ใครใช้ iPhone ต้องอ่าน!! วิธีง่ายๆไม่ให้เครื่องกระตุก

หลายๆคนที่ใช้ iPhone ไปสามปีหรือสี่ปี จะต้องเจอปัญหาต่างๆอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องที่เริ่มช้าลง เข้าแอปพลิเคชันและเด้งหลุด ทำให้หัวร้อนกันไปตามๆกัน!! ดังนั้นวิธีที่จะมาเล่าต่อจากนี้จะช่วยคุณให้เจอปัญหาเหล่านี้น้อยลง ไปดูกันเลย!!
1. เคลียร์แรมของ iPhone

อาจจะยังไม่รู้กันว่า iPhone ที่ถือๆกันอยู่ในมือนั้นสามารถเคลียร์แรม (หน่วยความจำที่เขียนและอ่านข้อมูล) ที่ใช้งานได้ วิธีก็ง่ายๆดังนี้

- ก่อนอื่นเริ่มจากการเข้า App Store และโหลดแอป SYSMonitor สำหรับตรวจสอบว่าเรานั้นใช้แรมไปแล้วมาก-น้อยแค่ไหน

- เมื่อรู้แล้วว่าเครื่องของเรานั้นใช้แรมเยอะ ให้เริ่มจากการกดปุ่มปิดเครื่องค้างไว้ จนหน้าจอแสดงว่า “Slide to power off”

- จากนั้นให้กดปุ่ม Home ค้างไว้ (ในกรณีที่ใช้ iPhone รุ่นที่ต่ำกว่า iPhone X)

- ถ้าหากเป็น iPhone X ขึ้นไปแล้วล่ะก็ ให้ไปตั้งค่า AssistiveTouch ออกมาก่อนและจึงค่อยกดปุ่ม Home ค้าง
2. จัดการข้อมูลใน iPhone

หาก iPhone ของคุณมีการแจ้งเตือนว่า พื้นที่ในเครื่องเหลือน้อยแล้ว ให้คุณลองเช็คดูได้เลย เพราะว่าการที่หน่วยความจำในเครื่องเยอะ เท่ากับว่าเครื่องจะทำงานหนักมากยิ่งขึ้น ที่ต้องอ่านหรือเขียนข้อมูลในแต่ละครั้งที่เราใช้งาน วิธีง่ายๆคือให้เริ่มจากไปเช็คก่อนว่าอะไรในเครื่องของเรานั้นมีเยอะและสามารถที่จะลบหรือย้ายข้อมูลได้ โดยเข้าไปที่ ตั้งค่า > General > iPhone Storage เท่านี้ก็จะได้รู้สิ่งที่ต้องจัดการแล้ว
3. ล้างเครื่อง (Restore)

หากรู้สึกว่าเกินเยียวยาในการที่จะจัดการข้อมูลหรือว่าลองเคลียร์แรมดูแล้วก็ยังไม่หาย การล้างเครื่องก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่จะทำให้ iPhone กลับมาลื่นไหลอีกครั้ง เพราะการล้างเครื่องนั้นจะทำให้เครื่องของคุณเหมือนกลับมามีชีวิตชีวาใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง
4. ซื้อใหม่!!

ทุกกิเลสดับได้ด้วยอำนาจแห่งเงินตรา หาก iPhone อืด ช้า ไม่ไหวจะเคลียร์ อ่อนเพลียไม่อยากจะSaid!! การใช้เงินซื้อคือทางแก้ปัญหาได้ดีที่สุด และซื้อ iPhone รุ่นใหม่ล่าสุดไปเลย!! ทีนี้เครื่องก็จะหายอืดแล้ว อีกทั้งคุณยังสามารถเอา iPhone ไปอวดเพื่อนได้อีกด้วย

ลองสังเกตและทำตามกันดูว่า iPhone นั้นหายกระตุก!! แล้วหรือยัง แต่ถ้าหากว่ายังแล้วล่ะก็ คงจะต้องทำตามข้อที่ 4 กันแล้วล่ะ!! เพราะว่าเร็วๆนี้ทาง Apple คาดว่าจะเปิดตัว iPhone 12 แล้ว ซึ่งใครที่ใจด่วนรอไม่ได้ อยากจะจัดเครื่องใหม่มาไว้ข้างกาย ต้องลองติดตามกันดูนะ

วิธีขอใบขับขี่ และ ใบขับขี่ดิจิทัล

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับใช้วันที่ 20 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จราจรมีสิทธิ์เรียกดูใบขับขี่ แต่ไม่สามารถยึดใบขับขี่ได้ ทั้งเราเองยังสามารถแสดงใบขับขี่ดิจิทัลแทนตัวจริงได้อีกด้วยนะคุณรู้กันยัง ถึงกระนั้นก็ยังมีคนที่ขับขี่ร่วมทางบนถนนกับเราที่ไม่มีใบขับขี่ปนอยู่ด้วยไม่น้อย

หนึ่งตัวเลขที่น่าจะบอกเราได้ว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหนก็คือตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนซึ่งนับเป็นเหตุเสียชีวิตของคนในประเทศสูงสุดตลอดกาลในบ้านเรา เฉพาะแค่กลุ่มเยาวชน 15-19 ปีก็สูงถึง 1,688 คนต่อปี ซึ่งนี่เป็นตัวเลขเฉลี่ยย้อนหลังสามปีจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข โดยจากข้อมูลสำรวจก็ยังพบเยาวชนอายุเพียงเก้าขวบที่ขับขี่พาหนะบนถนนหลวงอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างมาก

เหตุสำคัญส่วนหนึ่งคือผู้ที่ไร้ใบขับขี่ที่ยังประมาทว่า “ไม่เป็นไรหรอก” จนนำไปสู่เหตุสูญเสียร้ายแรง หากจินตนาการไม่ออกเราจะยกอีกหนึ่งตัวเลขมาโชว์ นั่นคือเฉพาะผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ที่ไร้ใบขับขี่ในประเทศไทยปัจจุบันมีจำนวนสูงถึงประมาณแปดล้านคน ซึ่งจากสถิติชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนของอุบัติเหตุทั้งหมดนั้นเกิดจากผู้ที่ไม่มีใบขับขี่นั้นมีมากกว่า 60% โดยผู้ที่ไม่มีใบขับขี่มีความเสี่ยงที่จะก่ออุบัติเหตุมากกว่าคนที่มีใบขับขี่สูงถึงสองเท่า และมีอัตราเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงถึง 34% เลยทีเดียว

ทางกรมขนส่งทางบกจึงได้แก้กฏหมายเพิ่มอัตราโทษกับผู้ที่ไม่มีใบขับขี่ หรือ ใบขับขี่หมดอายุเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท ไม่มีใบพ.ร.บ.ขนส่งหรือหมดอายุ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และผู้ที่ไม่แสดงใบขับขี่เมื่อถูกเรียกตรวจเป็น 10,000 บาท และปรับไม่เกิน 5,000 บาทสำหรับการไม่แสดงพ.ร.บ.ขนส่ง ซึ่งเป็นการอัพเดทข้อมูลให้ทันยุคทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นถ้าใครที่ใช้รถใช้ถนนอยู่ทุกวันโดยยังไม่มีใบขับขี่ เราขอร้องตอนนี้เลยว่ารีบไปทำซะ โดยเริ่มจากการเข้าไปจองคิวรับการอบรมที่ ebooking.

เทียบทีเด็ดหมัดต่อหมัดระหว่าง กล้อง Mirrorless กับ กล้องมือถือ

กล้องมือถือ หรือ Mirrorless ! ทีเด็ดของภาพสวยแห่งยุคดิจิทัล
ต้องยอมรับว่าโลกยุคใหม่มีตัวช่วยในการทำ “เรื่องยาก” ให้เป็นเรื่องง่าย สบายเหลือเชื่อเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องของการ “สร้างภาพ” สวยๆ บนโซเชียลมีเดีย จนเกิดคำพูดที่ว่าใครๆ ก็เป็นช่างภาพได้เพียงแค่มีมือถือเครื่องเดียวเท่านั้น  ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ยังคงรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเลนส์กล้องอย่างหัวปักหัวปำ ถึงแม้ว่าการจะได้ภาพแต่ละภาพออกมานั้น อาจจะไม่ง่าย แต่ก็เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เขายินดีแลกกับความสะดวกสบายนั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นกล้องมือถือหรือกล้อง Mirrorless ปลายทางของคุณก็คือ“ภาพสวยๆ” เหมือนกัน สำหรับคนที่ยังค้นหาวิธีที่ใช่ของตัวเองอยู่ ลองมาดูกันว่า ระหว่างกล้องมือถือกับกล้อง Mirrorless แบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณมากกว่ากัน

ความสะดวก รวดเร็ว

เพราะเรื่องราวที่น่าสนใจอาจเกิดขึ้นได้ภายในพริบตาเดียว ความรวดเร็วจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราได้ภาพสวยๆ หรือเป็นคอนเทนต์เรียลไทม์ให้ใครๆ เข้ามากดไลค์ ซึ่งในจุดนี้กล้องมือถือน่าจะเป็นอุปกรณ์ที่คุณกำลังมองหา หยิบจับถนัดและยกขึ้นถ่ายได้แบบไม่ต้องอาย ถ่ายปุ๊บ แต่งหน่อย แล้วก็โพสต์เลย ไม่ต้องพกอุปกรณ์เสริมให้หนักกระเป๋า การใช้งานก็ไม่ยากและไม่ต้องดูแลรักษาให้มากมาย หาง่ายตามท้องตลาด เช่น iPhone X ที่มาพร้อมกล้องหน้าละเอียด 12 MP หรือ Huawei P30 Pro ที่เพิ่งมาใหม่ๆ กับกล้อง Leica 4 ตัว ให้ความละเอียด 40 MP แถมยังซูมได้ถึง 50 เท่า แบบไม่ต้องง้อเลนส์เสริมอีกต่างหาก

คะแนนความสะดวก : สมาร์ทโฟนกินนิ่ม

 

คุณภาพของรูป

จริงอยู่ที่กล้องมือถือสมัยนี้มีความละเอียดสูงมาก แต่อย่าเพิ่งวางใจ หากคุณต้องการใช้งานที่ซับซ้อนกว่าการโพสต์เรียกไลค์ในโซเชียล มีเดีย กล้องถ่ายรูปแบบ Mirrorless น่าจะตอบโจทย์กับคุณมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องของการนำไปพิมพ์หรือการนำไปรีทัช ตกแต่งเพิ่มเติม เพราะขนาดพิกเซลยังไม่สำคัญเท่ากับขนาดของ Sensor  ยิ่งกล้องมีขนาด Sensor ใหญ่เท่าใด ความสามารถในการเก็บแสงยิ่งดี ช่วยลด noise ที่อยู่ในภาพ ทำให้รายละเอียดของภาพ แสงสี มิติความชัดตื้นชัดลึกดีกว่ากล้องมือถือที่มี Sensor ขนาดเล็กอย่างชัดเจน

คะแนนด้านคุณภาพของรูป : ใส่สกอร์ให้กล้อง Mirrorless ไปเลย

 

ความหลากหลายของฟังก์ชั่น

หน้าชัดหลังเบลอ หลังละลาย ซูเปอร์ซูม หรือปรับแต่งสีตามใจ เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ทำได้ครบ จบในเครื่องเดียว ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเล็กๆ ของกล้องมือถือหรือสมาร์ทโฟนที่มี application และ software ซึ่งช่วยให้ขั้นตอนเหล่านั้นง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าว่ากันตรงๆ เรื่องการจัดการในส่วนของระดับ ISO, F-Stop หรือ Shutter Speed กล้อง Mirrorless ยังคงได้เปรียบกว่าในเรื่องคุณภาพ เช่นเดียวกันกับการซูมที่ทำได้คมชัดกว่า และการทำหน้าชัดหลังเบลอที่เกิดขึ้นจากเลนส์ ก็ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการปรับด้วย Software อีกด้วย

คะแนนด้านความหลากหลาย : กล้อง Mirrorless เฉือนชนะหวุดหวิดในเรื่องของคุณภาพ

 

ตอบโจทย์ด้านการใช้งานของคุณหรือเปล่า?

คำถามข้อสำคัญที่จะตัดสินโจทย์ที่ว่า คุณควรใช้กล้องมือถือหรือกล้อง Mirrorless มากกว่ากัน ถามใจคุณเองดีกว่าว่าคุณต้องการใช้งานแบบไหน ? หากคุณมองการถ่ายรูปเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ หรืองานอดิเรก บ่งบอกความเป็นตัวเองผ่านโซเชียล มีเดียในหน้าจอโทรศัพท์ สะดวกรวดเร็ว กล้องมือถือสมาร์ตโฟนน่าจะตอบโจทย์การใช้งานนี้ที่สุด แต่ถ้าต้องการใช้เป็นอาวุธในการเลี้ยงชีพ ต่อยอดไปจนถึงความสำเร็จในสายงาน พอๆ กับที่ใช้บ่งบอกไลฟ์สไตล์แบบคนทำงานคราฟต์ กล้อง Mirrorless เป็นของที่คุณต้องมี

ผลนัดชิงชนะเลิศ : กล้อง Mirrorless ก็ดี กล้องมือถือก็ดี  หรือจะมีไว้ทั้งสองแบบก็ยังได้ ถ้าคุณรู้ถึงสถานการณ์ในการหยิบใช้และมีกำลังทรัพย์มากพอ

“ ถ้าคุณมีกล้อง DSLR ตัวเก่าแล้วอยากหันไปลองไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ กับการถ่ายรูปด้วยสมาร์ทโฟนดีๆ สักเครื่อง เอากล้องของคุณมาลงขายที่นี่ได้เลย เผื่อคนที่มีสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว เขาอยากเริ่มต้นกับกล้องดีๆ สักตัวในราคาที่ win-win กันทั้งคู่ ”