถึงขั้นตายเลยก็มี และฉี่ของมันยังมีกลิ่นฉุนมากอีกด้วย

เต่า
เป็นสัตว์อีกชนิดที่เงียบๆ นิ่งๆ เนิบๆ ดูเพลินๆ แต่ก็ต้องศึกษาให้ดีเพราะเต่าบางพันธุ์จากตอนแรกตัวเล็กๆ น่ารัก แต่พอโตเต็มวัยนี่หนักเกือบ 100 กิโลก็มี อย่างเช่นเต่าซูลคาต้า และสิ่งที่ต้องระวังที่สุดในการเลี้ยงเต่าคือการดูแลเรื่องความสะอาด เพราะกลิ่นขี้เต่านี่เหม็นสุดๆ ยิ่งถ้าเลี้ยงในพื้นที่ปิดอย่างคอนโดด้วยแล้วถ้าไม่หมั่นทำความสะอาดตู้บ่อยๆ คุณจะต้องเผชิญกับกลิ่นที่ทำให้คุณปวดแก่นกะโหลกได้เลย ไม่เชื่อลองถามคนที่เคยเลี้ยงเต่าญี่ปุ่นมาก่อนดูสิ

นก
เจอสัตว์สายเงียบไปแล้ว มาถึงสัตว์สายโวยวายกันบ้าง นกบางชนิดร้องเสียงดังมาก แต่บางชนิดก็ขี้อ้อน ยิ่งถ้าเชื่องมากๆ จะบินมาเกาะไหล่ มาอ้อนเวลาคุณกลับมาถึงห้อง แต่ก็นั่นแหละ คุณจะต้องเจอกับการขับถ่ายที่ไม่เป็นที่เป็นทาง เศษขนที่หลุดปลิวกระจายไปทั่วห้อง อาจจะเหนื่อยเก็บกวาดหน่อยแต่ก็เพื่อความสุขก็คงต้องยอมน่ะเนอะ

หนูแกสบี้
เจ้าตัวเล็กปุกปุยหน้าแบ๊วอย่างหนูแกสบี้ก็น่าเลี้ยงไม่หยอก แต่คุณก็ต้องถามตัวเองว่าสามารถดูแลได้มากขนาดไหนเพราะหนูแกสบี้เป็นสัตว์ที่ต้องกินพืชที่มีกากใยเป็นหลัก คุณอาศัยอยู่ในคอนโดจะสามารถหาหญ้าขนมาให้เค้ากินได้เพียงพอรึเปล่า และแกสบี้เป็นสัตว์ที่ระคายเคืองกับฉี่ตัวเอง โดยปกติแล้วควรทำความสะอาดถาดรองกรง 2 วันต่อครั้ง แต่แกสบี้จะจดจำเสียงฝีเท้าของคนเลี้ยงได้ แค่ได้ยินเราเดินมาเจ้าแกสบี้ก็ร้องเรียกตาแป๋วแล้วล่ะ

และสำหรับใครที่มองหาสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะอยู่คอนโดหรือที่ไหน อันดับแรกเลยต้องถามตัวเองก่อนว่าเราแค่อยากเลี้ยงอยากเล่นเฉยๆ พอเบื่อแล้วก็ทิ้งๆ ขว้างๆ รึเปล่า ถ้าแบบนั้นไปคาเฟ่สัตว์เลี้ยงน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้ามั่นใจแล้วว่าพร้อมดูแล ให้ความรักเพราะเค้าก็เป็นอีก 1 ชีวิตที่เกิดมาร่วมโลกกับเรา ก็มาเลือกสัตว์เลี้ยงได้ที่นี่เลยจ้า

หนีร้อนไปพึ่ง (ของ) เย็น

อากาศร้อนๆแบบนี้  อยู่บ้านก็ร้อน คงต้องหาของกินเย็นๆคลายร้อนกันดีกว่านะคะ  มาดูกันเลยว่าของกินคลายร้อนแบบราคาไม่ร้อนตามอากาศมีอะไรบ้าง   อ่านจบแล้วรับรองว่าหายร้อนกันแน่นอนค่ะ

 

เซ็งซิมอี๊ ลือลั่นสะท้านโลกันต์
คือร้านขายน้ำแข็งไสหวานเย็นหรือขนมหวานเจ้าเก่าแก่สไตล์ไทยๆ อร่อยไม่แพ้บิงซูหรือคากิโกริเลย  ร้านเซ็งซิมอี๊เรียกได้ว่าเป็น ต้นตำหรับเต้าทึงเลยก็ว่าได้  เป็นธุรกิจที่ดำเนินงานมานานกว่า 60 ปีจากรุ่นสู่รุ่น

ความสนุกของการกินน้ำแข็งไสที่ร้านเช็งซิมอี๊  คงอยู่ที่ความหลากหลายของเครื่องน้ำแข็งไสที่มีให้เลือกกว่า 50 ชนิดที่เราสามารถเลือกได้ตามใจชอบ  มาตรฐานคือ1 ถ้วยเลือกได้ 3 อย่างหรือจะเลือกเมนูที่เค้าจัดมาให้แล้วก็ได้อร่อยแน่นอนในราคา 30 บาทและเมนูที่แพงสุดก็ไม่เกิน 40 บาทค่ะ 

ปัจจุบันร้านเช็งซิมอี๊นั้นมีอยู่หลายสาขาทั่วกรุงเทพ  น่าจะผ่านๆตากันอยู่  เช่น สาขาอุดมสุข สาขาสวนหลวงสแควร์ สาขาบรรทัดทองและสาขาเสาชิงช้าซึ่งเป็นสาขาที่เราแวะไปชิมกันมาค่ะ

วันนั้นได้ชิมกันไปหลายเมนู  อร่อยชื่นใจหายร้อนและข้อสำคัญขนมที่นี่ไม่หวานจัดจนเกินไป  ทำให้กินได้อย่างไม่รู้สึกผิดมาก

เช็งซิมอี๊ (30 บาท) – เต้าทึงน้ำลำไยพร้อมเครื่องแบบจัดเต็มทั้งเนื้อลำไย ลูกเดือย พุทราจีน แผ่นแป้งกลม แปะก๊วย ถั่วแดงและถั่วปากอ้า

ทิม พร้าว แห้ว (40บาท) – น้ำแข็งไสทับทิมกรอบพร้อมด้วยแห้วกับมะพร้าวเผาในน้ำกะทิรสหวานละมุน ทับทิมกรอบ

 

ถิงถิง บิงซูน้ำขิง
เมื่อพูดถึงน้ำขิงวัยรุ่นแบบเราคงจะเบือนหน้าหนีกัน  เพราะจะนึกว่าน้ำขิงเป็นของสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น   แต่วันนี้น้ำขิงได้ถูกนำมาปรับโฉมเปลี่ยนวิธีการนำเสนอให้ร่วมสมัยมากขึ้น  โดยยังคงใช้สูตรลับเฉพาะของอาม่า ตกทอดมาถึงรุ่นหลาน  ที่นำมาดัดแปลงเป็นความอร่อยที่ผสมผสานความไทย-จีน และรุ่นเก่า-ใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ร้านบิงซูน้ำขิงจะใส่ใจในเรื่องสุขภาพโดยพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ และทุกอย่างจะทำมาแบบหวานน้อย  สำหรับคนชอบหวานก็สามารถเติมน้ำตาลทรายแดงที่วางไว้บนโต๊ะได้นะคะ

ปัจจุบันร้านถิงถิง บิงซูน้ำขิง มี 8 สาขา ได้แก่ สาธุประดิษฐ์26, โชคชัย4ปากซอย34, วัชรพล ตรงข้ามโลตัส เยื้องเสถียรธรรมสถาน, อารีย์ ตรงข้ามกระทรวงการคลัง, อุดมสุขระหว่างปากซอย48และ50, บางใหญ่ ตลาดบางใหญ่ซิตี้ ลานนกขมื้น, พระราม2 ระหว่างปากซอยพุทธบูชา 42และ44, เมืองทอง อยู่ทางเข้าเมืองทอง (เส้นเดียวกับมสธ) 100 เมตร จากถนนแจ้งวัฒนะ ก่อนถึงบึงน้ำ

บิงซูถิงถิง (60 บาท) – Signature ของร้าน หน้าตาก็เหมือนบิงซูที่เราคุ้นเคย มีน้ำแข็งเกล็ดละเอียดรสชาติน้ำขิง เสริฟ์มากับเต้าฮวยแผ่นใหญ่และเฉาก๊วยโรยด้วยน้ำตาลทรายแดง  ถ้วยเล็กข้างๆ ใส่บัวลอยมา 2 ลูก ซึ่งเลือกไส้ได้ (มีงาดำ งาขาว ถั่วแดง คัสตาร์ด)  เราชอบไส้งาดำที่สุดเลยเลือกมาทั้ง2 ลูกเลยค่ะ

บิงซูเต้าทึง (65 บาท) – น้ำแข็งเกร็ดละเอียดรสชาติน้ำลำไย เสริฟ์มากับรากบัว พุทราจีน แปะก๊วย และลำไย  นี่มันคือเต้าทึงมาในรูปแบบใหม่  แต่คงความชื่นใจเหมือนเดิม

บัวลอยงาดำน้ำขิง+เต้าฮวย (55 บาท) – ลองเมนูร้อนกันบ้าง  ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำขิงอยู่แล้ว ทั้งเผ็ดทั้งร้อน ถ้าอยากหวานเติมน้ำตาลทรายแดงได้นะคะ แต่เมื่อกินบัวลอยงาดำไปเราจะสัมผัสกับความหวานเบาๆของไส้อยู่แล้วค่ะ

 

ไอศครีมทิพย์รส
ร้านตั้งอยู่ในซอยกรุงเทพฯ-นนทบุรี 2 (สถานี MRT เตาปูน ทางออกที่ 3) เป็นร้านไอศกรีมโฮมเมดสัญชาติไทยแท้ที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน  ที่ร้านมีไอศกรีมให้เลือกหลากหลายรสชาติ ทั้งกะทิ เผือก ช็อกโกแลต มะม่วง ชา ทุเรียน และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่รสยอดนิยมคือไอศกรีมกะทิ และสามารถเพิ่มเครื่องต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นลูกชิด, มะยมเชื่อม, มะม่วงเชื่อม, ข้าวเหนียว และถั่วลิสง นะคะ ราคาเริ่มต้นที่ 30 บาท และมีให้ซื้อกลับบ้านด้วยค่ะ

เมนูในตำนานยอดนิยม ข้าวเหนียวทุเรียน (69 บาท) – ไอศครีมทุเรียน 4 ลูก รองด้านล่างด้วยข้าวเหนียวมูน โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด  ไอศครีมทุเรียนของทิพย์รสรสชาติดีเข้มข้น  ผู้นิยมบริโภคทุเรียนต้องชอบแน่นอน

สายรุ้ง (49 บาท) – เลือกไอศครีมได้ 4 รสชาติแล้วราดชอคโกแลตหรือสตรอเบอรี่ก็ได้ตามใจเรา  โรยหน้าด้วยลูกกวาดสีๆเด็กๆน่าจะชอบ

แต่ถ้าถ้ากินขนมเย็นๆ อร่อยๆ แล้วยังดับร้อนได้ไม่สุด แนะนำให้มาหยุดที่เครื่องปรับอากาศค่ะ จะมองหาแอร์ พัดลม เครื่องทำความเย็น ก็มาดูที่ Kaidee ในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าได้เลยจ้า