วิธีเลือกกระเป๋าเป้ให้ลูก เมื่อลูกต้องแบกกระเป๋าหนักมากไปโรงเรียน

บ้านไหนเป็นกันบ้างที่ทุกวันนี้ ลูกๆ ต้องแบกกระเป๋าหนักๆ ไปโรงเรียน จะเอาหนังสือออกก็ไม่ได้ เพราะต้องใช้เรียนทั้งนั้น สงสารก็สงสาร วิธีเดียวที่พอจะช่วยลูกได้ คือ วิธีเลือกกระเป๋าเป้ให้ลูก
วิธีเลือกกระเป๋าเป้ให้ลูก เมื่อลูกต้องแบกกระเป๋าหนักมากไปโรงเรียน
โรงเรียนสมัยนี้มีปัญหาเรื่องห้องเรียนไม่เพียงพอบ้าง หรือไม่ให้เอาหนังสือไว้ที่โรงเรียนบ้าง ทำให้เด็ก ๆ ต้องประสบปัญหาจากการที่ต้องหอบหนังสือวันละหลาย ๆ กิโลไปโรงเรียน ซึ่งปริมาณหนังสือรวมกับสมุดก็ไม่ใช่น้อย ๆ เพราะวันหนึ่งเรียนหลายวิชามาก บางเล่มก็หนาจริง ๆ จนกระเป๋าแทบขาด ขนาดกระเป๋ายังรับไม่ไหว นับประสาอะไรกับหลังของเด็กที่ต้องมาแบกรับหบังสือเรียนจำนวนมากเหล่านั้น แต่คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่า ผลเสียจากการที่ลูกต้องสะพายกระเป๋าหนัก ๆ ทุกวันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วพ่อแม่มี วิธีเลือกกระเป๋าเป้ให้ลูก ยังไง เพื่อให้สามารถแบกหนังสือไปโรงเรียนได้ทุกวัน

ดร. Karena Wu นักกายภาพบำบัด ได้บอกว่า สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอย่างมาก เมื่อต้องเห็นลูกน้อยสะพายกะเป๋าหนัก ๆ ทุกวัน คือ น้ำหนักกระเป๋า และตัวซับพอร์ตกระเป๋า เพราะอะไร? เพราะทั้งสองนี้จะช่วยลดอาการบาดเจ็บของลูกน้อยให้น้อยลง แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองหลายคนไม่รู้ เลือกแต่กระเป๋าแฟชั่น ลายน่ารัก ๆ ให้ลูกมากกว่า ซึ่งถ้าดูจริง ๆ มันก็สวยน่ารัก เหมาะสำหรับเด็ก ๆ นั่นแหละ แต่มันเหมาะกับใส่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ถ้าลูกต้องแบกหนังสือเรียนไปเรียนเยอะ ๆ ควรจะเลือกกระเป๋าที่ช่วยให้ลูกน้อยสะพายได้ดีขึ้นจะดีกว่า แน่นอนว่าการสะพายกระเป๋าที่หนักเกินไปจะส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างแน่นอน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1. ปวดหลังเรื้อรัง
ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าสะพายเป้ที่มีน้ำหนักมาก ๆ แล้วผิดท่า ก็มักจะเจ็บคอ ปวดหลังบริเวณส่วนกลาง และส่วนล่าง ซึ่งกระเป๋าเป้ที่ดีที่เหมาะกับรับน้ำหนักจำนวนมาก ๆ ต้องมีที่รองด้านหลังและสายรัดเอวเพื่อกระจายน้ำหนัก รวมถึงอาจจะเลือกกระเป๋าที่มีช่องระบายอากาศเพื่อให้รู้สึกสบายได้ดียิ่งขึ้น

2. บุคลิกที่ดูแย่
เมื่อลูกน้อยสะพายกระเป๋า ตำแหน่งของร่างกายก็จะเปลี่ยนไป พอสะพายกระเป๋าหนัก ๆ บุคลิกของน้องก็จะดูไม่ดี ไหล่จะตก หลังจะค่อมลง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับน้ำหนักของเป้ที่จะสายหลัง จะต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 10 - 20 เปอร์เซนต์ของน้ำหนักตัวเด็ก เช่น ลูก หนัก 20 กก. ต้องสะพายเป้น้ำหนักไม่เกิน 4 กก. เป็นต้น

3. รู้สึกเมื่อยล้าได้ง่าย
ดร. Steven Dowshen กุมารแพทย์ ได้เผยว่า หากเด็กสะพายกระเป๋าเป้ที่หนัก จะทำให้สายรัดกดทับเข้าไปในไหล่อาจส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทั้งยังอาจกระทบถึงเส้นประสาทด้วย พอนาน ๆ ไป มันจะทำให้เกิดอาการเสียว อ่อนแรงร้าวไปทั้งแขน และมือได้ วิธีการที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงอาการเหล่านี้ ควรเลือกสายสะพายกระเป๋าที่มีขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยรู้สึกไม่สบายตัวในการใช้ชีวิตประจำวันไม่ว่าจะที่โรงเรียน หรือที่บ้าน

พ่อแม่บางคนอาจแก้ปัญหาให้ลูกน้อยใช้กระเป๋าลากไปโรงเรียน แต่ก็ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องสะพายเป้ไปโรงเรียน ดังนั้น พ่อแม่ควรเลือกกระเป๋าให้ลูกที่มีสายสะพายขนาดใหญ่ มีฟองน้ำหรือแผ่นรองรับอยู่หลังกระเป๋า และมีสายรัดด้านหน้าด้วย ส่วนน้ำหนักของกระเป๋าที่เลี่ยงได้ควรไม่เกิน 10-20% ของน้ำหนักตัวลูกค่ะ

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

ของไฮเทคแบบนี้ก็มีด้วย

เทคโนโลยีล้ำหน้าขึ้นทุกวันจนเรารู้สึกตัวอีกทีมันก็อยู่แฝงตัวอยู่ในสิ่งของรอบตัวเราไปหมด ที่เห็นๆ ก็คงจะเป็นโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ แต่วันนี้เราจะพาคุณมาดูของไฮเทคประเภทอื่นๆ กันมั่ง ที่พอเห็นแล้วก็มีคิดบ้างแหละว่า เออแบบนี้ก็มีด้วยแฮะ

กระเป๋าสตางค์อัจฉริยะ

เริ่มต้นด้วยสิ่งของเบสิคที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันอย่างกระเป๋าสตางค์ แต่เพิ่มความล้ำด้วย 5 ฟังก์ชันเด็ดๆ ด้วยการมีแบตเตอรี่สำรองในตัวสามารถชาร์จมือถือได้ทั้งแบบเสียบสายและไร้สาย และจะแจ้งเตือนทันทีเมื่อเจ้าของลืมกระเป๋าสตางค์หรือลืมมือถือเอาไว้ในที่ต่างๆ รวมไปถึงสามารถเป็น Wifi hotspot ได้ทั่วโลก อีกทั้งยังเป็น GPS ติดตามตัวได้แบบเรียลไทม์ และฟังก์ชันเด็ดคือกล้องจับขโมย เมื่อมีคนแปลกหน้ามาเปิดกระเป๋าสตางค์ของคุณ กระเป๋าสตางค์จะบันทึกภาพของคนนั้นและส่งไปยังมือถือคุณทันที

สไตล์ลิสส่วนตัว

ถ้าการแต่งตัวเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคุณ ให้กล้องสไตล์ลิสต์ส่วนตัวช่วยสิ กล้อง Amazon Echolook มีฟังก์ชันพิเศษช่วยประเมินการแต่งตัวของคุณในวันนั้นๆ ได้ โดยมันจะถ่ายภาพของคุณเพื่อนำไปประเมินด้วยระบบ AI ที่รวบรวมข้อมูลมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น และจะให้คะแนนคุณว่าชุดที่คุณใส่ในวันนั้นจัดจ้านในย่านท้ายซอยขนาดไหน

ชักโครกอัจฉริยะ

ลืมชักโครกไฮเทคเดิมๆ ประเภทมีฝารองนั่งอุ่นๆ หรือชักโครกเองอัตโนมัติไปได้เลย เมื่อชักโครก Toto Neorest NX2 จัดให้คุณได้มากกว่านั้น เพราะมันสามารถปรับที่นั่งสูงต่ำให้เข้ากับสรีระของคุณได้ อย่างกับว่าเป็นเบาะรถยนต์ แถมยังมีระบบดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในตัวและไม่ต้องกลัวว่าจะมีสิ่งไม่พึงประสงค์หลงเหลืออยู่ในชักโครก เพราะเจ้าชักโครกตัวนี้มันหมุนด้วยระบบทอร์นาโด ทำให้สะอาดหมดจด และที่สำคัญมันมีระบบฆ่าเชื้อแบคทีเรียในน้ำพร้อมฉายแสงอัลตร้าไวโอเล็ตเพื่อตรวจสอบความสะอาด เรียกได้ว่าหมดห่วงเรื่องขัดชักโครกไปได้เลย

เครื่องซักผ้าพกพา

เวลาไปเที่ยวหลายๆ วัน ปัญหาอย่างนึงที่ทุกๆ คนคงเคยเจอนั่นก็คือการซักเสื้อผ้า ด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้สะดวกสบายหรือเพียบพร้อมเหมือนตอนอยู่ที่บ้านก็ทำให้บางทีต้องเลือกใช้บริการซักผ้าจากโรงแรมซึ่งก็แพงพอตัว แต่ปัญหานี้จะหมดไปด้วยเครื่องซักผ้าไฮเทคขนาดพกพา Roommate ซึ่งรูปร่างของมันเทียบเท่ากับเม้าส์คอมพิวเตอร์แค่นั้นเอง ซึ่งสามารถพกพามันไปได้ทุกที่ โดยการทำงานของมันจะใช้คลื่นความถี่สูงทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในน้ำจะคราบสกปรกหลุดออกมาเอง แถมยังช่วยถนอมเนื้อผ้าอีกด้วยเพราะไม่ได้เกิดจากการปั่น และที่สำคัญมันยังสามารถทำความสะอาดนาฬิกา เครื่องประดับต่างๆ ได้อีกด้วย

แผ่นกรองตด

ฌGจะว่าไฮเทคก็คงไม่ใช่ ล้ำสมัยก็คงไม่เชิง แต่เอาเป็นว่ามันเป็นนวัตกรรมที่เห็นแล้วแบบ “เออ คิดได้ไง” จริงๆ มันเป็นเรื่องที่เราไม่ได้จะใส่ใจซักเท่าไหร่ แต่พอถึงเวลาจำเป็นต้องตดในที่สาธารณะจริงๆ ก็เครียดกันทุกคน กดดันว่ากลิ่นมันจะแรงรึเปล่า คนอื่นจะรู้มั้ยว่าเป็นเรา Flat-D เค้าก็เลยจัดแผ่นกรองตดมาให้เพราะเข้าใจหัวอกคนต้องบังคับหูรูดในที่สาธารณะ ไอ้เจ้าแผ่นกรองตัวนี้คุณก็แค่ติดมันไปกับกางเกงในแล้วมันก็ใช้งานเหมือนที่ดูดกลิ่นในตู้เย็น และมีให้คุณเลือกได้ด้วยว่าจะเอาเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งหรือเอาแบบซักแล้วกลับมาใช้ซ้ำได้

เห็นของบางอย่างแล้วก็อยากจะลองเป็นเจ้าของซะเหลือเกิน สำหรับใครที่มีของไฮเทคที่น่าสนใจ อยากให้คนอื่นๆ ได้เบิกเนตรกันก็เอามาลงขายได้ที่ Kaidee ไม่ว่าจะลงขายเล่นๆ แค่ชิ้นเดียว หรือลงขายจริงจังแบบเปิดร้านก็ขายได้ เพราะชั้นตอนการลงขายที่นี่ก็ง่ายๆ ไฮเทคไม่แพ้กัน ลงขายเลย

เตรียมของให้ลูกไปโรงเรียนอนุบาล ลูกเข้าเรียนอนุบาลต้องใช้อะไรบ้าง

เตรียมของให้ลูกไปโรงเรียนอนุบาล ต้องใช้อะไรบ้าง
เตรียมของให้ลูกไปโรงเรียนอนุบาล เด็กๆ จำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง สำหรับพ่อแม่ที่ไม่รู้ว่าต้องเตรียมอะไรให้ลูก ลองมาดูลิสต์รายการที่เด็กๆ ต้องใช้กัย ดังต่อไปนี้ค่ะ

1.ชุดสำรอง
ในโรงเรียนบางทีอาจมีกิจกรรมให้น้องๆ ได้ทำในแต่ละวัน สิ่งแรกที่คุณแม่ต้องทำคือดูตารางเรียนของน้องๆ ว่าวันนี้มีเรียนอะไรบ้าง จำเป็นต้องมีชุดไปเปลี่ยนไหม เพื่อที่น้องๆ จะได้มีชุดใส่หลังจากทำกิจกรรมค่ะ แต่สำหรับน้องๆ ที่เพิ่งเข้าโรงเรียน การมีชุดสำรองติดกระเป๋าไว้น่าจะดีกว่า เพราะน้องบางคนยังมีปัญหาเรื่องการฉี่รดที่นอนอยู่ หรือไปเข้าห้องน้ำไม่ทัน ชุดสำรองน่าจะช่วยได้ค่ะ และอย่าลืมปักชื่อให้เรียบร้อย ป้องกันการสลับชุดด้วยนะคะ

2.อุปกรณ์เครื่องเขียน
ไปเรียนจะไม่มีอุปกรณ์การเรียนได้ยังไงใช่ไหมค่ะ อุปกรณ์การเรียนก็ได้แก่ ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด กล่องดินสอ สี จะเป็นสีเทียนหรือสีแท่งก็ได้ค่ะ สมุดแต่ละรายวิชาตามตารางเรียน และแฟ้มใส่ผลงานน้อง นอกเหนือจากนี้ อาจต้องถามครูประจำชั้นว่าต้องมีอะไรเพิ่มเติมไหมค่ะ

3.นมกล่อง
ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะมีนมให้น้องอยู่แล้ว แต่ว่าที่โรงเรียนอาจปล่อยให้น้องกินนมตามเวลาเท่านั้น ทำให้บางโรงเรียนแจ้งให้พ่อแม่เตรียมนมมาให้ลูกเผื่อไว้ด้วย เพื่อให้น้องๆ ได้ทานเพิ่มเติมค่ะ ที่สำคัญคคุณแม่อย่าลืมแจ้งคุณครูหากลูกน้อยแพ้นมวัว หรือแพ้อาหารอื่นๆ ค่ะ คุณครูจะได้ระวังในเรื่องของอาหารการกินน้องได้ดีขึ้น

4.ขวดใส่น้ำ
ขวดใส่น้ำหรือกระติกใส่น้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้น้องๆ กินน้ำได้ง่ายขึ้น และเป็นการควบคุมโรคได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากเด็กๆ อาจจะใช้แก้วในการดื่มน้ำกับเพื่อน หากเพื่อนคนนั้นป่วยด้วยก็จะทำให้น้องป่วยตามได้ง่ายค่ะ ทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่จึงกำหนดให้น้กเรียนพกเข้าขวดน้ำของตัวเองมาด้วยนั่นเองค่ะ แนะนำให้คุณแม่เลือกแบบมีสายสะพายนะคะ เด็กๆ จะได้ไม่ต้องถือให้เมื่อย และสามราาถพกพาได้ง่าย ถ้าโรงเรียนมีกิจกรรมนอกสถานที่ค่ะ

5.ขนมทานเล่น
เด็กน้อยเป็นวัยที่กำลังกินกำลังโต น้องบางคนอาจรู้สึกว่าขนมที่โรงเรียนน้อยเกินไปกินไม่พอ อยากกินอีก หากคุณแม่กลัวว่าน้องจะหิวลองหยิบขนมให้น้องติดกระเป๋าไว้ได้ค่ะ แต่อาจต้องถามคุณครูเพิ่มเติม เพราะบางโรงเรียนอาจจะมีกฎระเบียบที่แตกต่างกันนะคะ จะได้เป็นการฝึกให้น้องๆ ทานเป็นเวลาด้วย

6.ผ้าเช็ดหน้า
ผ้าเช็ดหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญกับเด็กๆ มาก เพราะว่ามันสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น เวลาที่น้องล้างหน้าก็ไว้ซับหน้า หรือจะเป็นตอนแปรงฟัน หรือไว้เช็ดเวลาที่มีน้ำมูก หรือจะตอนที่กำลังไอหรือจาม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องสอนว่าเวลาไหนควรหยิบผ้าเช็ดหน้ามาใช้ด้วยนะคะ

7.แปรงสีฟัน
สุขภาพช่องปากต้องเริ่มต้นดูแลตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่าทุกโรงเรียนมักจะให้น้องๆ ได้แปรงฟันหลังกินข้าว คุณแม่ก็อย่าลืมเปลี่ยนแปลงให้ลูกเมื่อถึงเวลา หากรู้สึกว่าลูกใช้แปรงนานแล้วนะได้เวลาเปลี่ยนแปรงแล้ว ก็อาจจะหยิบใส่กระเป๋าให้ลูกไปด้วย

8.ที่อยู่และเบอร์ติดต่อ
จริงๆ คุณครูย่อมมีเบอร์โทรของพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนทุกคนอยู่แล้ว แต่อย่าประมาทดีกว่าค่ะ เพราะบางครั้งคุณครูประจำชั้นอาจจะติดภาระกิจด่วนวันนั้นมาโรงเรียนไม่ได้ หากลูกคุณแม่เจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นก็จะได้โทรติดต่อได้สะดวกด้วยค่ะ

สำหรับน้องๆ ที่ต้องเข้าโรงเรียนอนุบาลวันแรก อาจจะต้องเตรียมมากกว่านี้อีก เช่น ที่นอน สำหรับนอนกลางวันของน้องๆ อันนี้ต้องดูว่าทางโรงเรียนมีให้หรือไม่หรือว่าพ้อแม่ต้องเตรียมไปเองนะคะ แนะนำว่าให้คุณแม่ซื้อยาวหน่อยเพราะว่าจะได้ใช้หลายๆ ปีหน่อยค่ะ และต้องเลือกที่นุ่ม สบาย พกพาสะดวก พับเก็บได้ง่ายด้วย

เครื่องแต่งกาย เป็นสิ่งที่น้องๆ ทุกคนต้องมี ตั้งแต่ ถุงเท้า รองเท้า ชุดพละ ชชุดนักเรียน และชุดอื่นๆ ซึ่งรองเท้าก็ควรเลือกพอดีนะคะ ไม่ควรเลือกเผื่อไว้มาก เพราะถ้าใหญ่ไปน้องวิ่งเล่นอาจทำให้สะดุดล้มได้ง่าย

กระเป๋านักเรียน บางโรงเรียนให้ใช้กระเป๋าของโรงเรียนเท่านั้น แต่บางทีสามารถใช้กระเป๋าที่ซื้อจากข้างนอกได้ ทั้งนี้ คุณแม่อย่าลืมศึกษากฎระเบียบของโรงเรียนนะคะ แต่ถ้าเลือกซื้อเองจากข้างนอกแนะนำให้เลือกกระเป๋าที่เบาหน่อย มีสายสะพายหนา เพื่อเวลาลูกสะพายจะได้ไม่ปวดหลัง หรือจะเลือกเป็นแบบกระเป๋าลากก็น่ารักไปอีกแบบค่ะ

สุดท้ายนี้ อยากจะเตือนพ่อแม่อีกครั้งว่าอย่าลืมเขียนชื่อ หรือทำสัญลักษณ์ไว้บนข้าวของเครื่องใช้ลูกนะคะ จะได้ไม่สลับหรือหลงกับเพื่อน และอย่าเผลอหยิบของเล่นให้ลูกไปโรงเรียนล่ะ เพราะทางโรงเรียนน่าจะมีอยู่แล้ว ยกเว้นที่ว่าในช่วงแรกของการไปโรงเรียน อาจให้ลูกเอาผ้าห่มที่ลูกติด หรือตุ๊กตาที่ติดไปด้วยก็ได้ แล้วบอกว่าถ้าคิดถึงพ่อแม่ให้กอดตุ๊กตาไว้นะลูก จะช่วยให้เด็กคลายกังวลลงได้ค่ะ

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

ส่องดวง เดือน ก.ย. 62 ตามราศี

สำหรับดวงประจำเดือน ก.ย. 62 ตามราศีมีดังนี้

ลัคนาราศีมังกร หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 16 ม.ค.- 12 ก.พ.
การงาน ช่วงนี้คุณจะต้องเดินทางออกภาคสนามบ่อยขึ้นเพื่อสะสางงานที่ไม่ลงตัว คุณต้องพยายามควบคุมอารมณ์ให้ดีเพราะโปรเจคต่างๆ ในมือมักมีเรื่องให้ตามแก้ไม่เว้นแต่ละวัน เด็กทีมทำงานไม่เรียบร้อยและล่าช้ากว่ากำหนดไปมาก
การเงิน ระยะนี้คุณมักใช้เงินเพื่อซื้อความสะดวกสบายให้กับตัวเองและเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว
ความรัก
คนโสด - มีคนใกล้ตัว เพื่อนของเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานสนใจในตัวคุณ แต่คุณไม่ได้ใส่ใจถึงความรู้สึกตรงนั้นยังคงโฟกัสที่การทำงานต่อไป
คนมีคู่ - ต้องระวังการมีปากเสียงเข้าใจผิดกับแฟนด้วยเรื่องของคนอื่น มีเรื่องให้ไม่สบายใจเพราะคนใกล้ชิด
สุขภาพ มีปัญหากรด แก๊ส ในกระเพาะอาหาร

ลัคนาราศีกุมภ์ ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 13 ก.พ.- 12 มีค.
การงาน งานในหลายส่วนต้องประวิงเวลาออกไปเพื่อรอการตัดสินใจสุดท้ายของผู้บริหาร ยกเว้นก็แต่ธุรกิจ ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศรวมไปถึงการอบรม สัมมนา ดูงานเพื่อสร้างทักษะความรู้เพิ่มเติม ที่ดูจะไปได้ดีในระยะนี้
การเงิน ควรเตรียมค่าใช้จ่ายสำรองเกี่ยวกับสุขภาพและยานพาหนะให้พร้อมเพราะจะมีรายจ่ายเข้ามาแบบไม่คาดคิด
ความรัก
คนโสด - มีโอกาสที่คนคุ้ยเคยจะติดต่อกลับมาขอสานความสัมพันธ์แต่ยังไม่ควรรีบตัดสินใจ นั่นก็เพราะคุณอาจจะต้องมานั่งปวดหัวเรื่องบุคคลที่สาม
คนมีคู่ - ช่วงนี้แฟนอยู่ไม่ติดที่ มีนัดสังสรรค์ เข้าสังคมกับเพื่อนอยู่เสมอ คุณก็มีเกณฑ์เดินทางอยู่บ่อยๆ ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกัน
สุขภาพ มีอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ออฟฟิศซินโดรม

ลัคนาราศีมีน ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 13 มี.ค.- 12 เม.ย.
การงาน นอกจากงานหลักที่รับผิดชอบอยู่ประจำแล้วคุณจะต้องมีส่วนร่วมกับกิจกรรมพิเศษขององค์กรเพิ่มขึ้น งานเสริมที่ทำดูจะโดดเด่นเป็นพิเศษ หากมีเอกสารที่มีตัวเลขทางการเงินมาเกี่ยวข้องควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นสองเท่าในระยะนี้
การเงิน เงินค่าตอบแทนออกไม่ตรงตามกำหนดหรือไม่ได้ตามจำนวนที่ตกลงไว้ มีเกณฑ์ต้องใช้เครดิตส่วนตัวสำรองจ่ายก่อน
ความรัก
คนโสด - อยู่ระหว่างปรับโหมดความรู้สึก คิดทบทวนเรื่องความสัมพันธ์ที่ผ่านมา รอดูท่าทีของคนใหม่ที่เข้ามาทำความรู้จัก
คนมีคู่ - แฟนกำลังวิ่งวุ่นอยู่กับงานจนไม่มีเวลาส่วนตัว คุณอาจมีลางสังหรณ์ประหลาดๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของแฟนแต่ยังอยากให้ใจเย็นไว้ก่อน อย่าเพิ่งตั้งประเด็น
สุขภาพ การทำทันตกรรม ขุดหินปูน ผ่าฟันคุด

ลัคนาราศีเมษ หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 13 เม.ย.- 13 พ.ค.
การงาน มีงานเข้ามาล้นมือและมีเกณฑ์โดนผู้ใหญ่เรียกไปใช้งานอยู่บ่อยครั้ง คุณอาจพบว่าเพื่อนร่วมงานมองคุณด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป อุปสรรคสำคัญคือคุณมักไม่ได้รับความร่วมมือจากคนที่ทำงานด้วยเท่าที่ควร ทำให้การทำงานลำบากมากขึ้น
การเงิน รายได้ที่เข้ามาทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นทรัพย์สินอื่นๆ มากกว่าเงินสด ลงทุนในหุ้น อสังหา หรือนำไปชำระหนี้สินที่ค้างคาให้เป็นปัจจุบัน
ความรัก
คนโสด - คุณอาจได้รับรู้ความจริงที่ว่าอันที่จริงแล้วคนที่คุณกำลังแอบชอบเขามองคุณเป็นเหมือนเพื่อน รุ่นพี่ที่สนิทเท่านั้นไม่ได้คิดอะไรไปในเชิงชู้สาว
คนมีคู่ - คุณทะเลาะกันด้วยประเด็นเดิมๆ และมักพูดจาทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บจนถึงขั้นไม่สื่อสารกัน บล็อก ไม่คุย บางครั้งก็ตัดใจบอกเลิกเพราะแค่อยากประชดอีกฝ่ายเท่านั้นเอง
สุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับสายตา หรือมีอาการมือชา ขาชา เพราะขาดวิตามิน

ลัคนาราศีพฤษภ หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 14 พ.ค.- 13 มิ.ย.
การงาน มีเกณฑ์เปลี่ยนแปลงโยกย้าย ปรับฐานเงินเดือนและสำหรับใครที่กำลังรอบรรจุก็จะมีข่าวดีในเร็วๆ นี้ งานภาพรวมดีเป็นไปตามแผน ธุรกิจมีแนวโน้มขยับขยายสาขา รับคนทำงานเพิ่ม
การเงิน มีรายรับเข้ามาสม่ำเสมอและวางแผนนำเงินไปต่อยอดลงทุนร่วมหุ้นกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท
ความรัก
คนโสด - คุณกำลังหลุดจากวงโคจรเดิมเพื่อเริ่มต้นใหม่ได้แล้วล่ะ ไม่ยึดติด ไม่เครียด ไม่เก็บตัวเพียงแต่ยังไม่เจอคนที่เข้าตาและเข้าใจกัน
คนมีคู่ - ช่วงนี้แฟนตามติดทุกฝีก้าว เฝ้าติดตามทุกความเคลื่อนไหว เพราะกลัวว่าคนเก่าๆ ของคุณจะเข้ามาวุ่นวายในชีวิต
สุขภาพ ระวังอุบัติเหตุลื่นล้ม หกล้ม

ลัคนาราศีมิถุน หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.- 14 ก.ค.
การงาน คุณจะต้องออกรับหน้าแทนคนในทีม เป็นคนจัดการปัญหาทุกอย่างโดยลำพัง ทั้งที่ตัวเองไม่พร้อมและไม่ได้ต้องการจะรับผิดชอบงานที่ถูกยื่นมาสักเท่าไหร่แต่ขัดใจลูกค้าหรือผู้บังคับบัญชาไม่ได้จริงๆ
การเงิน มีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ย้ายที่อยู่ใหม่หรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิม
ความรัก
คนโสด - มีโอกาสเจอคนถูกใจจากการแนะนำของผู้ใหญ่ การออกงานสังคมหรือกิจกรรมสาธารณะกุศลต่างๆ
คนมีคู่ - คุณแฟนมักมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายทำให้ทะเลาะกันได้แม้เรื่องไร้สาระ ถ้ารู้ว่ากำลังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้การหลบมุมสักพักไม่ใช่ทางเลือกที่แย่เกินไปนัก
สุขภาพ ระบบขับถ่าย ระบบไหลเวียนโลหิตมีปัญหา

ลัคนาราศีกรกฏ หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 15 ก.ค.- 16 ส.ค.
การงาน จะมีการตัดสินใจอนุมัติโครงการ เงินกู้ สัญญาว่าจ้าง มุ่งเน้นไปที่งานด้านเอกสาร งานที่มีระบบหรือข้อบังคับตายตัว แก้ไขปัญหาการทำงานโดยการเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุมระบบ
การเงิน มีรายจ่ายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพของทั้งตนเองและคนในครอบครัว
ความรัก
คนโสด - คนที่เข้ามายังไม่มีความชัดเจนในเรื่องสถานะความสัมพันธ์ เป็นได้แค่เพียงเพื่อนคุยของกันและกัน
คนมีคู่ - คุณทั้งคู่มีเกณฑ์เดินทางต่างถิ่นต่างแดนในระยะนี้ ยังไงก็อย่าขาดการติดต่อสื่อสารกันล่ะไม่งั้น คุณโดนซักฟอกจนขาวสะอาดแน่ๆ
สุขภาพ ปวดหัวไมเกรน

ลัคนาราศีสิงห์ หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 17 ส.ค. - 16 ก.ย.
การงาน งานล่าช้าเพราะประสบปัญหาเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณ คุณจำเป็นต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดเรื่องการเดินทางและสถานที่อีกด้วย เน้นการแก้ไขงานเฉพาะหน้ามากกว่าการวางแผนรับมือปัญหาระยะยาว ประสบปัญหาต้องชะลอการลงทุน
การเงิน จำเป็นต้องตัดลดค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เงินขาดสภาพคล่อง
ความรัก
คนโสด -มีคนเข้ามารุกจีบคุณแบบไม่ลดความพยายาม ตามตื้อจนตัวคุณรู้สึกรำคาญ
คนมีคู่ - หากคุณไม่สามารถให้ความกระจ่างในเรื่องที่แฟนสงสัยมันอาจเป็นต้นเหตุให้รักของคุณล่ม อย่าละเลยแม้มันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคุณ พยายามเคลียร์ใจให้ได้ก่อนที่จะเสียอีกฝ่ายไป
สุขภาพ ภูมิแพ้ แพ้อากาศ แพ้อาหาร ฝุ่นละออง

ลัคนาราศีกันย์ หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 17 ก.ย. - 16 ต.ค.
การงาน มีโอกาสได้รับมอบหมายงานใหม่ที่น่าสนใจและท้าทายความสามารถ การได้ร่วมงานกับคนใหม่ ทีมใหม่ ฉะนั้นควรเตรียมตัวให้พร้อมรับกับแรงกดดันจากคนรอบข้าง ไม่มีปัญหาอะไรมากแค่คุณต้องเชื่อมั่นในตัวเอง
การเงิน คุณมีเกณฑ์จะเอาเงินอนาคตมาใช้ทำให้มีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นแต่มันก็เป็นอะไรที่คุ้มเพราะเป็นสิ่งของที่สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้ด้วย
ความรัก
คนโสด - จเป็นคนโสดที่ข้อแม้เยอะเสียเหลือเกิน กว่าใครจะฝ่าด่านมาได้เล่นเอาเหนื่อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีแต่เขาคนนั้นอาจจะอายุมากกว่าคุณเป็นรอบนี่สิประเด็น
คนมีคู่ - คุณและแฟนจะมีโอกาสได้เรียนรู้ความเป็นตัวตนของกันและกันมากขึ้น ได้ไปกลับไปใช้วันหยุดในสังคมแวดล้อมของอีกฝ่าย ไปทำกิจกรรมที่อีกฝ่ายชอบ มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตของแฟนมากยิ่งขึ้น
สุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะและมดลูก

ลัคนาราศีตุลย์ หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 17 ต.ค. - 15 พ.ย.
การงาน มีเกณฑ์เปลี่ยนงานใหม่ค่อนข้างสูงหรือตัวคุณอาจโดนย้ายออกนอกพื้นที่แบบเร่งด่วน ต้องออกไปทำงานภาคสนาม งานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะชน การตลาด สื่อสารมวลชนเข้ามามีส่วนสำคัญในงานของคุณมากขึ้น
การเงิน เงินที่ถูกยืมไปมีโอกาสได้คืน การได้รับความช่วยเหลือเรื่องเงินจากคนทางไกล มีโชคเล็กน้อยเพราะการเดินทาง
ความรัก
คนโสด - เช็คประวัติของคนที่เข้ามาในช่วงนี้ให้ดีเพราะมีโอกาสเข้าไปพัวพันกับคนที่มีครอบครัวแล้ว
คนมีคู่ - แฟนเข้มงวดกับคุณเป็นพิเศษ เขามักบังคับให้คุณทำในสิ่งที่เขาเห็นสมควร เข้ามาจัดแจง จู้จี้ขี้บ่น แต่ก็เป็นเพราะหวังดีกับคุณนั่นแหละ
สุขภาพ ปัญหาในช่องปากและลำคอ

ลัคนาราศีพิจิก หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 16 พ.ย.- 15 ธ.ค.
การงาน มักจะมีการจัดกิจกรรมมิตติ้ง เรียกประชุมเกี่ยวกับแผนงานอยู่บ่อยๆ เพื่อติดตามความคืบหน้าและควบคุมการทำงานเพราะทุกฝ่ายต้องการเร่งงานให้สำเร็จโดยเร็ว ไม่ต้องแปลกใจหากถูกตามตัวไปทำงานแบบกระทันหัน
การเงิน คุณต้องอาศัยเทคนิคในบริหารเงินให้ทันกับตารางค่าใช้จ่ายตรงหน้าเพราะการเงินกำลังจะชักหน้าไม่ถึงหลัง
ความรัก
คนโสด - คุณอยากดูให้มั่นใจว่ารักครั้งนี้จะไม่ทำให้ต้องเจ็บซ้ำซาก ความสัมพันธ์ของคุณและเขาจึงเป็นไปอย่างช้าๆ
คนมีคู่ - จู่ๆ แฟนก็หายไลน์ไม่ตอบ ทำให้คุณเป็นกังวลเอามากๆ ต้องเข้าใจว่างานของเขาค่อนข้างรัดตัว อย่าไปเพิ่มแรงกดดันให้เขา ทำไปทำมากลายเป็นเราที่ดูงี่เง่าในสายตาเขาเสียอย่างนั้น
สุขภาพ ปวดเข่า กระดูก ไขข้อ

ลัคนาราศีธนู หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 16 ธ.ค.- 15 มค.
การงาน งานบางส่วนของคุณจำเป็นต้องถูกจำหน่าย จ่ายแจกออกไปเพื่อให้งานเสร็จทันเวลา แต่งานที่ต้องใช้ฝีมือและทักษะเฉพาะตัวยังคงต้องเป็นความรับผิดชอบของคุณ ระวังอย่าเหม่อลอยระหว่างวันมีโอกาสได้รับบาดเจ็บเนื่องมาจากงานได้อยู่เหมือนกัน ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
การเงิน มีเกณฑ์ต้องเสียเงินค่าปรับ สินไหมทดแทน ค่าใช้จ่ายที่มีภาระผูกพันทางกฏหมาย
ความรัก
คนโสด - ผู้ใหญ่อาจจับคู่ให้คุณกับคนที่คิดว่าเหมาะสมหรือคุณจะต้องเจอกับใครสักคนภายใต้สถานการณ์บังคับ คุณเองนั้นไม่ได้มีความรู้สึกดีกับคนที่เข้ามาในชีวิตช่วงนี้สักเท่าไหร่
คนมีคู่ - คุณจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนความคิดหรือพฤติกรรมเฉพาะตัวที่คุณปลื้มแต่แฟนไม่ปลื้ม หากทะเลาะกันจะต้องเป็นคุณเองที่ตามง้อแฟน แฟนมักทำตัวเป็นเด็กดื้อ
สุขภาพ เครียด อ่อนล้า พักผ่อนน้อย ฮอร์โมนไม่ปกติ

และสำหรับใครที่อยากดูดวงเพิ่มเติม Kaidee มีแม้กระทั่งบริการดูดวงให้คุณเลือกมากมายทั้งดูดวงจากลายมือ ดูดวงจากไพ่ อยากดูแบบไหนเลือกเลย

แรงบันดาลใจไทยๆ…ในรันเวย์

เป็นปรากฏการณ์ตื่นเต้นฮือฮาในโลกโซเชียล สำหรับงาน Paris Fashion Week 2016 ที่หลายๆ คนยังติดตาไม่ลืมกับ ภาพแบรนด์ Balenciaga ที่เปิดตัวกระเป๋าคอลเลคชั่นใหม่แล้วทำเอาคนไทยฮือฮาสุด ๆ เพราะกระเป๋าใบใหญ่หลากสีสันนี้ช่างคล้ายคลึงกับถุงกระสอบที่พ่อค้าแม่ค้าชาวไทยใช้กันบ่อยเสียเหลือเกิน

นี่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่ยืนยันได้เลยว่าแฟชั่นสไตล์ไทยๆ นั้นกำลังเป็นที่จับตามองในกระแสแฟชั่นโลก

นอกจากนั้น ผ้าบาติกที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) บูรณาการร่วมกับภาครัฐและเอกชน ทั้งในส่วนกลางจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ได้คัดนักออกแบบมือดี เฟ้นหานักคิดนักสร้างสรรค์ และเจ้าหน้าที่ ร่วมพัฒนาลายผ้าไทยร่วมสมัย โดยโครงการนี้เน้นในการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ตลอดจนแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใช้เป็นแกนหลักพัฒนาสร้างสรรค์เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต ผ้าบาติกซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของคนในท้องถิ่นจนเกิดผลสำเร็จ ได้ลายผ้าที่ทันสมัยและน่าสนใจจากชุมชน 24 แห่ง รวม 24 ลาย เป็นการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลงานแฟชั่นจากโครงการนี้จะนำเสนอสู่สายตาชาวโลกในงานแอลแฟชั่นวีค 2018 ที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันอาทิตย์ที่ 2 ก.ย.2561 ขณะที่ผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์จัดแสดงในนิทรรศการ Comtemporary Southern Batik by OCAC ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.-2 ก.ย. สถานที่เดียวกัน

และเราได้รวบรวมแฟชั่นจากรันเวย์โลกที่ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นไทยเข้าไปด้วยมาให้ได้ชมกัน

และที่สำคัญ "Vivienne Westwood Fall/Winter 2019-20" ก็ได้หยิบยกผ้าถุงไทยมาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง แม้จะดูแปลกๆ แต่หากพิจาราณาดูใกล้ๆ ก็จะเห็นได้ถึงความงามของผ้าไทย ลวดลายอันอ่อนช้อยและสีสันที่สะสุดตา จนทำให้ลุคนี้กลายเป็นลุคที่โดดเด่นมากที่สุดบนรันเวย์เลยทีเดียว!

เห็นมั้ยล่ะว่า ตอนนี้ความเป็นไทย ความเป็นบ้านเราเมืองเรากำลังโกอินเตอร์ไปถึงเมืองนอกกันแล้วและกลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง งั้นอย่าได้แคร์ค่ะสาวๆ ใครมีผ้าลายสวยๆ ผ้าตีนจก ผ้าซิ่น ผ้าบาติก สวยๆ เก็บเอาไว้ ต้องรีบรื้อออกมาตัดเป็นชุดด่วนๆ หรือใครยังไม่มีก็มาเลือกซื้อผ้าไทยสวยๆ เก๋ๆ ได้ที่ Kaidee นะจ๊ะ

11 สถานที่พาลูกเที่ยว เสริมพัฒนาการการเรียนรู้จากธรรมชาติ ปักหมุดเลย!!

มีพ่อแม่คนไหนเป็นบ้างไหมค่ะที่ว่างๆ มักจะมองหาวันหยุด เพื่อพาลูกน้อยไปเที่ยว แต่ไม่รู้ว่าจะพาลูกไปไหนดี อยากไปเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ หรือไปค้างคืนต่างจังหวัด พร้อมกับสถานที่เที่ยวสำหรับลูกด้วย วันนี้ทาง theAsianparent มี 11 สถานที่พาลูกเที่ยว จากห้องเรียนธรรมชาติที่น้องๆ ต้องถูกใจแน่นอนค่ะ จะมีที่ไหนบ้างมาดูกันเลย

1. Montreux Cafe’ & Farm (อ.องครักษ์ จ.นครนายก)
สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย เพราะมีกิจกรรมให้ทำมากมายค่ะ ทั้งให้อาหารเป็ด ไก่ หรือจะเก็บไข่มาทำไข่เค็ม ให้เด็กๆ ได้สนุกกับการปลูกผักกลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ไปนะคะ เพราะที่นี่มีพร้อมทุกอย่างเลย หรือจะลองเปลี่ยนบรรยากาศไปพายเรือให้อาหารปลา แล้วก็ดำนาสนุกๆ กันทั้งครอบครัวก็ได้ ถ้าไม่อยากเปื้อนแนะนำให้อยู่ถึงช่วยเย็นๆ รอถ่ายรูปกับพระอาทิตย์ตกดิน บรรยากศดีสุดๆ ไปเลยค่ะ

2. ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย – นาเฮียใช้ (ต.บ้านโพธิ์ จ.สุพรรณบุรี)
สำหรับที่นี่ เป็นแหล่งที่จะช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวนาไทย มีทั้งแปลงนาสาธิตให้ความรู้เกี่ยวกับข้าวนาปรังทั้ง 12 ชนิด รวมถึงการทำนาด้วย แน่นอนว่าทำนาต้องมีควายเด็กๆ ก็จะได้ป้อนหญ้าเลี้ยงอาหารควายด้วยค่ะ มีหอเตือนภัยชาวนาเพื่อชมวิวดูภาพศิลปะจากนาข้าวในมุมสูง มีเรือนไทยที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรีตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงเรือนไทยยกสูงแบบโบราณอีกด้วยค่ะ และที่ขาดไม่ได้คือร้านอาหารและร้านขายของที่ไม่เหมือนใคร

3. Farm de Lek ฟาร์มตาเล็ก ( คลอง 15 จ.นครนายก)
แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กวัย 4-13 ปี ภายในฟาร์มมีกิจกรรมเกษตรไร้สารพิษให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่ภาคทฤษฎีจนถึงภาคปฏิบัติ รู้ที่มาของอาหาร ทั้งการปลูกผักแบบปลอดสารพิษ การใช้สมุนไพรไล่แมลง และการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้เด็กๆ ยังมีโอกาสได้ทำอาหารเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นเป็ด ไก่ หมู ม้า ฯลฯ ทั้งยังได้สนุกกับสนามเด็กเล่น ที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นนานาชนิด ให้ได้ปลดปล่อยพลังกันอย่างเต็มที่ ในบรรยากาศธรรมชาติแสนสบาย

4. ดวงตวัน บ้านสวน (คลอง 12 จ.กรุงเทพ)
เป็นบ้านสวนที่มาทั้งนาข้าวและแปลงผักเกษตรอินทรีย์ บนพื้นที่กว่า 17 ไร่ ที่ไม่เคยสัมผัสสารเคมี ยาฆ่าแมลงมาก่อน มีตลาดนัดเล็กๆ ให้มาขายสินค้าแฮนเมด และพืชผักออร์แกนิค รวมถึงมีกิจกรรมให้ครอบครัวพาลูกน้อยมาปลูกผัก เป็นเจ้าของแปลงผัก หิ้วปิ่นโต โชว์ผ้าไทย ไปบ้านสวน โดยมีผู้เชี่ยวชาญการเกษตรคอยให้คำแนะนำในการวางแผนเพาะปลูก และยังจัดเกษตรกรมืออาชีพมาช่วยดูแลแปลงผักให้แต่ละครอบครัวในช่วงที่ไม่ได้มาดูแปลงผักของตัวเองด้วยค่ะ

5. บ้านนาครูธานี (อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี)
แหล่งเรียนรู้บ้านครูธานี ให้เด็กๆ มาศึกษาการทำนาแบบครบวงจร ตั้งแต่ดำนา ฝัดข้าว ทำขนม เน้นกิจกรรมเชิงวิถีชีวิต และของเล่นพื้นบ้าน มีกิจกรรมมาหมายให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุก ได้แก่ การทำนา ขี่ควาย นวดข้าว ตำข้าว นั่งเกวียน เก็บไข่ไก่ ทำขนมต้ม และพายเรือ กิจกรรมเพียบขนาดนี้ รับรองมาที่นี่ที่เดียวคุ้มแน่นอนค่ะ

6. ไร่ปลูกรัก (อ.บางแพ จ. ราชบุรี)
เป็นไร่ที่ทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ส่งขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใครที่ต้องการทัวร์ชมฟาร์มต้องติดต่อก่อนล่วงหน้านะคะ เพราะว่าที่นี่มีกิจกรรมมากมาย เริ่มตั้งแต่การทัวร์ชมฟาร์ม แปลงผักออร์แกนนิกส์ ผักที่ปลูกโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงแต่ใช้เป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้นเองทั้งหมด แล้วก็สอนทำอาหารจากผักอินทรีย์ต่างๆ มีอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพจากผลิตผลของไร่ปลูกรัก กิจกรรมการปลูกผัก ที่ทางฟาร์มจะให้ทุกคนได้ปลูกผักในกระถางเล็กๆ ได้นำกลับไปปลูกกินเองที่บ้านค่ะ

7. Little tree, house of learning (อ.สามพราน จ.นครปฐม)
พื้นที่เพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของเด็กๆ ผ่านกิจกรรม “ค่ายจังหวะแห่งชีวิต” ที่จัดในช่วงปิดภาคเรียน เด็กๆ ที่เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ผ่านการสัมผัส และจากธรรมชาติที่มีอยู่ภายในสวนแห่งนี้ ในรูปแบบกิจกรรมแสนสนุก เช่น กิจกรรมศิลปะ การถักเชือกเพื่อฝึกสมาธิและกล้ามเนื้อมัดเล็ก การย้อมผ้าด้วยสีจากธรรมชาติ การทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบจากในสวน อย่างตำลึง และดอกอัญชัญ เป็นต้น ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล และยังมีกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเรื่อยๆ

8. เบิกบานบุรี (อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา)
สำหรับสถานที่นี้ เด็กๆ จะได้มาทดลองการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายแต่ยั่งยืน เพราะกิจกรรมที่นี่จะเน้นกิจกรรมที่ทำให้เด็กๆ ได้เข้าใจธรรมชาติ ปลูกข้าวอินทรีย์ ปลูกผัก ปั้นดินและเผาเป็นเซรามิก ทำอาหาร เล่นน้ำในคลอง สำรวจธรรมชาติ และเรียนรู้เรื่องแมลงด้วยค่ะ

9. ไร่หยดพิรุฬ (จ.สิงห์บุรี)
ไร่แห่งนี้เปรียบเสมือนไร่ปลูกเด็ก เพาะกล้าเด็กไทยให้มีรากที่แข็งแรง เพราะเด็กๆ จะได้เรียนรู้เข้าใจธรรมชาติ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย จากนั้นก็จะให้เด็กๆ ค่อยๆ ได้ต่อยอดสร้างสรรค์จินตนาการ ส่งต่อแนวคิดเชิงบวก ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตลอดทั้งวัน เช่น การเพาะกล้า การปั้นดินเหนียวสวนในขวดแก้ว อัศวินม้าก้านกล้วย และกิจกรรมที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ค้นหาจุดเด่นและพรสวรรค์ของเด็กได้ค่ะ

10. ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน (ต.คลองโคน จ.สมุทรสงคราม)
ที่ศูนย์แห่งนี้เด็กๆ จะได้สนุกกับกิจกรรมปลูกป่าชายเลน รวมถึงได้ถนั่งเรือหางยาว ชมพื้นที่ป่าชายเลน ชมนกนานาชนิดรวมทั้งลิงแสมและสัมผัสกับชีวิตชาวประมงอย่างใกล้ชิด ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จะจัดเตรียมเรือหางยาว กระดานเลน กล้าไม้และอุปกรณ์การปลูกไว้ให้บริการ สำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมฟื้นฟูป่าชายเลนค่ะ

11. ฟาร์มหมอปอ (อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา)
ถ้าอยากใช้ชีวิตสไตล์คันทรี ขี่ม้าชมธรรมชาติ ต้องมาที่นี่เท่านั้น เพราะฟาร์มหมอปอเป็นแหล่งรวบรวมม้าสายพันธุ์หายาก ทั้งพันธุ์ที่สวยที่สุดในโลกและสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบันมีม้าอยู่ในฟาร์มมากถึง 10 สายพันธุ์ จำนวน 70 กว่าตัว นอกจากนี้ยังมีสัตวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหมู แพะ เป็ด ไก่ และในส่วนกิจกรรมที่เด็กๆ จะได้ทำกันก็มีทั้งแบบวันเดย์ทริปและแคมป์ค้างคืน โดยแบ่งกิจกรรมเป็นการให้อาหารสัตว์ อาบน้ำม้า เก็บไข่ไก่ ทำอาหาร ขี่ม้า ออกเทรล นั่งรถแทรกเตอร์ชมสวน เรียกว่ามาครั้งนี้ได้เรียนรู้วิถีธรรมชาติแบบสมจริงที่สุดค่ะ

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้ อยากให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีต้องพาลูกเที่ยว

พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้ วันหยุดนี้ไม่รู้จะพาลูกไปไหน ลองชวนกันไปเที่ยวทะเลกันเถอะ ไปแล้วได้อะไรดีๆ กว่าที่คิดจริงๆ นะ
พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้
พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้ Lindsey Biel นักบำบัดโรคเด็กในนิวยอร์ก และนักเขียนอีกท่านใน Raising a Smart Child Child to Romper ได้กล่าวว่า ชายทะเลหรือชายหาด เป็นสภาพแวดล้อมที่สามารถกระตุ้นความรู้สึกของเด็กได้มากที่สุด เนื่องจากคนเรามักจะมีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านประสาทสัมผัสของตัวเอง เมื่อเด็กได้ยิน ได้สัมผัส ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส และได้เคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมนั้นๆ ก็จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่นั่นและเรียนรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเอง

พาลูกเล่นชายหาดช่วยพัฒนาสมองเด็กได้อย่างไร
1.เสียงคลื่นทำให้เด็กสงบ
ดร. Harvey Karp ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก และผู้แต่งหนังสือขายดีที่สุดที่มีชื่อว่า The Happiest Baby on the Block ได้กล่าวว่า เสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งคล้ายกับเสียงที่ทารกได้ยินในครรภ์ของคุณแม่ เมื่อทารกได้ยินก็จะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อีกทั้งสีของท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าสดใส ก็ทำให้เด็กรู้สึกดีมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

2.เด็กได้สัมผัสพื้นผิวต่างๆ
การสัมผัสเป็นอักหนึ่งพัฒนาการที่สำคัญของสมอง เพราะมันจะช่วยเสริมสร้างการเชื่อมต่อกันของเส้นประสาทภายในสมอง ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งชายหาดยังเปรียบเสมือนห้องเก็บของเล่นและห้องปฎิบัติการทางการเรียนรู้ เพราะน้องๆ จะได้สัมผัสกับวัตถุที่แตกต่างกัน เช่น ทรายแห้ง ทรายเปียก หิน เปลือกหอย สาหร่าย น้ำและลม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กสนุกในการเรียนรู้อย่างแน่นอน!!

3.ได้สัมผัสกับกลิ่นใหม่ๆ
ปกติในชีวิตประจำวัน ทารกอาจจะได้ดมแค่กลิ่นอาหาร กลิ่นของพ่อแม่ กลิ่นของครีมอาบน้ำ ยาสระผมที่คุ้นชินตั้งแต่แรกเกิด แต่การปล่อยให้ลูกน้อยได้เรียนรู้กับกลิ่นใหม่ๆ เพิ่มเติมก็เป็นเหมือนการกระตุ้นพัฒนาการทางจมูกของลูกน้อยได้เช่นกัน เพราะบางครั้งการได้กลิ่นยังเป็นการช่วยให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องของการเชื่อมโยงเข้ากับวัตถุต่างๆ และความรู้สึกได้เช่นกัน ซึ่งที่ชายหาดเด็กๆ จะได้สัมผัสกับกลิ่นเค็มของน้ำทะเล กลิ่นอาหารทะเล อาหารปิ้งย่างที่ลอยมาตามสายลม ทำให้พวกเขาค้นพบว่ากลิ่นแบบไหนที่ตัวเองชอบหรือไม่ชอบ

4.ช่วยพัฒนาด้านสติปัญหาของเด็ก
การที่ให้เด็กได้ลองตักน้ำแล้วเท หรือการยื่นมือไปสัมผัสกับน้ำทะเล สิ่งเหล่านี้เป็นการพัฒนาทักษะด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก อีกทั้งยังทำให้น้องๆ รู้สึกสนุกและผ่อนคลายมากขึ้นอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น การเล่นน้ำทะเลหรือเล่นทรายยังเป็นการให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์หรือวิทยศาตร์ได้ดี เช่น การตักทรายด้วยภาชนะเล็กๆ แล้วถ่ายโอนไปยังภาชนะที่ใหญ่กว่า พ่อแม่อาจจะสอนลูกนับว่าต้องตักเท่าไหร่ถึงจะทำให้ทรายเต็มภาชนะชิ้นนั้น เป็นต้น

การเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้เห็น ได้ลอง ได้สัมผัส โดยเฉพาะเด็กเล็กการเรียนรู้ช่วยต้นจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ได้ดีมาก สำหรับพ่อแม่ที่เป็นห่วงว่าลูกยังเล็กสามารถพาไปทะเลได้ตอนไหน หากลูกน้อยของคุณเป็นคนที่แข็งแรงดี เมื่อลูกน้อยอายุได้ประมาณ 6 เดือนก็พาไปสัมผัสกับชายหาดได้แล้วค่ะ เพราะว่าทารกมีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้เพียงพอที่จะต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมโดยรอบได้บ้างแล้ว

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

วิธีปล่อยของสะสมในสไตล์ท็อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม

เมื่อ ท็อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม บล็อกเกอร์สายไอทีและนักสะสมของเล่นเกิดอาการอ๊อง สั่งของเล่นมาซ้ำกัน 3 อัน จะมีทางออกยังไง มาดูกัน

 

วิธีเลือกรถเข็นเด็ก เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย และใช้ได้นาน

หากจะเริ่มต้นมองรถเข็นให้ลูกซักคันจำเป็นต้องคิดให้ดี หากเลือกซื้อรถเข็นมาไม่ดี ไม่ถูกกับการใช้งาน ก็จะทำให้สิ้นเปลือง แถมยังอาจเป็นอันตรายกับลูกได้ แต่รถเข็นมีให้เลือกเยอะแยะไปหมด จะเลือกแบบไหนดี เรามีคำตอบ
วิธีเลือกรถเข็นเด็ก เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย และใช้ได้นาน
รถเข็นเด็ก เป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นที่แทบทุกบ้านที่มีเด็กจะต้องมี เพราะรถเข็นเด็กถือเป็นตัวช่วยที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยเดินทางไปที่ต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น ทำอะไรต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยที่ไม่ต้องคอยระวังกับการอุ้มลูกน้อย แถมยังช่วยลดอาการปวดหลังของคุณพ่อคุณแม่ได้อีกต่างหาก เรามาทำความรู้จักชนิดของรถเข็น และ วิธีเลือกรถเข็นเด็ก ว่าควรเลือกแบบไหนอย่างไร

รถเข็นเด็กแต่ละแบบ
ชนิดของรถเข็นเด็กโดยทั่วไปแล้ว จะมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ ได้แก่

รถเข็นเด็ก แบบ Carriage คือ รถเข็นที่มีลักษณะปรับนอนราบตรงได้ 180 องศา เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี
รถเข็นเด็ก แบบ Stroller คือ รถเข็นสำหรับให้เด็กนั่ง หรือนอนแบบเอียง ๆ ไม่ราบเกินกว่า 150 องศาโดยประมาณ ซึ่งรถเข็นชนิดนี้เป็นรถเข็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด
รถเข็นเด็กแบบ Jogging Stroller เป็นรถสำหรับเข็นวิ่ง Jogging ไปพร้อม ๆ กับคุณพ่อคุณแม่ ได้ โดยรถเข็นประเภทนี้ ถูกออกแบบให้ใช้เข็นในความเร็วที่เทียบเท่ากับการวิ่งได้
รถเข็นแบบ Car Seat คือ รถเข็นที่แปลงเป็นที่นั่งนิรภัยในรถได้

วิธีเลือกรถเข็นเด็ก

ความปลอดภัย สภาพของรถเข็นต้องดูมั่นคงแข็งแรง ไม่มีจุดหรือส่วนที่แหลมคม ไม่มีรูที่เด็กจะเอานิ้วมือหรือเท้าแหย่เข้าไป หรือมีวัสดุที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก
สายรัดหรือระบบล็อกในรถเข็น จุดล็อกที่ควรมี ได้แก่ ล็อกเอว ระหว่างขาและไหล่ ซึ่งตัวล็อกควรจะแน่นหนา ไม่ดึงหลุดง่าย ในขณะเดียวกันก็ไม่แน่นสำหรับเด็กจนเกินไป และปลดเข้าออกได้ไม่ยาก
ระบบเบรกหรือห้ามล้อ ก่อนซื้อควรทำการทดสอบที่ร้านเลยว่าระบบเบรกดีหรือไม่ ตัวล็อกรถหรือห้ามล้อหยุดดีหรือเปล่า และควรทดสอบในขณะที่พื้นเอียง และวางน้ำหนักในรถเข็น ทดสอบดูว่ารถเข็นจะต้องไม่ไหล
ล้อต้องมีความแข็งแรง และสามารถเคลื่อนตัวได้ดี
ความสูงของที่จับรถ ควรอยู่ประมาณเอวของคนเข็นหรือต่ำกว่าเล็กน้อย ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นขนาดมาตรฐานอยู่แล้ว แต่ถ้าขนาดตัวคนเข็นเล็กหรือใหญ่มาก ควรเลือกรถเข็นที่ตัวจับปรับได้ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น
ขนาดตัวเด็ก ควรเลือกรถเข็นแบบที่สามารถปรับระดับเบาะนั่งและนอนได้ เพราะทารกควรนั่งรถเข็นในท่านอน เนื่องจากคอที่ยังไม่แข็งแรง และเมื่อคอแข็งมากขึ้น ก็สามารถปรับระดับรถเข็นให้เหมาะสมกับท่านั่งของเด็กได้
ควรมีที่บังแดดหรือลม เพื่อป้องกันแสงแดดที่แยงตา หรือปิดเวลาที่ทีลมแรง และช่วยป้องกันฝุ่นละอองเข้าตาลูก
วัสดุที่ใช้ควรดูว่า สามารถถอดหรือเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายหรือไม่ พับเก็บเข้า หรือกางออกได้ง่ายหรือไม่ การระบายความร้อนภายในรถเข็นดีหรือไม่
ระยะเวลาในการใช้งาน ดูว่าจะใช้งานได้นานแค่ไหน จะให้ลูกนั่งรถเข็นตั้งแต่กี่เดือนถึงกี่ขวบ ควรเลือกที่รองรับน้ำหนักลูกได้เมื่อลูกมีอายุมากขึ้น
ตัวเลือกอื่น ๆ เช่น ดูว่ามีตะกร้าใส่ของไหม น้ำหนักเบาหรือเปล่า และควรดูเรื่องพื้นที่จัดเก็บรถเข็นในบ้าน หรือในรถ เวลาไม่ใช้งานประกอบด้วย

ข้อควรระวังในการใช้รถเข็นเด็ก

ไม่ควรให้ลูกนั่งรถเข็นนานเกิน 6 ชั่วโมง
ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่ในรถเข็นลำพังโดยไม่มีคนคอยดูแล
ไม่ใช้รถเข็นผิดวิธี เช่น นำไปบรรทุกของที่มีน้ำหนักมาก
ไม่ควรใส่วัตถุมีคม เช่น มีด กรรไกร หรือวัตถุไวไฟ เอาไว้ในช่องต่าง ๆ ของรถเข็น
ควรอ่านคู่มือก่อนใช้งาน

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้ หรือจะลองมาดูรถเข็นเด็กที่ Kaidee ก็ได้นะคะ

วันแม่นี้มีร้านที่จะพาแม่ไปอร่อยรึยัง?

วันแม่ จะพาแม่ไปกินข้าวที่ไหนดี ...เป็นคำถามที่ได้ยินบ่อยมากช่วงนี้
วันแม่แห่งชาติใกล้เข้ามาทุกทีแล้วปีนี้เป็นวันหยุดยาวเสียด้วย หลายๆคนคงอยากใช้เวลานี้อยู่กับแม่ สร้างความสุขให้กับแม่ และคำถามที่มีมาประจำทุกปีไม่พ้นคำถามที่ว่า "วันแม่ พาแม่ไปกินข้าวที่ไหนดี" วันนี้เราเลยลองหาร้านที่เราเลือกๆไว้ว่าจะพาแม่ไปมาเสนอเผื่อเป็นไอเดียสำหรับหลายๆคน
ไม่รู้ว่าแม่บ้านอื่นเป็นแบบบ้านเรารึปล่าวที่ชอบบอกว่าไม่ต้องพาไปหรอกบ้าง...ชอบบ่นว่าแพงไปบ้าง แต่เมื่อพาไปจริงๆแล้วก็ยิ้มแก้มปริทุกที
วันนี้ลองดูร้านที่เรามาแนะนำนะคะบางร้านก็น่าจะมีโปรโมชั่นดีดีสำหรับวันแม่ลองสอบถามกันดูเลยค่ะ

1.บุฟเฟต์ติ่มซำร้อนๆ
ที่ห้องอาหารซุยเซียน The Landmark Bangkok Hotel ทุกมื้อกลางวันและเย็นเราสามารถทานติ่มซำได้ในทุกเวลาที่เราต้องการและเป็น All you can eat ติ่มซำด้วยนะคะ ซึ่งเราสามารถเลือกสั่งได้มากว่า 40 รายการเลยค่า
ในเมนูที่เราทานแล้วปลื้มจะมีทั้งฮะเก๋ากุ้ง ขนมจีบกุ้งหยก ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งกรอบ กุ้งทอดครีมสลัด ฟองเต้าหู้ห่อกุ้งทอด ผักกาดขาวห่อกุ้งนึ่ง เกี๊ยวกุ้งนึ่ง และทอด ซี่โครงหมูนึ่งเต้าซี่ กุ๊ยช่ายทอด ซาลาเปาไส้ครีม ขนมผักกาด พายหมูแดง...จาระนัยกันไม่หมด เมนูที่เป็นกุ้งจะเป็นกุ้งแบบเต็มปากเต็มคำเนื้อแน่นๆ รับรองคุณแม่ต้องปลื้มปริ่ม นอกจากนี้มีซุปให้เลือกคือซุปเสฉวนทะเล ซุปเยื่อไผ่ ซุปกระเพาะปลาน้ำแดง หรือถ้าไม่อิ่มก็จะมีข้าวผัดฟูเจากับก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ราดหน้าทะเลให้เลือกค่ะ ส่วนขนมหวานก็มีบัวลอยน้ำขิง สาคูแคนตาลูป หรือลิ้นจี่ลอยแก้วนะคะ

บุฟเฟต์ติ่มซำมื้อกลางวัน วันจันทร์ - วันเสาร์ 11.30 - 14.30 น. ราคา 848 บาท
บุฟเฟต์ติ่มซำมื้อค่ำ วันจันทร์ - วันอาทิตย์ 18.00 - 22.30 น. ราค 883 บาท
บุฟเฟต์มื้อกลางวัน วันอาทิตย์ 11.00 - 15.00 น. ราคา 1,060 บาท แต่วันอาทิตย์จะมีเป็ดปักกิ่ง หมูหัน หมูกรอบ ไก่แช่เหล้า แมงกระพรุนให้เลือกทานด้วยค่ะ จะบอกว่าเป็ดปักกิ่งที่นี่เลอค่ามาก หนังกรอบแล่ได้บางเฉียบและน้ำจิ้มเด็ดค่ะ

ที่ตั้ง : ห้องอาหารจีนซุยเซียน (ชั้น 10) โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ The Landmark Bangkok Hotel(BTS สถานีนานา ทางออก 2) สำรองที่นั่งหรือสอบถามเพิ่มเติมโปรโมชั่น โทร : 02-254-0404

2.ไปจิบชาสวยๆ
Afternoon Tea ที่ โรงแรมWaldorf Astoria Bangkok สวยเก๋คุณแม่ปลื้มแน่นอน
“Waldorf Astoria Bangkok” เป็น Waldorf แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สุดของความเนี๊ยบ หรูหรา เลอค่าใจกลางกรุงเทพมหานคร
"Taste of summer " ชุดน้ำชาผลไม้ยามบ่ายคลายร้อนชุดนี้ เสริฟ์แบบเรียบๆไม่เว่อร์วัง แต่รับประกันความอร่อยทุกคำจริงๆ ในเซ็ตจะมีทั้งส่วนของคาวและหวานเสริฟ์กับชา Mariage Frères หอมละมุน จิบชาไปชวนคุณแม่ถ่ายรูปเก๋ๆอวดเพื่อนไป
สำหรับ Afternoon Tea นี้ ราคาชุดละ 2,100 บาท ++โดยราคารวมเครื่องดื่มชาหรือกาแฟสำหรับ 2 ท่าน นอกจากนี้ยังสามารถเลือกรับประทานชุดน้ำชายามบ่ายคู่กับแชมเปญบิลเลอคาร์ท-แซลมอน (2 แก้ว) ได้ในราคาชุดละ 3,800++ บาท
ที่ตั้ง : Waldorf Astoria Bangkok, ชั้น Lobby (Upper Lounge) ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

3. ดื่มด่ำอาหารไทย
ถ้าคุณแม่ชอบแนวอาหารไทย ชอบอาหารรสชาติจัดจ้าน ขอแนะนำร้านแม่ลาคิทเช่นผู้จัดจ้านในย่านเมืองทองธานี มี่นี่มีอาหารไทยอร่อยๆมากมายหลายร้อยเมนู ต้นตำรับมาจากสิงห์บุรีแท้ๆเพราะทุกวันนี้วัตถุดิบหลายๆอย่างก็ยังตรงมาจากที่นั่น เมนูแนะนำไม่ว่าจะเป็นปลาช่อนเผาเนื้อหวานๆ ต้มยำไข่ปลาช่อน (ซึ่งมีตามฤดูกาล) หอยนางรมทรงเครื่อง แกงคั่วหอยขม หรือแม้แต่กุ้งเผาที่ถ้าคุณแม่ได้ทานแล้วต้องยิ้มแน่นอนค่ะ
ที่ตั้ง : 50/683 ถนน เลี่ยงเมืองปากเกร็ด 11 ตำบล บางพูด อำเภอ ปากเกร็ด นนทบุรี 11120
ติดต่อ / สำรองโต๊ะล่วงหน้า : โทร. 025033272
Facebook Fanpage : Mae-La Kitchen

4. พาไปใกล้ทะเล
พาคุณแม่ไปเปลี่ยนบรรยากาศหาSeafood ดีๆทานกัน ไม่ต้องไปไกลแถวแม่กลองมีร้านดัง ชื่อร้านแดงอาหารทะเล ร้านนี้แนะนำว่าควรไปกันหลายๆคนเพราะอาหารจานใหญ่มาก และราคาค่อนข้างแรงตามคุณภาพของค่ะ ของทุกอย่างสดและไซส์ที่จัดมาค่อนข้างใหญ่ อร่อยแน่นอน มื้อพิเศษแบบนี้ไม่มีผิดหวังค่ะ
ที่ตั้ง : ซอยราษฏร์ประสิทธิ์, แม่กลอง, อ.เมืองสมุทรสงคราม, จ.สมุทรสงคราม, 75000, ประเทศไทย สมุทรสงคราม (เมื่อเจอโรงเรียนดรุณานุกูลอยู่ทางซ้ายมือ วิ่งตรงมาประมาณ 400 เมตรจะเจอร้านอยู่ทางขวามือ)
โทร: โทร: 034-712-077, 086-507-3210

5. ทำอาหารให้แม่ทานเองเลย
สำหรับคนที่ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะพาแม่ไปที่ไหน เรามีอีก 1 ทางเลือกค่ะ ซึ่งแบบนี้รับรองว่าคุณแม่ต้องปลื้มแน่นอน คือการทำอาหารให้คุณแม่ทานด้วยฝีมือตัวเอง อ่านมาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจส่ายหัวบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เกิดมาไม่เคยทำอะไรกินนอกจากมาม่ากับทอดไข่เลย แล้วจะไปทำอะไรให้แม่กินได้ยังไงกัน
สมัยนี้เรื่องทำอาหารไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เราเองไปลงเรียนทำหมี่กรอบชาววังกับหลนปูมาจากโรงเรียนการอาหารไทยเอ็ม เอส ซี ( MSC Thai Culinary School ) เป็นโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นโดย เชฟชุมพล แจ้งไพร เป็นเชฟมืออาชีพที่ประสบการณ์มากมายที่นี่เป็นขุมความรู้ทางด้านอาหารอย่างไม่ต้องสงสัยค่ะ เป็นคอร์สแบบเรียนจบภายในวันเดียวค่ะ ตั้งใจว่าจะมาทำให้แม่ชิมในวันแม่นี่แหละค่ะ หรือถ้าหากไม่มาลงเรียนก็เปิดดูเอาตามยูทูปเอาก็ได้นะคะแม่ทานแล้วปลื้มใจเช่นกัน
ที่ตั้ง : 457-457/1-6 ถนนสุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

หวังว่าไอเดียเหล่านี้คงจะช่วยให้วันแม่ที่กำลังจะมาถึงของคุณมีอะไรที่สร้างความสุขให้กับคุณแม่ได้ไม่มากก็น้อย แต่ถ้างบในกระเป๋าไม่พอ แนะนำว่าของที่บ้านที่ไม่ใช้เอาออกมาลงขายที่ Kaidee แปลงทรัพย์สินเป็นเงินทุนกันก็ไม่เลวนะคะ