เช็คให้ดีภาษีนักช้อป

เข้าสู่ 3 เดือนสุดท้ายของปีแล้ว ตอนนี้สินค้าแฟชั่นก็ออกมาเผยโฉมจนเกือบจะครบ Collection แล้ว สาวๆ ก็คงเกิดกิเลสภายในใจอยู่ไม่น้อยล่ะสิ ก่อนอื่นเลย ขอแสดงความยินดีที่สาวๆ ที่น่ารักสามารถผ่านช่วง Mid-Year Sale มาได้แบบยังไม่ล้มละลายมาก (ฮ่าๆๆ) แต่อย่าเพิ่งดีใจไปเพราะเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าช่วง Black Friday ของเมืองนอกนั้นยังมาไม่ถึง หลายๆ คนคงอยากจะรีบติดปีกซื้อตั๋วบินไปต่างประเทศเพื่อไปช้อปปิ้งในช่วงนั้นเลยใช่มั้ยล่ะ แต่แหม จะหมดปีแล้ว วันหยุดลาอาจจะไม่เหลือแล้วน่ะสิคุณ

แต่ก็นะ ถ้าได้ไปซื้อสินค้าแฟชั่นที่ต่างประเทศ หรือใครมีโอกาสช้อปจาก Duty Free จะสุดยอดวิมานสวรรค์แค่ไหนสาวๆ คงเข้าใจดี แต่สาวๆที่แวะเที่ยวต่างประเทศแล้ว คงไม่มีทางพลาดแน่นอนกับแบรนด์หลากหลาย เพราะไหนจะ Tax Free ไหน จะสามารถทำเรื่องภาษีคืนได้อีก ถ้ามีโอกาสเราเชื่อว่าสาวๆ ก็คงอยากจะไปช้อปด้วยตัวเองแหละ

เพราะแบบนี้แหละเลยมีสาวๆ หลายๆ คนหันมาพึ่งบริการพรีออเดอร์ต่างๆ ที่ดูสะดวกสบายแม้อาจจะต้องเสียเงินไปก่อนที่จะได้รับสินค้าหรืออาจจะแค่เสียค่ามัดจำบางส่วน แต่ก็ยังมีสาวๆ หลายๆ คนยอม แม้ว่ายังไม่ได้รับไมได้สัมผัสสินค้าเองก็ตาม ก็แหม… มันถูกกว่าแล้วก็สะดวกกว่า แต่สาวๆ หลายๆ คนอาจจะลืมไปว่าบริการ Pre-Order เดี๋ยวนี้นั้นไม่ได้สะดวกสบายอีกต่อไป เพราะทางสนามบินก็มีมาตรการเข้มขึ้นในการตรวจกระเป๋าเดินทาง ทำให้เหล่าแม่ค้า Pre-Order ต้องยกเลิกกิจการไปเป็นแถว ไม่ใช่แค่สสนามบินที่มีมาตรการเข้มขึ้นนะ ไปรษณีย์เองเดี๋ยวนี้ก็ตรวจสอบสินค้าที่สั่งจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น แถมยังตรวจสอบราคาและเรียกเก็บภาษีแรกเข้าก่อนที่จะได้รับสินค้าเสียอีก กลายเป็นว่าแทนที่จะได้จ่ายถูกกว่า กลายเป็นต้องมานั่งลุ้น ภาวนาขอให้อย่าโดนจับได้ แถมยังมีโอกาสต้องจ่ายภาษี รวมๆ ไปอาจจะกลายเป็นว่าต้องจ่ายมากกว่าด้วยนะคุ๊ณ!

สำหรับกรณีสั่งสินค้าจากอินเทอร์เน็ตนั้นถ้ามูลค่ารวมไม่ถึง 1,500 บาท กรมศุลกากรยกภาษีให้ แต่สาวๆ จะช้อปกันในราคา 1,500 บาทเท่านั้นหรอ หรือจะค่อยๆ ช้อปแบ่งบิลเป็นบิลละไม่เกิน 1,500 บาท เราว่าค่อนข้างลำบากไปหน่อยนะคะ ส่วนเรทภาษีการขนสินค้านำเข้าภายในสนามบินอยู่ที่อัตราภาษีศุลกากร หากเป็นการนำเข้านาฬิกาเข้ามา เสียอากรนำเข้า 5% และภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% แต่หากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเสีย 30% และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งปกติหากไปซื้อเมืองนอกก็ได้รับการคืนภาษี 20% อยู่แล้ว ก็เข้ามาเสียในประเทศเพิ่มอีก10% แน่นอนค่ะ

สินค้าแฟชั่นจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยแม้จะบอกว่าเราทำรีฟันภาษีได้จากต่างประเทศก็เถอะ จะต้องมานั่งลุ้นว่าต้องเสียเพิ่มอีก 10% หรือไม่ ยิ่งโดยเฉพาะปลายปีนี้กรมศุลกากรเพิ่งตรวจรับมอบและติดตั้งเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพาน 23 เครื่อง ที่สนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าจะพร้อมใช้งานภายในปลายปีนี้ ซึ่งจะสแกนกระเป๋าเดินทางทุกใบ ตรวจสอบการนำเข้าวัตถุต้องห้าม ยาเสพติด รวมทั้งสินค้าแบรนด์เนมได้ โดยไม่ต้องสุ่มตรวจเปิดกระเป๋าเหมือนในอดีต และใช้ AI ในการการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและวิเคราะห์ภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์สินค้า เพิ่มความสามารถตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย และสินค้าหนีภาษี กรมศุลกากรนางพร้อมขนาดนี้ ฟังแล้วสยองกันมากเลยทีเดียวสำหรับขาช้อป แต่ก็ไม่อยากให้เครียดจนเกินไปนัก ถ้าเราทำถูกต้องตามข้อตกลงก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

แต่ก็มีอีกทางเลือกนึงสำหรับสายแฟชั่น แค่ลองมาช้อปที่ Kaidee เรามีสินค้ามือหนึ่ง มือสองแบรนด์เนมมากมายให้คุณเลือก ทั้งกระเป๋า นาฬิกา และสินค้าแฟชั่นอื่นๆ เผลอๆ คุณอาจจะเจอรุ่น Limited Edition ที่หายากก็ได้ ที่สำคัญยังสามารถนัดเจอกับผู้ขาย เช็คสินค้าก่อนที่จะจ่ายเงินได้อีกด้วย ไม่ต้องเสี่ยงโดนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต้องรอพรีออเดอร์ ถ้าสนใจลองใช้ดูเลย

แรงบันดาลใจไทยๆ…ในรันเวย์

เป็นปรากฏการณ์ตื่นเต้นฮือฮาในโลกโซเชียล สำหรับงาน Paris Fashion Week 2016 ที่หลายๆ คนยังติดตาไม่ลืมกับ ภาพแบรนด์ Balenciaga ที่เปิดตัวกระเป๋าคอลเลคชั่นใหม่แล้วทำเอาคนไทยฮือฮาสุด ๆ เพราะกระเป๋าใบใหญ่หลากสีสันนี้ช่างคล้ายคลึงกับถุงกระสอบที่พ่อค้าแม่ค้าชาวไทยใช้กันบ่อยเสียเหลือเกิน

นี่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่ยืนยันได้เลยว่าแฟชั่นสไตล์ไทยๆ นั้นกำลังเป็นที่จับตามองในกระแสแฟชั่นโลก

นอกจากนั้น ผ้าบาติกที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) บูรณาการร่วมกับภาครัฐและเอกชน ทั้งในส่วนกลางจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ได้คัดนักออกแบบมือดี เฟ้นหานักคิดนักสร้างสรรค์ และเจ้าหน้าที่ ร่วมพัฒนาลายผ้าไทยร่วมสมัย โดยโครงการนี้เน้นในการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ตลอดจนแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใช้เป็นแกนหลักพัฒนาสร้างสรรค์เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต ผ้าบาติกซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของคนในท้องถิ่นจนเกิดผลสำเร็จ ได้ลายผ้าที่ทันสมัยและน่าสนใจจากชุมชน 24 แห่ง รวม 24 ลาย เป็นการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลงานแฟชั่นจากโครงการนี้จะนำเสนอสู่สายตาชาวโลกในงานแอลแฟชั่นวีค 2018 ที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันอาทิตย์ที่ 2 ก.ย.2561 ขณะที่ผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์จัดแสดงในนิทรรศการ Comtemporary Southern Batik by OCAC ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.-2 ก.ย. สถานที่เดียวกัน

และเราได้รวบรวมแฟชั่นจากรันเวย์โลกที่ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นไทยเข้าไปด้วยมาให้ได้ชมกัน

และที่สำคัญ "Vivienne Westwood Fall/Winter 2019-20" ก็ได้หยิบยกผ้าถุงไทยมาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง แม้จะดูแปลกๆ แต่หากพิจาราณาดูใกล้ๆ ก็จะเห็นได้ถึงความงามของผ้าไทย ลวดลายอันอ่อนช้อยและสีสันที่สะสุดตา จนทำให้ลุคนี้กลายเป็นลุคที่โดดเด่นมากที่สุดบนรันเวย์เลยทีเดียว!

เห็นมั้ยล่ะว่า ตอนนี้ความเป็นไทย ความเป็นบ้านเราเมืองเรากำลังโกอินเตอร์ไปถึงเมืองนอกกันแล้วและกลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง งั้นอย่าได้แคร์ค่ะสาวๆ ใครมีผ้าลายสวยๆ ผ้าตีนจก ผ้าซิ่น ผ้าบาติก สวยๆ เก็บเอาไว้ ต้องรีบรื้อออกมาตัดเป็นชุดด่วนๆ หรือใครยังไม่มีก็มาเลือกซื้อผ้าไทยสวยๆ เก๋ๆ ได้ที่ Kaidee นะจ๊ะ

LV bag artist collection

คงไม่มีสาวๆ สายแฟคนไหนที่ไม่รู้จักแบรนด์เครื่องหนังสุดคลาสติกที่อยู่ได้อย่างสตรองทุกยุคอย่าง “หลุยส์ วิตตอง” เชื่อว่าในตู้เสื้อผ้าที่บ้านของทุกๆ คนจะต้องมีไอเท็มของหลุยส์ วิตตองอย่างน้อยอยู่คนละชิ้นแน่ๆ เพราะในด้านของงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง หลุยส์ วิตตอง โชว์เทคนิคการดีไซน์แบบให้เห็นว่า ตำนาน 160 ปีของการทำกระเป๋าระดับโลกนั้น สามารถดีไซน์ออกมาเป็นรูปทรงอะไรก็ได้ รวมทั้งใช้กับอะไรก็เข้ากัน และไม่ลืมใส่สัญลักษณ์ความเป็นแบรนด์ที่สตรองในด้านฟังก์ชันLVLการใช้งาน รวมถึงดีไซน์ที่ทำขึ้นเฉพาะเพื่อเป็นตำนานไว้ครบถ้วน

และพิเศษสุดๆ ในปี 2019 นี้ หลุยส์ วิตตองได้สร้างแคมเปญพิเศษขึ้นชื่อว่า “ArtyCapucines” กับศิลปินแนว Contemporary ชื่อดัง 6 คนจากทั่วโลก หลังจากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่หลังจากการทำแคมเปญดีไซน์ร่วมกับ Stephen Sprouse ที่สร้างกระเป๋าฉีกกฏความเรียบหรูโดยการเพ้นท์ลาย graffiti ลงบนลายโมโนแกรมหลุย์ ในปี 2009 และอีกหนึ่งแคมเปญที่สร้างชื่อก็คือแคมเปญลาย Mono grams Multicolore ที่เปลี่ยนลายโมโนแกรมธรรมดาๆ ให้มีสีสันขึ้นทั้งหมด 33 สี ลาย Cherry Blossom (ดอกซากุระอารมณ์ดี) และดอกทานตะวันสีรุ้งที่เพิ่งกลับมาฮิตสุดๆ กันปีนี้ ซึ่งแคมเปญนี้ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของ Takashi Murakami เค้าเลยที่เปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ที่หรูหราให้สามารถดูสดใสร่าเริ่งเข้าถึงกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นมากยิ่งขึ้น

ความสำเร็จในการทำแคมเปญร่วมกับแบรนด์ต่างๆ และดีไซน์เนอร์ของหลุยส์ วิตตองนั้นทำให้ปีนี้ CEO ของหลุยส์ได้คัดเลือกศิลปินแนว Contemporary Arts ชื่อดังมาร่วมดีไซน์กระเป๋า ทรง Capucines ซึ่งเป็นทรงประเป๋าที่ได้วางขายครั้งแรกในปี 2013 ทำจากกระเป๋าหนังกะทิงซึ่ง ผิวหนังจะนุ่มและมีลายตุ่มนู่นมากกว่าหนังทั่วไป ดูๆ ไปก็คล้ายๆ กับหนังของ Hermes รูปทรงดีไซน์เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ไม่ใช้ลายโมโนแกรมปริ้นท์ลงไปบนหนังกระเป๋าแต่นำโลโก้มาออกแบบใหม่เป็นโลหะมาไว้ตรงกลางของกระเป๋าแทน ซึ่งเจ้า Louis Vuitton Capucinesใบนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกระเป๋าหนังสีเรียบไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งนั้น CEO เค้าจึงได้ไอเดียใหม่ที่อนุญาติให้ศิลปินทั้ง 6 คนที่ได้รับการคัดเลือกมานั้นใช้กระเป๋าLouis Vuitton Capucines เป็นผืนผ้าใบเปล่าๆ ที่ไว้ละเลงความคิดสร้างสรรค์ จะเอาสร้างรูปทรงใหม่เพิ่มลงไป เอาไปทุบ ไปเผา หรือทำอะไรก็ได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว มีอิสระในการใส่ความคิดสร้างสรรค์และตัวตนได้อย่างเต็มที่ แต่ต้องดูน่าสนใจ ร่วมสมัยและดูมีความคิดสร้างสรรค์

ศิลปินท่านแรกที่ได้รับเชิญมาร่วมออกแบบนั้นคือ Alex Israel เป็นศิลปินชาวอเมริกันที่เป็นหนุ่มแคลิฟอเนียแท้ๆ เติบโตมาจากเสียงคลื่นและต้นปาล์ม กระเป๋า ArtyCapucines ของเขาจึงถูกดีไซน์ออกมาอย่างสดใส จัดจ้าน ฉูดฉาด ด้วยเทคนิคดิจิตอลปริ้นท์ลายคลื่นที่ได้กลิ่นอายถึงความเป็นแคลิฟอเนี่ยน แถมยังมีส่วนตกแต่งเก๋ๆ ที่เป็นรูปทรงหูฉลาม เอาไว้เสียบติดให้ดูรับอารมณ์กับความเป็นซัมเมอร์มากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการถือเดินชิคๆ ไปตามชายหาดเก๋ๆ เวลาไป Vacation ที่เมืองริมทะเลหรูๆได้แบบไม่ซ้ำใคร

ส่วนคนต่อไปนั้นก็คือ Jonas Wood เขาเป็นศิลปินที่ชอบทำงานกับธรรมชาติ งานของเขาเองก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากใบไม้ ดอกไม้ ต้นหญ้า ซึ่ง ArtyCapucines ที่เขาดีไซน์นั้นยังคงรูปทรงเดิมไว้อยู่ เพียงแต่เพิ่มลายใบไม้กราฟฟิคที่วาดขึ้นมาเองกับมือ ลงเครื่องเดินด้ายทีละเส้นกับผิวของกระเป๋าให้เกิดเป็นลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเขาได้บอกว่าเขาไม่อยากเพิ่มเติมอะไรมากเกินไป อยากให้มันเป็นกระเป๋า Capucines ที่คนกล้าใช้ กล้าถือในชีวิตประจำวัน จึงยังคงสภาพความเรียบง่ายไว้ เพียงแต่ดีไซน์ความเก๋ไก๋ของ Pattern เพิ่มลงไป

Urs Fischer เป็นศิลปินชาวสวิสคนแรกและคนเดียวในโปรเจคนี้ ซึ่งเขาก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่แหวกแนวไปจากคนอื่นๆ ในโปรเจค โดยการไม่เพิ่มเติมลวดลายหรือส่วนประกอบใดๆ ลงไปในกระเป๋า ArtyCapucines ของเขาเลย แต่กลับดันเอาพวงกุญแจมาห้อยอยู่ด้านล่างกระเป๋า ArtyCapucines สีขาวเรียบ แต่ขอบอกว่าพวงกุญที่เขามาเอาห้อยนั้นเป็นรูปกล้วย จ้า ฟังไม่ผิดหรอก กล้วยที่เป็นผลไม้นั่นแหละ เอามาห้อยทั้งหวีเลย แต่ถ้าใครไม่ชอบกล้วย ก็มีแอปเปิ้ลทั้งผล สตอว์เบอรี่ แครอททั้งต้น กับเห็ดให้เลือกเปลี่ยน เลือกห้อยตามอารมณ์ เช่นกัน โดยพวงกุญแจรูปพืชผักเหล่านี้จะถูกห้อยลงมากับสายโซ่สีทองดูเลอค่าตามสไตล์ของหลุยส์ วิตตองและขอบอกว่าพวงกุญแจแต่ละอันนั้นเป็นงานทำมือล้วนๆ แต่ก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าดีไซน์เนอร์คิดอะไรอยู่ สงสัยกลัวว่าธรรมดาโลกจะไม่จำละมั้ง

มาต่อกับศิลปินคนถัดไปซึ่งเป็นชาวแอฟริกัน ArtyCapucines ที่เขานำมาออกแบบใหม่นั้นยังคงความเป็น Classic Capucines อยู่เพียงแต่เพิ่มเทคนิคการถักหนังให้เป็นเชือกห้อยประดับยาวลงมากับพื้นผิวกระเป๋า ซึ่งหนังที่นำมาเย็บติดกันนั้นก็เป็นหนังเช่นกันเพียงแต่ใช้เทคนิคเย็บอย่างหยาบๆ เพื่อสร้างลวดลาย ความน่าสนใจในชิ้นงาน มีความมากแต่น้อย เรียบแต่โก้ สาวๆ คนไหนที่ชอบความเรียบง่ายที่มีลูกเล่นขอเชียร์ให้จัดใบนี้ด่วนๆ

และศิลปินหญิงคนเดียวที่ร่วมทำโปรเจคนี้ก็คือ Tschabalala Self เป็นดีไซน์เนอร์สาวผิวหมึก ซึ่งเธอก็เอาเอกลักษณ์ความเป็นผู้หญิงผิวสีมาใส่เอาไว้งานของเธอ กระเป๋า ArtyCapucines ของเธอนั้นถูกออกมาแบบภายใต้คอนเซปต์แห่งการทำลายและการสร้างขึ้นมาใหม่ ลวดลายกระเป๋านั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยการเย็บติดชิ้นส่วนต่างๆ ที่มาจากวัสดุแตกต่างกัน ประกอบขึ้นให้มีความเป็นหลุยส์ วิตตองโดยการใช้ส่วนประกอบเหล่านั้น ตัดเป็นลวดลาย โมโนแกรม เลือกใช้สีของพื้นกระเป๋าและสีของวัสดุตกแต่งให้แตกต่าง ตัดกันออกไป แม้แต่สายกระเป๋าก็ยังเป็นคนละสีกับสืพื้นเลย เพราะเธอต้องการให้คงเอกลักษณ์ความชอบของสาวผิวหมึกเอาไว้ก็คือความมีสีสัน ฉูดฉาด ตัดกันเพื่อให้ตัดกับผิวสีเข้ม

ศิลปินคนสุดท้ายในโปรเจคนี้ก็คือ Sam Falls ซึ่งเป็นศิลปินที่ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ArtyCapucines ของเขานั้นก็ได้นำความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองนี้มาใส่เอาไว้ โดยการนำลายดอกไม้ตามสไตล์ของเขามาปริ้นท์ลงบนหนังกระเป๋าและเลือกใช้สีแนว Earth tones ที่ให้ความรู้สึกถึงฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ ArtyCapucines ที่เขาดีไซน์ใหม่นั้นดูเป็นธรรมชาติมากๆ แต่ที่พิเศษสุดๆ ก็คือโลโก้ Louis Vuitton ที่เขาได้นำไข่มุกแท้มาประดับแทนที่จะปล่อยให้เป็นโลหะแบบเดิมๆ เพิ่มความหรูหราและสร้างมูลค่าให้กับตัวกระเป๋ามากยิ่งขึ้น

เรียกได้ว่าทั้ง 6 คนนี้มีสไตล์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ใครชอบแบบไหนก็ไปเลือกช๊อปกันได้ทั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แต่ต้องรีบหน่อยนะ เพราะมีแบบละแค่ 300 ใบเท่านั้น ถ้าสู้ราคาไหว (แหม ก็ Limited และ Exclusive ขนาดนี้) ยังไงก็ขอเชียร์ให้มีเก็บไว้สักใบ รับรองว่าเก๋และโดดเด่นไม่ซ้ำใครแน่นอน แต่ถ้ายังไม่พร้อมก็เชิญช็อปกระเป๋าหลุยรุ่นอื่นๆ ได้ที่ Kaidee เลยจ้า

 
Credit
eu.

เปิดกรุกระเป๋า Designer Brand

คุณ Jossy Berry บิวตี้บล็อกเกอร์แสนสวยจะพาไปดูกระเป๋าดีไซเนอร์แบรนด์ในคอลเลกชัน ลองมาดูกันดีกว่าว่าจะมีใบไหนถูกใจคุณบ้าง ไปดูกันเล้ย

สุดยอดแบรนด์สนีกเกอร์ไฮโซ โอ้โห! จะไม่มีได้ยังไงล่ะวัยรุ่น!

อย่าเพิ่งเรียกตัวเองว่าเป็น Sneaker Collector ถ้าตู้รองเท้าของคุณยังไร้ซึ่งเงาของแบรนด์เหล่านี้ เรียงรายอยู่ในนั้น แน่นอนว่าแม้ราคาค่าตัวจะแตะหลักหมื่น แต่ใครเล่าจะฝืนใจไหว โดยเฉพาะนัก สะสมอย่างคุณ มาดูกันว่า สุดยอดสนีกเกอร์แบรนด์ไหนบ้างที่คุณควร (ต้อง) เสาะหามาไว้ประดับตู้ เพื่อควรค่ากับการเป็น The Collector ตัวจริงแบบไม่อิงนิยาย

1. ADIDAS NMD
ขอเรียกว่าเป็นรองเท้าที่พลิกโลกของสตรีทแวร์ไปเลยก็คงไม่ผิดนักสำหรับ adidas Nomad หรือ
NMD ที่ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของเสียเหลือเกิน ด้วยคอนเซปท์การออกแบบที่รวมเอา Uniqueness ของแต่ละรุ่นยอดฮิตในยุค 80s มาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น MicroPacer, Rising Star และ Boston Super ผสานกับนวัตกรรมพื้นรองเท้า BOOST และผ้าถัก Primknit จนกลายเป็นไลฟ์สไตล์สนีกเก อร์ที่คุณคู่ควรเป็นที่สุดจวบจนถึงปัจจุบัน

2. GUCCI
น้อยคนนักที่จะรู้ว่าแบรนด์ไฮโซจากแดนมักกะโรนีอย่าง GUCCI ก็มีคอลเลคชั่นรองเท้าผ้าใบกับ
เขาด้วยเหมือนกัน ถึงเทคโนโลยีจะไม่หวือหวา แต่งานออกแบบของ Alessandro Michele ก็ทำให้ ใครต่อใครหลงใหลด้วยมนต์เสน่ห์ของลายปักอันเป็นเอกลักษณ์ของ GUCCI สร้างสีสันและชีวิต ชีวาด้วยลายสิงสาราสัตว์ โดยเฉพาะลายผึ้งที่ต้องบอกว่า “เวรี่คูล” ซึ่งราคาตอนที่วางจำหน่ายครั้ง แรกก็สูงลิบ แต่ถ้าคิดจะเป็นสาวกสนีกเกอร์ตัวจริง ก็ต้องช่วงชิงเป็นเจ้าของให้ได้สักคู่

3. CONVERSE
ครองใจคนทุกเพศทุกวัยมาร่วมศตวรรษจริงๆ แบรนด์ Converse นี้มีที่มาจาก กีฬาบาสเกตบอลที่ได้
รับความนิยมในปี 1917 ทำให้รองเท้ารุ่นดั้งเดิมอย่าง Converse All Star กลายเป็นที่ฮือฮาด้วยดี ไซน์สุดคลาสสิกและสวมใส่สบาย กลายเป็นจนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของคนกลุ่มต่างๆ มากมาย รวมถึง Jack Purcell ก็เป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมชมชอบจากฮิปสเตอร์สายวินเทจด้วย รอยยิ้มอันมีเสน่ห์บนหัวรองเท้า เย้ายวนชวนให้สะสม

4. YEEZY
จากแรงบันดาลใจตั้งต้นของ Kanye West ศิลปินชื่อดังที่ผลักดันให้ Yeezy กลายเป็นรองเท้าผ้า ใบที่ออกแบบให้ใส่สบายที่สุดในยุคนั้น และได้หันไปร่วมมือกับ adidas เพื่อทำคลอด Yeezy BOOST 750 ออกมา ก่อนจะกลายเป็น Yeezy BOOST 350 ที่เรียกว่าได้รับกระแสตอบรับแรงสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ บวกกับนวัตกรรมความสบายและสามารถรักษารูปร่างของรองเท้าไว้ได้ด้วยการ ใช้วัสดุ TPU แทนโฟม

5. BALENCIAGA
Balenciaga เป็นแบรนด์แฟชั่นสัญชาติสแปนิช ซึ่งความโดดเด่นของ Balenciaga จะเป็นอย่า งอื่นไม่ได้นอกเสียจากงานออกแบบที่นำเอาแรงบันดาลใจจากงานศิลปะและเรื่องราวของผู้คนใน ประวัติศาสตร์ผสานเข้ากับศิลปะแบบ Surrealism จนเสื้อผ้าของ Balenciaga ถูกกล่าวขานว่าเป็น ผลงานศิลปะที่สวมใส่ได้อย่างสบาย และมีชื่อเสียงอย่างมากในวงการแฟชั่น Haute Couture และ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Balenciaga Triple S กลายเป็นไอเทมที่เร่าร้อนสุดๆ ในวงการสนีกเกอร์ จากการออกแบบที่ผสานรูปทรงเทอะทะในยุค 90’s ให้เหมาะสมกับยุคสมัยผ่านสมองของ Demna Gvasalia ดีไซน์เนอร์ประจำแบรนด์ จนเป็นรองเท้าผ้าใบระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาเกือบครึ่งแสน แต่ ก็ยังเป็นที่นิยมอย่างไม่น่าเชื่อจากคนทั่วโลก

“ รองเท้าดีๆ พรีเมียมแบบนี้ ใครบ้างจะไม่อยากได้ แล้วถ้าคุณมีสนีกเกอร์เหล่านี้นอนเหงาๆ อยู่ ในตู้รองเท้า เอาออกมาโพสต์ขายได้นะ จะได้ไปรันวงการกันต่อในคอลลเคชั่นอื่นๆ ”

6 เทรนด์เด็ดอัปเดตชุดแฟชั่นเฉดสปริง

ช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิ (สปริง) คือฤดูกาลแห่งความสดใส ความสดชื่น การเริ่มต้นใหม่ เป็นช่วงเวลาแห่งสีสันที่สาวๆ จะสามารถแต่งตัวโชว์เนื้อหนังมังสาประชันเหล่าบรรดาดอกไม้ที่ผลิดอกเบ่งบานได้เต็มที่ วงการแฟชั่นช่วงสปริงก็มักจะมีสีสันจัดจ้าน สดใสและมีความโดดเด่นมากกว่าในฤดูกาลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสีของผ้าเอง ลายปริ้นท์บนผืนผ้าที่มักจะใช้สีสันมากกว่าหนึ่งสีมาแต่งแต้มให้เสื้อผ้าต่างๆ ดูสดใสไฉไลเข้ากับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นงั้นเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าวงการแฟชั่นในสปริง 2019 ตอนนี้สีไหนที่กำลังมา นำเทรนด์สุดๆ ใส่แล้วเกิด เฉิดฉาย ใครๆ ก็เหลียวหลังมองเอาแบบปัง ใส่แล้วเกิด ยืนหนึ่ง ไม่ต้องกลัวว่าจะเชย วันนี้เราจึงเลือกสีที่น่าสนใจส่งตรงจากรันเวย์ปารีสมาให้สาวๆ เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ

สีเหลืองเลม่อน (Lemon Yellow)

สีเหลืองเลม่อนสีเหลืองคือตัวแทนแห่งแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นพลังงานบวกของทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก สีเหลืองจึงเป็นสีที่ให้อารมณ์เบิกบานใจ แจ่มใส ความรื่นเริง จินตนาการ ความหวัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่อย่างฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะปีนี้สีเหลืองเลม่อนที่ให้อารมณ์ซ่อนเปรี้ยวก็มาแรงสุดๆ แม้แต่แบรนด์ดังอย่างชาแนลยังต้องยกขึ้นมาใช้ในรันเวย์เลย โดยไอเท็มสีเหลืองเลม่อนเด็ดๆ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คงเป็น Sun Dress ตัวสั้นที่สามารถใส่ไปเที่ยวทะเลชิคๆ เก๋ๆ กับเพื่อนสาวได้ หรือไม่ก็เป็นเสื้อยืดพอดีตัวที่สามารถนำไปแมชให้เข้าลุคกับกางเกงยีนสีฟอกซึ่งเป็นอีกหนึ่งในเทรนด์ที่น่าสนใจ แต่ถ้าไม่เซลฟ์พอก็กระเป๋าถือแบบวอลเล็ตออนเชนที่มีสายคล้องสีเจ็บๆ ก็เอาไปแมชกับลุคอื่นๆ ได้ไม่ยาก แต่ถ้าอยากได้ลุคเบาๆ ก่อนก็แค่หาเคสมือถือสีนี้มาถือเจ็บๆ ก็พอ

สีเขียวนีออน (Neon Green)

สีเขียวนีออนเป็นอีกสีหนึ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในกระแสแฟชั่นเทรนด์สปริง 2019 แม้ว่าสีเขียวจะเป็นสีที่เป็นตัวแทนของความสงบแต่ความเป็นนีออนนั้นทำให้สีเขียวที่แสนสงบกลายเป็นสีเขียวที่น่าตื่นเต้นและโดดเด่นขึ้นเท่าตัว สีเขียวนีออนเป็นสีที่มาแรงและแซ่บที่สุดในรันเวย์ SS 2019 แบรนด์ดังอย่าง Jeremy Scott Natasha Zinko และ David Koma ได้หยิบยกมาใช้เป็นสีหลักแห่งฤดูกาล นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในวงการแฟชั่นเพราะส่วนใหญ่สีเฉดนี้มักจะถูกหลีกเลี่ยงเนื่องจากไม่เข้ากับสีผิวบางเฉดสีและจัดเข้ากับเสื้อผ้าเฉดสีอื่นๆ ค่อนข้างยาก การที่สีเขียวนีออนกลับมาบนรันเวย์อีกครั้งคือสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับวงการแฟชั่น สำหรับไอเท็มเด็ดๆ ก็คงต้องเป็นเสื้อครอปตัวสั้นสีเขียวนีออนแบบเจ็บจี๊ดเอาใจสาวมั่น ใส่กับกางเกงขายาวเข้ารูปก็ดูแซ่บ แต่ถ้ายังไม่มั่นพอก็แนะนำให้หาเป็นเครื่องประดับอย่างเช่นตุ้มหูหรือว่าเป็นกระเป๋าแบบ tote ก็ยังทำให้ดูอินเทรนอยู่ แต่ถ้าอยากได้ลุคตามเทรนด์สุดๆ ก็ลองหาน้ำยาทาเล็บสีนี้ขึ้นมาทาดูรับรองว่าจะโดดเด่นขับผิวเข้ากับทุกๆ ลุค

สีฟ้าคราม (Blue Sky)

สีฟ้านับว่าเป็นสียอดนิยมสำหรับสปริงคอลเลคชั่นในทุกๆ ปี เพราะสีฟ้าแสดงให้เห็นถึงความอ่อนโยน ความสงบ ความปลอดภัย เป็นสีที่สามารถตัดกับเฉดสีแรงๆ อย่างสีเหลือง สีชมพูหรือสีส้มได้อย่างลงตัวในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่นเสื้อผ้าที่ดูกลมกลืนเข้ากัน สีฟ้าครามคือสีของกางเกงยีนส์ Denim ฟอกซีดซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในปี 2019 นอกจากกางเกงยีนส์ Denim ที่เป็นสีที่นิยมและเข้ากับเครื่องประดับทุกๆ ชนิดไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาหรือสร้อยคอเส้นยาวที่ให้อารมณ์ชิลๆ รับลมเย็นฤดูใบไม้ผลิ ผ้าพันคอสีฟ้าครามก็สร้างลุคอ่อนโยนให้กับสาวๆ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

สีเงิน (Silver)

เมื่อมีความเปรี้ยวแซ่บของสีเขียวนีออนอยู่บนรันเวย์ปี 2019 อีกสีเปรี้ยวแซ่บไม่แพ้กันที่เอากันไม่ลงเลยก็คือสีเงินเมททาลิค สีเงินคือสีแห่งความหรูหรา ความสง่าสงาม เทคโนโลยีและความทันสมัยแต่ก็ซ่อนความดุดันไว้ สาวมั่นที่ไม่อยากตกเทรนด์ต้องรีบหาเสื้อผ้า กระเป๋า หรือเครื่องประดับสีนี้มาติดไว้ในตู้เสื้อผ้าด่วน เพราะความวิบวับ วอบแวบนี่แหละคืออีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงแซงโค้งในสปริง 2019 ใครมีใส่รับรองว่าปังสุดๆ ไม่มีวันนกเพราะคุณจะโดดเด่น มีแต่คนต้องเหลียวหลังมาก ถ้าสาวๆ ยังไม่มีเครื่องประดับสีเงินก็ควรหามาใส่ด่วนๆ ไม่ว่าจะเป็นกำไลเอย ตุ้มหูเอย สร้อยเอยก็ทำได้ทั้งนั้น แต่ถ้าอยากดูเปรี๊ยวแซ่บไม่แพ้ใครก็แนะนำเป็นเดรสสั้นสีเงินเมทาลิคแบบนี้เลยจ้า อ๊อ แล้วลองเอามาใส่กีบรองเท้าบูธสีเจ็บๆ อย่างสีเหลืองเลม่อนหรือสีเขียวนีออนรับรองเผ็ชไม่แพ้ใคร

สีชมพูอมม่วง (Pink Peacock)

สีนี้เป็นอีกสีที่น่าจับตามองและโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ในฤดูกาลนี้ สีชมพูอมม่วงหรือสี Pink Peacock เป็นสีที่สดใสซาบซ่านแต่ก็ดูน่าค้นหาภายในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ต้องการลุคเซ็กซี่แบบเข้มๆ แต่ไม่ดูยั่วยวนจนเกินไป ให้อารมณ์แบบว่าฉันก็เซ็กซี่ได้นะแก สีชมพูอมม่วงเป็นสีที่แบรนด์ดังต่างๆ จับมายืนหนึ่งออกแบบเป็นชุดเดรส แทนที่จะเอามาตัดหรือผสมกับเฉดสีของเสื้อผ้าตัวอื่นๆ เพราะสีนี้ขอบอกเลยว่ามันดีมากจริงๆ สามารถขับผิวให้ดูเปล่งปลั่งได้ทั้งสาวผิวแทนหรือสาวผิวขาวและสาวผิวสีก็ยังใส่ได้อีก เรียกได้เลยว่าเป็นสีที่ขึ้นแท่นยืนหนึ่งในฤดูกาลนี้เลย สำหรับไอเท็มที่เราอยากแนะนำสำหรับสีนี้ เสื้อสายเดี่ยวเองก็ดูเก๋ หรือว่าจะเป็นเดรสตัวยาวพิมพ์ลวดลายกราฟฟิค ลายดอกต่างๆ ที่ออกโทนชมพูม่วงก็อินเทรนด์ไม่แพ้กัน

สีชมพูปะการัง (Coral )

จะส้มก็ไม่ส้มจะชมพูก็ไม่ชมพูแต่สีนี้ Pantone เค้ายกให้เป็นสีแห่งปี 2019 เลยนะเออ เพราะแบบนี้วงการแฟชั่นจึงไม่สามารถละเลยเฉดสีนี้ได้เลย สีคอรัลเต็มรันเวย์สปริงเกือบทุกแบรนด์ที่ได้ขึ้น เพราะสีคอรัลนั้นเป็นโทนสีสดใสที่เกิดจากธรรมชาติ หรือใครจะมองว่าเป็นสีพีชก็ไม่ผิดที่ เป็นสีดูแล้วอบอุ่นแต่ก็สนุกสนาน มีความเป็นธรรมชาติแต่ก็มีความทันสมัย สนุกสนาน และมีชีวิตชีวา ให้ความรู้สึกว่าเป็นสีที่ช่วยเราทำให้เราสดชื่นขึ้นหลังจากที่โดนเทคโนโลยีและ Social Media เข้าครอบงำเรามากเกินไป ไอเท็มที่แนะนำนอกจากเสื้อผ้าแล้ว รองเท้าสีนี้ก็ดูซอฟ ดูสวยน่ารักหรือจะเป็นตุ้มหูสีพีชที่เป็นรูปทรงต่างๆ ก็ดูใสๆ ซอฟๆ เข้ากับสาวที่อยากได้ลุ้คแบ๊ว สายเกาห้ามพลาดเด็ดขาดจ้า

เป็นยังไงกันบ้างคะกับ 6 เทรนด์เด็ดอัปเดตเฉดสปริง ที่เรายกตัวอย่างมาให้ ใครที่ตามหาแฟชั่นไอเท็มเด็ดๆ ที่มีสีตามนี้ก็อย่าลืมมาหาซื้อที่ Kaidee นะจ๊ะ