รวมร้านอร่อยในเชียงใหม่

ที่เมืองเชียงใหม่ทีไรมีร้านอาหารอร่อย ๆ ประจำถิ่นมากมาย ถือว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อุดมไปด้วยร้านอาหารดี ๆ ราคาไม่แพง มีทั้งอาหารเหนือ อาหารถิ่น อาหารตะวันตก หรือกระทั่งขนมหวาน ช่วงที่เรากำลังปรับตัวกับ New Normal กัน เราจะแนะนำซัก 4-5 ร้านของร้านดีดีที่เชียงใหม่ ซึ่งพร้อมที่จะให้บริการทั้ง Delivery และไปนั่งที่ร้านนะคะ
1. Ginger Farm Kitchen เชียงใหม่
ที่นี่เป็นร้านอาหารเพื่อสุขภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ว่า from farm to city หรือจากฟาร์มสู่เมืองนั่นเอง จุดเด่นของร้านนี้อยู่ที่การนำวัตถุดิบที่เป็นของพื้นบ้านในแต่ละท้องถิ่นนำมาปรุงเป็นเมนูต่าง ๆ ให้เราได้อิ่มอร่อยกัน ไม่ว่าจะเป็นผักออร์แกนิค เนื้อสัตว์ที่ถูกเลี้ยงแบบปล่อย หรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่หาทานได้ยาก แต่ใช่ว่าเมนูจะมีแต่ผักเท่านั้นนะคะ มีเมนูอร่อยๆเยอะเลยค่ะที่ร้าน เมนูที่สั่งมาชิมช่วงอยู่บ้านจะมีทั้ง ผัดไทยโบราณ ข้าวผัดน้ำพริกกะปิ+หมูทอด ข้าวผัดลาบ ยำอกไก่แซ่บ และสั่งสินค้ามาตุนในตู้เย็น ไม่ว่าจะเป็น ปูอ่อง ไส้อั่ว น้ำพริกตาแดง น้ำพริกข่า

ที่ตั้ง : One Nimman ถนนนิมมานเหมินท์ ตำบล สุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ (ในโครงการ One Nimman บน ถ.นิมานเหมินท์ ร้านจะอยู่บริเวณปากทางเข้า ถ.นิมานเหมินท์ ซ.1)
โทร : 052-080-928
2. Din Café
คาเฟ่กลางสวนลำไย ตัวร้านตกแต่งมินิมอล ผสมผสานกับตัวบ้านเดิม มีต้นไม้ตกแต่งร่มรื่น ลมพัดเย็นสบาย ไม่ใช้เครื่องปรับอากาศนะคะ ร้านกาแฟบ้านดิน ไม้ไผ่ เน้นให้คนที่มาใช้วิตกับธรรมชาติ เดินเท้าปล่าวสัมผัสหญ้า ดิน เย็นๆอยู่กับธรรมชาติ ตอนที่แวะไปยังนั่งที่ร้านไม่ได้เลยซื้อแบบ Take Home กลับมา ตอนนี้ร้านเปิดให้ไปนั่งทานที่ร้านกันได้แล้วค่ะ เมนูยอดนิยมเป็น Burger หมู กับข้าวกระเพราหมูค่ะ และที่ร้านจะมีเบเกอรี่อร่อยๆด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Japanese Chesse Cake , Channel หรือแม้แต่ขนมปัง Sourdoughs ทำจากยีสต์ธรรมชาติในบางครั้ง

ที่ตั้ง : 1269 ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง เชียงใหม่ 50230
โทร: 088-269-2580
3. Flour Flour Loaf
ร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมปังที่สุดในเชียงใหม่แล้วในตอนนี้ สาขาที่ไปนี้เป็นสาขาใหม่ ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน B Avenueคือเค้าเอาอาคารพานิชย์มารีโนเวทได้แบบน่ารักมาก เข้ามาในร้านจะได้กลิ่นหอมของขนมอบ เค้าทำกันสดๆที่หลังร้านนี้สามารถไปยืนแอบมองได้ค่ะ นอกจากที่เราจะสั่ง Delivery ในเชียงใหม่แล้ว เค้ามีบริการส่ง Kerry ถึงกรุงเทพฯเลยนะคะขนมปังที่มีให้เลือกหลากหลายมาก ต้องมาๆ

ที่ตั้ง : 200 13 B Avenue ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่
โทร : 092 916 4166
4. The House By Ginger
ร้านอาหารไทย อาหารสไตล์ East meet West มีความเป็นไทยสูง ถูกได้รับการแนะนำจากหลายๆสำนักหากต้องการหาร้านอาหารไทยที่อวดชาวต่างชาติได้แบบไม่อายใคร ช่วงกักตัวที่ผ่านมาทางร้านก็มีบริการ Delivery ทั้งอาหารและขนมเบเกอรี่อร่อยๆแบบมีคุณค่า มีทั้งSet รวมฮิต Appetizer ปลาแห้งแตงโม หมูอบซอส เนื้อต้มกะทิ และ .มูสมะม่วง เค้กกล้วยหอม ช็อกโกแลตฟัดจ์ พานาคอตต้าลิ้นจี่ ค่ะ อร่อยๆทั้งนั้น

ที่ตั้ง : 199 ถ.มูลเมือง ต.ศรีภูมิ อ.เมือง เชียงใหม่
โทร : 053 287 681
5. FLAT CAFÉ
คาเฟ่เปิดใหม่ ตกแต่งในสไตล์มินิมอลกับโครงสร้างเสาสีขาวใส จะยกกล้องมาถ่ายมุมไหนก็สวยทุกมุมไปเลย

เป็นร้านที่พิถีพิถันทั้งในส่วนของเครื่องดื่มและขนม ในราคามิตรภาพ ทางร้านมี Delivery ในช่วงกักตัว แต่ตอนนี้ร้านเปิดนั่งได้แล้วก็แวะไปได้ค่ะ

ที่ตั้ง : 18 ศรีวิชัยซอย4 ต.สุเทพ อ.เมือง เชียงใหม่ 50200
โทร : 083 424 2632
เชียงใหม่ยังมีร้านเด็ดอีกมาก ทั้งร้านเก่าร้านใหม่เต็มไปหมด ตอนนี้ร้านส่วนมากก็จะเปิดให้นั่งทานที่ร้านได้แล้ว แต่ขอให้รักษาระยะห่าง Social Distancing กันไว้นะคะ และหลายๆร้านก็ยังคงให้บริการ Delivery กันต่อไป เพราะถือว่าเป็นอีก 1 ช่องทางที่จะบริการลูกค้า และเพิ่มรายได้ให้กับร้านได้ สำหรับท่านที่กำลังมองหาที่พักที่เชียงใหม่ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลักหรือบ้านที่สอง ลองเข้าไปดูกันที่ BaanKaidee นะคะ น่าจะมีบ้านที่ถูกใจในทำเลที่เหมาะสมและราคาไม่แพงรอให้เข้าไปซื้อกันนะคะ

“ถั่วงอกดิบ” กับอันตรายที่ควรระวัง

“ถั่วงอก” ผักที่พบในหลากหลายเมนูของอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องเคียงของก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอด ตำถาด หรือแม้กระทั่งผัดถั่วงอกที่เปลี่ยนจากผักเครื่องเคียงมาเป็นเมนูหลัก แม้ว่าถั่วงอกจะอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกันอยู่บ่อย ๆ แต่หากเป็น “ถั่วงอกดิบ” เราอาจไม่อยากแนะนำให้รับประทานกันสักเท่าไร เพราะอาจส่งผลเสียบางอย่างต่อร่างกายได้

อันตรายจากถั่วงอกดิบ
ถั่วงอกดิบพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซาลโมเนลลา หรืออีโคไล ซึ่งไม่ใช่แค่บ้านเราเท่านั้น ที่ต่างประเทศก็พบการปนเปื้อนของเชื้อโรคเช่นกัน เมื่อทำการเพาะถั่วงอก ความชื้นและอุณหภูมิของถั่วงอกในการเจริญเติบโต เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ถั่วงอกอาจพบสารฟอกสีที่มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูง เพราะผู้ผลิตบางรายนำสารฟอกขาวมาแช่ถั่วงอก เพื่อให้ถั่วงอกมีสีขาว อวบ น่ารับประทานและเก็บไว้จำหน่ายได้นาน

แม้ว่าจะมีสารฟอกขาวบางประเภทที่อนุญาตให้นำมาใช้ในอาหารได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ แต่เนื่องจากเป็นสารฟอกขาวที่มีฤทธิ์ในการฟอกต่ำ ผู้จำหน่ายจึงนิยมใช้สารฟอกขาวประเภทที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารมากกว่า คือ โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์มาผสม สารนี้มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูงกว่าประเภทแรก 2-3 เท่า สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่มีอันตรายต่อร่างกายเมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดอาการหายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน อุจจาระร่วง สำหรับผู้ที่แพ้อย่างรุนแรงหรือป่วยเป็นโรคหอบหืดจะมีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการช็อค หมดสติและอาจเสียชีวิตได้

วิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากถั่วงอก
1. หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วงอกดิบหากไม่ทราบแหล่งผลิตที่ชัดเจน

2. ปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทานเสมอ อาจบอกร้านอาหารให้ลวก หรือปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยว และเมนูอาหารอื่น ๆ เป็นต้น การปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทาน จะทำให้สารไฮโดรซัลไฟต์ที่อาจมีอยู่ในถั่วงอกถูกทำลายด้วยความร้อน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการนำถั่วงอกดิบมารับประทานสด ๆ

3. ไม่ควรเลือกถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ

4. หากจำเป็นต้องรับประทานถั่วงอกดิบจริง ๆ ควรหลีกเลี่ยงถั่วงอกที่มีสีคล้ำ มีส่วนเน่าเสียปนอยู่เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

สอนเรื่องสีให้วัยอนุบาลช่วยกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน

เรื่องสีสันกับเด็ก ๆ เป็นของคู่กัน โดยเฉพาะได้ทำงานศิลปะ สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่ได้ระบายสี เล่นสี งานนี้ไม่มีปฏิเสธ สีนอกจากจะสร้างความสวยงามแล้ว สียังช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็กวัยอนุบาลได้อีกด้วย กระตุ้นพัฒนาการอย่างไร และจะมีวิธีสอนเรื่องสีอย่างไรให้เจ้าหนูไม่เบื่อ ติดตามอ่านกันค่ะ
สอนเรื่องสีให้วัยอนุบาลสำคัญอย่างไร
ผศ.บุบผา เรืองรอง อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช กล่าวถึงความสำคัญของการสอนเรื่องสีให้วัยอนุบาลไว้ว่า รอบ ๆ ตัวเรา มีสีเป็นองค์ประกอบของทุกสิ่งบนโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ สีมีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ท้องฟ้า ใบไม้ ดอกไม้ สีผิวของคน สีตา สีผม เป็นต้น และมนุษย์ยังสร้างสรรค์สีขึ้นมาอีกมากมาย แสดงให้เห็นว่าสีมีความสำคัญต่อมนุษย์เรา

สีนอกจากจะมีความสวยงามทำให้สิ่งต่าง ๆ ชวนมองแล้ว สียังแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป สีที่มีอยู่ตามธรรมชาติและที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นนี้ จะมีความเข้มในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่สีอ่อนไปจนสีเข้ม มนุษย์นำสีที่สร้างสรรค์ขึ้น แต่งเติมในวัตถุทุกอย่างในโลกนี้ ดังนั้น การสนับสนุนให้เด็กสังเกตสีของวัตถุตามธรรมชาติและวัตถุที่ผลิตจากคนเรา จะทำให้เด็กรู้จักสีต่าง ๆ ระดับความเข้มจางของสี แหล่งที่มาของสี การนำสีมาใช้ประโยชน์หรือการเกิดประโยชน์จากสี และเรียนรู้ความรู้สึกที่สัมผัสสี เพราะสีมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนเรา

สี : ช่วยกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน

ช่วยให้เด็กเข้าใจโลกและสิ่งที่อยู่รอบตัว คือ สีเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของวัตถุ และสีจะเกี่ยวข้องกับตัวเด็ก เพราะสีอยู่ที่ตัวเด็กเองตลอดทั่วร่างกาย ทั้งสีผม สีผิว สีนัยน์ตา สีเล็บ สีฟัน เป็นต้น สีช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการมองของเด็กได้อย่างดี
สีช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง เด็กมีความรู้สึกต่อสีหรือสีสร้างความรู้สึกให้แก่เด็กได้ โดยเฉพาะหากเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและหลากหลาย สิ่งเหล่านี้จะไปกระตุ้นสมองทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทและทำให้เส้นใยประสาทอยู่คงทน
สีช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การสัมผัสรสชาติทั้งหลาย เด็กอาจใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันเข้าไปสัมผัสกับวัตถุหรือเหตุ การณ์ เป็นเหตุให้เด็กเกิดการสังเกตและได้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะและคุณสมบัติของวัตถุนั้นได้
การสังเกตสีเป็นพื้นฐานข้อมูลสำหรับเด็ก การมีประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ว่ามีสีหลากหลาย ทั้งเหมือนกันและแตกต่างกัน เด็กก็จะเรียนรู้การจำแนกประเภทต่อไป การจำแนกประเภท คือ การแบ่งพวกหรือคัดแยกวัตถุตามกระบวนการ การจำแนกนี้เกิดจากเด็กสามารถเปรียบเทียบและบอกข้อแตกต่างของคุณสมบัติของวัตถุนั้น ๆได้
การเรียนรู้เรื่องสีมีผลต่อการพัฒนาภาษาของเด็ก เมื่อเด็กได้เห็นสี ได้ยินคำศัพท์เกี่ยวกับสี ได้สัมผัสสี มีอารมณ์และความรู้สึกเกี่ยวกับสี ก็จะเป็นการเร้าและเสริมการรับรู้ให้เด็กมีการใช้ภาษา จนกระทั่งสามารถใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารต่อไป
นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ความรู้เรื่องสีที่เด็กเรียนรู้ จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เด็กสามารถเลือกสวมเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายสีที่โรงเรียนกำหนดได้ เด็กจึงเป็นผู้มีวินัย เมื่อเขาจะข้ามถนน เขาจะเลือกข้ามทางม้าลาย เพราะม้าลายใช้สีขาวดำ เป็นสัญลักษณ์ตามกฎจราจร เป็นต้น

กิจกรรมการสอนเรื่องสี

การเล่นบล็อกสีต่าง ๆ ที่ทำจากไม้ พลาสติก กล่องกระดาษ เด็กเล่นบล็อกได้หลายแบบ งานต่อบล็อกอาจจะเกิดการสร้างสรรค์ เมื่อเด็กเล่นเป็นกลุ่ม เด็กจะได้สื่อสารในกลุ่ม เรียกชื่อสีที่เขารู้จัก เด็กหลายคนจะมีประสบการณ์เรื่องสีมาแลก เปลี่ยนกันขณะที่เขาเล่นร่วมกัน
มุมหนังสือ จัดเตรียมหนังสือเรื่องสี หรือสิ่งต่าง ๆ มีสีไว้ให้เด็กอ่าน หรือเมื่ออยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่อาจจัดมุมหนังสือและหาหนังสือเรื่องสี หรือนิทานภาพสีมาให้อ่าน ลูกจะรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน หรือจะสอนให้เด็กเรียนรู้เรื่องสีได้ด้วยเองอย่างง่าย ๆ ด้วยการทำหนังสือ เรียกว่า หนังสือทำมือ กำหนดจุดมุ่งหมายให้เด็กรู้เรื่องสี อ่านชื่อสี จำแนกวัตถุจากสี และมีจินตนาการจากสี
แสดงบทบาทสมมติ จัดเป็นสถานที่ในชุมชน เช่น ร้านค้า บ้าน คลินิก ร้านเสริมสวย เป็นต้น จัดอุปกรณ์ให้เด็กมีโอกาสเรียนและเล่นเรื่องสี เช่นร้านตัดเสื้อผ้า หรือขายเสื้อผ้า สีหลากหลาย จัดบ้านให้มีเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ เช่น ผ้าม่าน หมอน ชุดรับ แขก จานข้าว หรืออื่นๆ มีสีสันสวยงาม
มุมธรรมชาติศึกษาหรือมุมวิทยาศาสตร์ ครูเตรียมวัสดุให้เด็กได้ทดลองเรื่องสีอย่างอิสระ เช่น พืชที่ให้สี ดินสีต่างๆ น้ำสำหรับผสมสี กระป๋อง ผ้ากรอง เด็กอาจจะผสมน้ำกับดิน น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีเหมือนดิน สีดำ สีแดง สีส้ม เช่นเดียวกับการนำใบพืช ดอกไม้ ราก มาขยำ หรือปั่นกับน้ำ เด็กจะเห็นสีน้ำเปลี่ยนสีตามส่วนประกอบของพืชชนิดนั้นๆ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาปรับใช้สอนเรื่องสีกับลูกที่บ้านก็ได้นะคะ
เกมการศึกษา เป็นการเล่นเพื่อพัฒนาสติปัญญา มีกฎกติกาง่ายๆ ช่วยให้เด็กสังเกต คิดหาเหตุผลและเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสี เช่น เกมจับคู่สี เรียงลำดับความแก่อ่อนสี โดมิโนสี ลอตโตสี ต่อบัตรสีตามแบบ

คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบกันแล้วนะคะว่าการเรียนรู้เรื่องสีในวัยอนุบาลนั้นให้ประโยชน์มากมายจริง ๆ และสามารถหากิจกรรมที่จะสอนเกี่ยวกับเรื่องสีจากสิ่งรอบ ๆ ตัว เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของลูกอย่างรอบด้าน มาสอนเรื่องสีให้ลูกกันเถอะค่ะ

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

วิธีเลือกกระเป๋าเป้ให้ลูก เมื่อลูกต้องแบกกระเป๋าหนักมากไปโรงเรียน

บ้านไหนเป็นกันบ้างที่ทุกวันนี้ ลูกๆ ต้องแบกกระเป๋าหนักๆ ไปโรงเรียน จะเอาหนังสือออกก็ไม่ได้ เพราะต้องใช้เรียนทั้งนั้น สงสารก็สงสาร วิธีเดียวที่พอจะช่วยลูกได้ คือ วิธีเลือกกระเป๋าเป้ให้ลูก
วิธีเลือกกระเป๋าเป้ให้ลูก เมื่อลูกต้องแบกกระเป๋าหนักมากไปโรงเรียน
โรงเรียนสมัยนี้มีปัญหาเรื่องห้องเรียนไม่เพียงพอบ้าง หรือไม่ให้เอาหนังสือไว้ที่โรงเรียนบ้าง ทำให้เด็ก ๆ ต้องประสบปัญหาจากการที่ต้องหอบหนังสือวันละหลาย ๆ กิโลไปโรงเรียน ซึ่งปริมาณหนังสือรวมกับสมุดก็ไม่ใช่น้อย ๆ เพราะวันหนึ่งเรียนหลายวิชามาก บางเล่มก็หนาจริง ๆ จนกระเป๋าแทบขาด ขนาดกระเป๋ายังรับไม่ไหว นับประสาอะไรกับหลังของเด็กที่ต้องมาแบกรับหบังสือเรียนจำนวนมากเหล่านั้น แต่คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่า ผลเสียจากการที่ลูกต้องสะพายกระเป๋าหนัก ๆ ทุกวันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วพ่อแม่มี วิธีเลือกกระเป๋าเป้ให้ลูก ยังไง เพื่อให้สามารถแบกหนังสือไปโรงเรียนได้ทุกวัน

ดร. Karena Wu นักกายภาพบำบัด ได้บอกว่า สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอย่างมาก เมื่อต้องเห็นลูกน้อยสะพายกะเป๋าหนัก ๆ ทุกวัน คือ น้ำหนักกระเป๋า และตัวซับพอร์ตกระเป๋า เพราะอะไร? เพราะทั้งสองนี้จะช่วยลดอาการบาดเจ็บของลูกน้อยให้น้อยลง แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองหลายคนไม่รู้ เลือกแต่กระเป๋าแฟชั่น ลายน่ารัก ๆ ให้ลูกมากกว่า ซึ่งถ้าดูจริง ๆ มันก็สวยน่ารัก เหมาะสำหรับเด็ก ๆ นั่นแหละ แต่มันเหมาะกับใส่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ถ้าลูกต้องแบกหนังสือเรียนไปเรียนเยอะ ๆ ควรจะเลือกกระเป๋าที่ช่วยให้ลูกน้อยสะพายได้ดีขึ้นจะดีกว่า แน่นอนว่าการสะพายกระเป๋าที่หนักเกินไปจะส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างแน่นอน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1. ปวดหลังเรื้อรัง
ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าสะพายเป้ที่มีน้ำหนักมาก ๆ แล้วผิดท่า ก็มักจะเจ็บคอ ปวดหลังบริเวณส่วนกลาง และส่วนล่าง ซึ่งกระเป๋าเป้ที่ดีที่เหมาะกับรับน้ำหนักจำนวนมาก ๆ ต้องมีที่รองด้านหลังและสายรัดเอวเพื่อกระจายน้ำหนัก รวมถึงอาจจะเลือกกระเป๋าที่มีช่องระบายอากาศเพื่อให้รู้สึกสบายได้ดียิ่งขึ้น

2. บุคลิกที่ดูแย่
เมื่อลูกน้อยสะพายกระเป๋า ตำแหน่งของร่างกายก็จะเปลี่ยนไป พอสะพายกระเป๋าหนัก ๆ บุคลิกของน้องก็จะดูไม่ดี ไหล่จะตก หลังจะค่อมลง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับน้ำหนักของเป้ที่จะสายหลัง จะต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 10 - 20 เปอร์เซนต์ของน้ำหนักตัวเด็ก เช่น ลูก หนัก 20 กก. ต้องสะพายเป้น้ำหนักไม่เกิน 4 กก. เป็นต้น

3. รู้สึกเมื่อยล้าได้ง่าย
ดร. Steven Dowshen กุมารแพทย์ ได้เผยว่า หากเด็กสะพายกระเป๋าเป้ที่หนัก จะทำให้สายรัดกดทับเข้าไปในไหล่อาจส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทั้งยังอาจกระทบถึงเส้นประสาทด้วย พอนาน ๆ ไป มันจะทำให้เกิดอาการเสียว อ่อนแรงร้าวไปทั้งแขน และมือได้ วิธีการที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงอาการเหล่านี้ ควรเลือกสายสะพายกระเป๋าที่มีขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยรู้สึกไม่สบายตัวในการใช้ชีวิตประจำวันไม่ว่าจะที่โรงเรียน หรือที่บ้าน

พ่อแม่บางคนอาจแก้ปัญหาให้ลูกน้อยใช้กระเป๋าลากไปโรงเรียน แต่ก็ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องสะพายเป้ไปโรงเรียน ดังนั้น พ่อแม่ควรเลือกกระเป๋าให้ลูกที่มีสายสะพายขนาดใหญ่ มีฟองน้ำหรือแผ่นรองรับอยู่หลังกระเป๋า และมีสายรัดด้านหน้าด้วย ส่วนน้ำหนักของกระเป๋าที่เลี่ยงได้ควรไม่เกิน 10-20% ของน้ำหนักตัวลูกค่ะ

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

กินข้าวในปิ่นโตออร์แกนิคใจกลางเมือง

ในยุคสมัยนี้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจในวิถีการอยู่การกินกันมากขึ้น คำว่า “ออร์แกนิค" เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของพวกเรา ...ออร์แกนิค คือ ผลผลิตจากการเกษตร ที่ได้ผ่านกระบวนการผลิตทางเกษตรที่ปลอดสารเคมีทุกชนิดที่จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกระบวนการเลี้ยง การปลูก ต้องมีการดูแลอย่างพิถีพิถัน ก่อนที่จะเริ่มการปลูกก็จะต้องเตรียมหน้าดินด้วยวิธีธรรมชาติ เมล็ดพันธุ์ที่เลือกมาปลูกต้องสะอาดปลอดภัย เรียกได้ว่าตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการต้องผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถัน ตามหลักมาตรฐานสากล

Patom คือ ออร์แกนิกคาเฟ่ที่เปิดอยู่ใจกลางทองหล่อ ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 49 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Organic Living เน้นเสิร์ฟเมนูสุขภาพ ผัก และผลไม้ ด้วยวัตถุดิบออร์แกนิคมาตรฐานสากลจากกลุ่มเกษตรกรในมูลนิธิสังคมสุขใจ และภายในร้านยังมีจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ ทั้ง สบู่ ยาสระผม ลิปบาล์ม และอื่นๆอีกหลายอย่าง

ที่นี่จะเน้นเสิร์ฟอาหารเมนูเพื่อสุขภาพทานง่าย ที่ทางร้านปรุงสดใหม่ทุกวัน ด้วยวัตถุดิบออร์แกนิคมาตรฐานสากลจากกลุ่มเกษตรกร รายได้จากการจำหน่าย 3% มอบให้กับมูลนิธิสังคมสุขใจ เพื่อสมทบทุนการพัฒนาระบบอาหารที่สมดุลย์

ภาชนะที่ใช้จะเป็นปิ่นโต น้ำจากขวดแก้วซึ่งทุกอย่างนำมาล้างแล้วใช้ใหม่ได้ ที่นี่เป็น Self Serviceนะคะ เราไปเลือกหยิบอาหารที่ต้องการ แล้วไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ และเมื่อทานเสร็จก็มาเก็บในที่ที่จัดไว้โดยแยกประเภทของขยะและภาชนะใส่ตามที่เค้าจัดไว้ค่ะ

อาหารที่นี่มีทั้งคาวและหวาน ที่เราชิมมาจะมี

ขนมไทยต่างๆ รสชาติหวานน้อยๆทานเพลินๆ

ตะลิงปิงคลัมเบอร์บาร์ อร่อยมากก

ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน น้ำจิ้มแซ่บๆ

อยากไปลองอีกหลายเมนูเลยค่ะ เดี๋ยวแวะไปอีกแน่ๆค่ะ

ใครแนวสุขภาพไม่ควรพลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง แนะนำว่าให้มาวันธรรมดา หรือมาเช้านิดนึงค่ะ เพราะคนเยอะเหมือนกันร้านนี้และชาวต่างชาติก็มากันเยอะมากด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเราอยากทำอาหารแนวออร์แกนิคทานเองที่บ้านก็ไม่ยาก ลองเข้าไปหาซื้อผักผลไม้จากใน FarmKaidee ดูก็ได้นะคะ มีให้เลือกหลายอย่างเลยค่ะ และเราก็สามารถสร้างสรรค์เมนูแนวสุขภาพแบบนี้ได้เองเช่นกัน

เตรียมของให้ลูกไปโรงเรียนอนุบาล ลูกเข้าเรียนอนุบาลต้องใช้อะไรบ้าง

เตรียมของให้ลูกไปโรงเรียนอนุบาล ต้องใช้อะไรบ้าง
เตรียมของให้ลูกไปโรงเรียนอนุบาล เด็กๆ จำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง สำหรับพ่อแม่ที่ไม่รู้ว่าต้องเตรียมอะไรให้ลูก ลองมาดูลิสต์รายการที่เด็กๆ ต้องใช้กัย ดังต่อไปนี้ค่ะ

1.ชุดสำรอง
ในโรงเรียนบางทีอาจมีกิจกรรมให้น้องๆ ได้ทำในแต่ละวัน สิ่งแรกที่คุณแม่ต้องทำคือดูตารางเรียนของน้องๆ ว่าวันนี้มีเรียนอะไรบ้าง จำเป็นต้องมีชุดไปเปลี่ยนไหม เพื่อที่น้องๆ จะได้มีชุดใส่หลังจากทำกิจกรรมค่ะ แต่สำหรับน้องๆ ที่เพิ่งเข้าโรงเรียน การมีชุดสำรองติดกระเป๋าไว้น่าจะดีกว่า เพราะน้องบางคนยังมีปัญหาเรื่องการฉี่รดที่นอนอยู่ หรือไปเข้าห้องน้ำไม่ทัน ชุดสำรองน่าจะช่วยได้ค่ะ และอย่าลืมปักชื่อให้เรียบร้อย ป้องกันการสลับชุดด้วยนะคะ

2.อุปกรณ์เครื่องเขียน
ไปเรียนจะไม่มีอุปกรณ์การเรียนได้ยังไงใช่ไหมค่ะ อุปกรณ์การเรียนก็ได้แก่ ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด กล่องดินสอ สี จะเป็นสีเทียนหรือสีแท่งก็ได้ค่ะ สมุดแต่ละรายวิชาตามตารางเรียน และแฟ้มใส่ผลงานน้อง นอกเหนือจากนี้ อาจต้องถามครูประจำชั้นว่าต้องมีอะไรเพิ่มเติมไหมค่ะ

3.นมกล่อง
ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะมีนมให้น้องอยู่แล้ว แต่ว่าที่โรงเรียนอาจปล่อยให้น้องกินนมตามเวลาเท่านั้น ทำให้บางโรงเรียนแจ้งให้พ่อแม่เตรียมนมมาให้ลูกเผื่อไว้ด้วย เพื่อให้น้องๆ ได้ทานเพิ่มเติมค่ะ ที่สำคัญคคุณแม่อย่าลืมแจ้งคุณครูหากลูกน้อยแพ้นมวัว หรือแพ้อาหารอื่นๆ ค่ะ คุณครูจะได้ระวังในเรื่องของอาหารการกินน้องได้ดีขึ้น

4.ขวดใส่น้ำ
ขวดใส่น้ำหรือกระติกใส่น้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้น้องๆ กินน้ำได้ง่ายขึ้น และเป็นการควบคุมโรคได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากเด็กๆ อาจจะใช้แก้วในการดื่มน้ำกับเพื่อน หากเพื่อนคนนั้นป่วยด้วยก็จะทำให้น้องป่วยตามได้ง่ายค่ะ ทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่จึงกำหนดให้น้กเรียนพกเข้าขวดน้ำของตัวเองมาด้วยนั่นเองค่ะ แนะนำให้คุณแม่เลือกแบบมีสายสะพายนะคะ เด็กๆ จะได้ไม่ต้องถือให้เมื่อย และสามราาถพกพาได้ง่าย ถ้าโรงเรียนมีกิจกรรมนอกสถานที่ค่ะ

5.ขนมทานเล่น
เด็กน้อยเป็นวัยที่กำลังกินกำลังโต น้องบางคนอาจรู้สึกว่าขนมที่โรงเรียนน้อยเกินไปกินไม่พอ อยากกินอีก หากคุณแม่กลัวว่าน้องจะหิวลองหยิบขนมให้น้องติดกระเป๋าไว้ได้ค่ะ แต่อาจต้องถามคุณครูเพิ่มเติม เพราะบางโรงเรียนอาจจะมีกฎระเบียบที่แตกต่างกันนะคะ จะได้เป็นการฝึกให้น้องๆ ทานเป็นเวลาด้วย

6.ผ้าเช็ดหน้า
ผ้าเช็ดหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญกับเด็กๆ มาก เพราะว่ามันสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น เวลาที่น้องล้างหน้าก็ไว้ซับหน้า หรือจะเป็นตอนแปรงฟัน หรือไว้เช็ดเวลาที่มีน้ำมูก หรือจะตอนที่กำลังไอหรือจาม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องสอนว่าเวลาไหนควรหยิบผ้าเช็ดหน้ามาใช้ด้วยนะคะ

7.แปรงสีฟัน
สุขภาพช่องปากต้องเริ่มต้นดูแลตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่าทุกโรงเรียนมักจะให้น้องๆ ได้แปรงฟันหลังกินข้าว คุณแม่ก็อย่าลืมเปลี่ยนแปลงให้ลูกเมื่อถึงเวลา หากรู้สึกว่าลูกใช้แปรงนานแล้วนะได้เวลาเปลี่ยนแปรงแล้ว ก็อาจจะหยิบใส่กระเป๋าให้ลูกไปด้วย

8.ที่อยู่และเบอร์ติดต่อ
จริงๆ คุณครูย่อมมีเบอร์โทรของพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนทุกคนอยู่แล้ว แต่อย่าประมาทดีกว่าค่ะ เพราะบางครั้งคุณครูประจำชั้นอาจจะติดภาระกิจด่วนวันนั้นมาโรงเรียนไม่ได้ หากลูกคุณแม่เจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นก็จะได้โทรติดต่อได้สะดวกด้วยค่ะ

สำหรับน้องๆ ที่ต้องเข้าโรงเรียนอนุบาลวันแรก อาจจะต้องเตรียมมากกว่านี้อีก เช่น ที่นอน สำหรับนอนกลางวันของน้องๆ อันนี้ต้องดูว่าทางโรงเรียนมีให้หรือไม่หรือว่าพ้อแม่ต้องเตรียมไปเองนะคะ แนะนำว่าให้คุณแม่ซื้อยาวหน่อยเพราะว่าจะได้ใช้หลายๆ ปีหน่อยค่ะ และต้องเลือกที่นุ่ม สบาย พกพาสะดวก พับเก็บได้ง่ายด้วย

เครื่องแต่งกาย เป็นสิ่งที่น้องๆ ทุกคนต้องมี ตั้งแต่ ถุงเท้า รองเท้า ชุดพละ ชชุดนักเรียน และชุดอื่นๆ ซึ่งรองเท้าก็ควรเลือกพอดีนะคะ ไม่ควรเลือกเผื่อไว้มาก เพราะถ้าใหญ่ไปน้องวิ่งเล่นอาจทำให้สะดุดล้มได้ง่าย

กระเป๋านักเรียน บางโรงเรียนให้ใช้กระเป๋าของโรงเรียนเท่านั้น แต่บางทีสามารถใช้กระเป๋าที่ซื้อจากข้างนอกได้ ทั้งนี้ คุณแม่อย่าลืมศึกษากฎระเบียบของโรงเรียนนะคะ แต่ถ้าเลือกซื้อเองจากข้างนอกแนะนำให้เลือกกระเป๋าที่เบาหน่อย มีสายสะพายหนา เพื่อเวลาลูกสะพายจะได้ไม่ปวดหลัง หรือจะเลือกเป็นแบบกระเป๋าลากก็น่ารักไปอีกแบบค่ะ

สุดท้ายนี้ อยากจะเตือนพ่อแม่อีกครั้งว่าอย่าลืมเขียนชื่อ หรือทำสัญลักษณ์ไว้บนข้าวของเครื่องใช้ลูกนะคะ จะได้ไม่สลับหรือหลงกับเพื่อน และอย่าเผลอหยิบของเล่นให้ลูกไปโรงเรียนล่ะ เพราะทางโรงเรียนน่าจะมีอยู่แล้ว ยกเว้นที่ว่าในช่วงแรกของการไปโรงเรียน อาจให้ลูกเอาผ้าห่มที่ลูกติด หรือตุ๊กตาที่ติดไปด้วยก็ได้ แล้วบอกว่าถ้าคิดถึงพ่อแม่ให้กอดตุ๊กตาไว้นะลูก จะช่วยให้เด็กคลายกังวลลงได้ค่ะ

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

ส่งท้ายสิงหาพาแม่เที่ยวหลากสไตล์

สิงหาคมยังอยู่ในช่วงเดือนแม่ เราได้รวบรวมที่ 5ทริปชิล พาแม่เที่ยว ไว้ให้ และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ที่ต่างกัน ตามมาดูกันเลยค่ะว่า ที่เที่ยวไหน ที่ใช่ที่สุดสำหรับคุณแม่ และครอบครัว

1.พาไปกราบหลวงปูทวด
ถ้าคุณแม่เป็นแนวไหว้พระ-ช๊อปปิ้งตลาดน้ำสถานที่ที่อยากแนะนำให้ลองพาคุณแม่แวะไป ก็คือ พุทธอุทยานมหาราช หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ จ.อยุธยา บริเวณกิโลเมตรที่ 44 บนถนนสายเอเซีย ทางหลวงหมายเลข 32 เส้นทางขึ้นเหนือ ไม่ไกลจากกรุงเทพเลยค่ะ
นอกจากจะมีองค์หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ ให้เราแวะไปไหว้แล้ว ยังมีตลาดชุมชน มีหอศิลป์กรุงสยาม 3 มิติ ที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งและภาพสามมิติรวมอยู่ในนั้นด้วย

ระหว่างทางเดินไปไหว้พระ เราจะเดินผ่าน ตลาดหลวงปู่ทวด ซึ่งมีอาหารคาวหวาน วางขายสองข้างทาง ไม่ว่าจะเป็น หมูทุบ, ทองม้วนสด ทองม้วนกรอบ, สาลี่สุพรรณ, ปลาย่าง, ปลาร้าสับ, ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ข้าวเกรียบปากหม้อ, ขนมกง, หมี่กรอบ, ข้าวเหนียวแดง, กุนเชียงปลา, ร้านน้ำพริกลงเรือ, ร้านขนมไทย, ร้านเครื่องจักสาน ตะกร้า ตะแกรงและกระด้ง ขาไปก็เดินเล็งๆ กันไว้ก่อน พอไหว้พระเสร็จค่อยกลับมาเลือกซื้อกันนะคะ รับรองว่าได้หอบของพะรุงพะรังกลับบ้านแน่นอน

2. พาไปเที่ยวอ่างทอง
จังหวัดอ่างทอง จังหวัดใกล้กรุงเทพฯ ที่ใครหลายคนมองผ่าน และคิดว่าไม่มีอะไรน่าเที่ยว แต่ที่นี่เหมาะกับการพาคุณแม่มาไหว้พระ ถ่ายรูปสวยๆอวดเพื่อนและหาของอร่อยๆทาน
วัดขุนอินทประมูล วัดเก่าแก่ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย ประดิษฐานพระนอนที่ยาวเป็นอันดับสองในประเทศไทย รองจากพระนอนแห่งวัดบางพลีใหญ่กลาง จังหวัดสมุทรปราการ เดิมพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ประดิษฐานอยู่ในวิหาร แต่ถูกไฟไหม้ไป จึงเหลือเพียงพระนอนอยู่กลางแจ้งเท่านั้น ซึ่งมีพระพักตร์ยิ้มละไม สงบเยือกเย็น น่าเลื่อมใสศรัทธา

แวะร้านมะขามคาเฟ่ ร้านกาแฟสไตล์บ้านๆ บรรยากาศโคตรชิลล์ ให้คุณเข้ามานั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ พลางชมวิวทุ่งนา พาคุณแม่เดินถ่ายรูปไปตามสะพานไม้ที่ทอดยาวผ่านท้องทุ่งกว่า 200 เมตร หากมองเลยไปทางด้านหลัง จะเห็นหลวงพ่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่ วัดม่วง สีทองอร่ามตัดกับสีเขียวขจีของนาข้าว

ปิดท้ายด้วยการพาคุณแม่ไปทานกุ้งเผาตัวโตๆ หรือจะสั่งกุ้งแม่น้ำสดๆมาทานกันที่บ้านก็ได้นะคะ

3. พาไปสูดโอโซนเขาใหญ่
เขาใหญ่ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เหมาะกับการพาคุณแม่สายชิลล์ ชอบถ่ายรูปไปเที่ยว จริงๆแล้วที่นี่ไปเที่ยวได้ทั้งปี จะหน้าร้อน หน้าฝน หน้าหนาว ไปได้ตลอด มีที่เที่ยวถ่ายรูปสวย รับรองคุณแม่ปลื้มได้รูปกลับไปอวดเพื่อนมากมายแน่นอนค่ะ ก่อนไป เตรียม เลือกเสื้อผ้า สวยๆไว้ให้พร้อมนะคะ

4.พาไปเที่ยวทะเล
สำหรับคุณแม่สายทะเล แต่งตัวสวยๆนั่งรับลมริมทะเลให้สดชื่น เราแนะนำให้พาคุณแม่ไปเกาะเสม็ดเลยค่ะ ทะเลสวยที่สุดในระยะทางใกล้กรุงเทพที่สุด ฟ้าสวยๆน้ำใสๆแบบนี้ รับรองว่าคุณแม่ต้องสดชื่น ถ่ายรูปอัพ Social รัวๆแน่นอนค่ะ

“เกาะเสม็ด” เป็นเกาะขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในทะเลอ่าวไทยฝั่งภาคตะวันออก ตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครๆ ก็รู้จักกัน ไม่ว่าจะฤดูร้อนหรือฤดูไหนๆ ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันโดยไม่ขาดสาย พักกันซักคืนสองคืน บนเกาะมีที่พักดีดีน่ารักๆให้เลือกเหมาะกับงบประมาณในกระเป๋าของเรามากมายนะคะ

5. พาไปจันทบุรี
พาคุณแม่ไปจุุดชมวิวเนินนางพญา หนึ่งใน Dream Destination ที่พลาดไม่ได้ในการมาเที่ยวจันทบุรี แน่นอนว่า นอกจากเราจะมาชมความงดงามของถนนเฉลิมบรูพาชลทิต ถนนเลียบชายฝั่งที่สวยที่สุดในภาคตะวันออก สัมผัสลมทะเล พร้อมวิวแบบพาโนรามาแล้ว ยังได้มุมสวยๆ ถ่ายรูปคุณแม่คู่กับถนนเลียบทะเล อารมณ์เหมือนอยู่เมืองนอกเลยทีเดียว

พาคุณแม่ไปไหว้พระที่โบสถ์สีน้ำเงิน ที่ วัดปากน้ำแขมหนู อำเภอท่าใหม่ จุดเช็คอินของจันทบุรี ที่งดงามด้วยลวดลายพื้นโบสถ์สีน้ำเงินตัดกับพื้นสีขาว คล้ายกับภาชนะลายครามที่ทำจากเซรามิกในสมัยโบราณ
ก่อนกลับแวะไปเดินเล่นชุมชนริมน้ำจันทบรู ชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำจันทบุรีด้านตะวันตก ช๊อปปิ้งของกินของฝากมากมายสไตล์คุณแม่

จริงๆแล้วไม่ว่าเดือนไหนๆวันไหนๆก็สามารถพาแม่เที่ยวกันได้ตลอดนะคะ ไม่จำเป็นต้องรอแค่เดือนสิงหากันเดือนเดียวหรอกค่ะ แค่ลูกนึกถึงหรือเอ่ยปากชวนไปเที่ยวนิดเดียว แม่ปลื้มไปอีกเป็นเดือนเลยค่า

11 สถานที่พาลูกเที่ยว เสริมพัฒนาการการเรียนรู้จากธรรมชาติ ปักหมุดเลย!!

มีพ่อแม่คนไหนเป็นบ้างไหมค่ะที่ว่างๆ มักจะมองหาวันหยุด เพื่อพาลูกน้อยไปเที่ยว แต่ไม่รู้ว่าจะพาลูกไปไหนดี อยากไปเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ หรือไปค้างคืนต่างจังหวัด พร้อมกับสถานที่เที่ยวสำหรับลูกด้วย วันนี้ทาง theAsianparent มี 11 สถานที่พาลูกเที่ยว จากห้องเรียนธรรมชาติที่น้องๆ ต้องถูกใจแน่นอนค่ะ จะมีที่ไหนบ้างมาดูกันเลย

1. Montreux Cafe’ & Farm (อ.องครักษ์ จ.นครนายก)
สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย เพราะมีกิจกรรมให้ทำมากมายค่ะ ทั้งให้อาหารเป็ด ไก่ หรือจะเก็บไข่มาทำไข่เค็ม ให้เด็กๆ ได้สนุกกับการปลูกผักกลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ไปนะคะ เพราะที่นี่มีพร้อมทุกอย่างเลย หรือจะลองเปลี่ยนบรรยากาศไปพายเรือให้อาหารปลา แล้วก็ดำนาสนุกๆ กันทั้งครอบครัวก็ได้ ถ้าไม่อยากเปื้อนแนะนำให้อยู่ถึงช่วยเย็นๆ รอถ่ายรูปกับพระอาทิตย์ตกดิน บรรยากศดีสุดๆ ไปเลยค่ะ

2. ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย – นาเฮียใช้ (ต.บ้านโพธิ์ จ.สุพรรณบุรี)
สำหรับที่นี่ เป็นแหล่งที่จะช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวนาไทย มีทั้งแปลงนาสาธิตให้ความรู้เกี่ยวกับข้าวนาปรังทั้ง 12 ชนิด รวมถึงการทำนาด้วย แน่นอนว่าทำนาต้องมีควายเด็กๆ ก็จะได้ป้อนหญ้าเลี้ยงอาหารควายด้วยค่ะ มีหอเตือนภัยชาวนาเพื่อชมวิวดูภาพศิลปะจากนาข้าวในมุมสูง มีเรือนไทยที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรีตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงเรือนไทยยกสูงแบบโบราณอีกด้วยค่ะ และที่ขาดไม่ได้คือร้านอาหารและร้านขายของที่ไม่เหมือนใคร

3. Farm de Lek ฟาร์มตาเล็ก ( คลอง 15 จ.นครนายก)
แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กวัย 4-13 ปี ภายในฟาร์มมีกิจกรรมเกษตรไร้สารพิษให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่ภาคทฤษฎีจนถึงภาคปฏิบัติ รู้ที่มาของอาหาร ทั้งการปลูกผักแบบปลอดสารพิษ การใช้สมุนไพรไล่แมลง และการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้เด็กๆ ยังมีโอกาสได้ทำอาหารเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นเป็ด ไก่ หมู ม้า ฯลฯ ทั้งยังได้สนุกกับสนามเด็กเล่น ที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นนานาชนิด ให้ได้ปลดปล่อยพลังกันอย่างเต็มที่ ในบรรยากาศธรรมชาติแสนสบาย

4. ดวงตวัน บ้านสวน (คลอง 12 จ.กรุงเทพ)
เป็นบ้านสวนที่มาทั้งนาข้าวและแปลงผักเกษตรอินทรีย์ บนพื้นที่กว่า 17 ไร่ ที่ไม่เคยสัมผัสสารเคมี ยาฆ่าแมลงมาก่อน มีตลาดนัดเล็กๆ ให้มาขายสินค้าแฮนเมด และพืชผักออร์แกนิค รวมถึงมีกิจกรรมให้ครอบครัวพาลูกน้อยมาปลูกผัก เป็นเจ้าของแปลงผัก หิ้วปิ่นโต โชว์ผ้าไทย ไปบ้านสวน โดยมีผู้เชี่ยวชาญการเกษตรคอยให้คำแนะนำในการวางแผนเพาะปลูก และยังจัดเกษตรกรมืออาชีพมาช่วยดูแลแปลงผักให้แต่ละครอบครัวในช่วงที่ไม่ได้มาดูแปลงผักของตัวเองด้วยค่ะ

5. บ้านนาครูธานี (อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี)
แหล่งเรียนรู้บ้านครูธานี ให้เด็กๆ มาศึกษาการทำนาแบบครบวงจร ตั้งแต่ดำนา ฝัดข้าว ทำขนม เน้นกิจกรรมเชิงวิถีชีวิต และของเล่นพื้นบ้าน มีกิจกรรมมาหมายให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุก ได้แก่ การทำนา ขี่ควาย นวดข้าว ตำข้าว นั่งเกวียน เก็บไข่ไก่ ทำขนมต้ม และพายเรือ กิจกรรมเพียบขนาดนี้ รับรองมาที่นี่ที่เดียวคุ้มแน่นอนค่ะ

6. ไร่ปลูกรัก (อ.บางแพ จ. ราชบุรี)
เป็นไร่ที่ทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ส่งขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใครที่ต้องการทัวร์ชมฟาร์มต้องติดต่อก่อนล่วงหน้านะคะ เพราะว่าที่นี่มีกิจกรรมมากมาย เริ่มตั้งแต่การทัวร์ชมฟาร์ม แปลงผักออร์แกนนิกส์ ผักที่ปลูกโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงแต่ใช้เป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้นเองทั้งหมด แล้วก็สอนทำอาหารจากผักอินทรีย์ต่างๆ มีอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพจากผลิตผลของไร่ปลูกรัก กิจกรรมการปลูกผัก ที่ทางฟาร์มจะให้ทุกคนได้ปลูกผักในกระถางเล็กๆ ได้นำกลับไปปลูกกินเองที่บ้านค่ะ

7. Little tree, house of learning (อ.สามพราน จ.นครปฐม)
พื้นที่เพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของเด็กๆ ผ่านกิจกรรม “ค่ายจังหวะแห่งชีวิต” ที่จัดในช่วงปิดภาคเรียน เด็กๆ ที่เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ผ่านการสัมผัส และจากธรรมชาติที่มีอยู่ภายในสวนแห่งนี้ ในรูปแบบกิจกรรมแสนสนุก เช่น กิจกรรมศิลปะ การถักเชือกเพื่อฝึกสมาธิและกล้ามเนื้อมัดเล็ก การย้อมผ้าด้วยสีจากธรรมชาติ การทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบจากในสวน อย่างตำลึง และดอกอัญชัญ เป็นต้น ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล และยังมีกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเรื่อยๆ

8. เบิกบานบุรี (อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา)
สำหรับสถานที่นี้ เด็กๆ จะได้มาทดลองการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายแต่ยั่งยืน เพราะกิจกรรมที่นี่จะเน้นกิจกรรมที่ทำให้เด็กๆ ได้เข้าใจธรรมชาติ ปลูกข้าวอินทรีย์ ปลูกผัก ปั้นดินและเผาเป็นเซรามิก ทำอาหาร เล่นน้ำในคลอง สำรวจธรรมชาติ และเรียนรู้เรื่องแมลงด้วยค่ะ

9. ไร่หยดพิรุฬ (จ.สิงห์บุรี)
ไร่แห่งนี้เปรียบเสมือนไร่ปลูกเด็ก เพาะกล้าเด็กไทยให้มีรากที่แข็งแรง เพราะเด็กๆ จะได้เรียนรู้เข้าใจธรรมชาติ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย จากนั้นก็จะให้เด็กๆ ค่อยๆ ได้ต่อยอดสร้างสรรค์จินตนาการ ส่งต่อแนวคิดเชิงบวก ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตลอดทั้งวัน เช่น การเพาะกล้า การปั้นดินเหนียวสวนในขวดแก้ว อัศวินม้าก้านกล้วย และกิจกรรมที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ค้นหาจุดเด่นและพรสวรรค์ของเด็กได้ค่ะ

10. ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน (ต.คลองโคน จ.สมุทรสงคราม)
ที่ศูนย์แห่งนี้เด็กๆ จะได้สนุกกับกิจกรรมปลูกป่าชายเลน รวมถึงได้ถนั่งเรือหางยาว ชมพื้นที่ป่าชายเลน ชมนกนานาชนิดรวมทั้งลิงแสมและสัมผัสกับชีวิตชาวประมงอย่างใกล้ชิด ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จะจัดเตรียมเรือหางยาว กระดานเลน กล้าไม้และอุปกรณ์การปลูกไว้ให้บริการ สำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมฟื้นฟูป่าชายเลนค่ะ

11. ฟาร์มหมอปอ (อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา)
ถ้าอยากใช้ชีวิตสไตล์คันทรี ขี่ม้าชมธรรมชาติ ต้องมาที่นี่เท่านั้น เพราะฟาร์มหมอปอเป็นแหล่งรวบรวมม้าสายพันธุ์หายาก ทั้งพันธุ์ที่สวยที่สุดในโลกและสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบันมีม้าอยู่ในฟาร์มมากถึง 10 สายพันธุ์ จำนวน 70 กว่าตัว นอกจากนี้ยังมีสัตวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหมู แพะ เป็ด ไก่ และในส่วนกิจกรรมที่เด็กๆ จะได้ทำกันก็มีทั้งแบบวันเดย์ทริปและแคมป์ค้างคืน โดยแบ่งกิจกรรมเป็นการให้อาหารสัตว์ อาบน้ำม้า เก็บไข่ไก่ ทำอาหาร ขี่ม้า ออกเทรล นั่งรถแทรกเตอร์ชมสวน เรียกว่ามาครั้งนี้ได้เรียนรู้วิถีธรรมชาติแบบสมจริงที่สุดค่ะ

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้ อยากให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีต้องพาลูกเที่ยว

พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้ วันหยุดนี้ไม่รู้จะพาลูกไปไหน ลองชวนกันไปเที่ยวทะเลกันเถอะ ไปแล้วได้อะไรดีๆ กว่าที่คิดจริงๆ นะ
พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้
พาลูกเที่ยวทะเลช่วยให้เด็กฉลาดได้ Lindsey Biel นักบำบัดโรคเด็กในนิวยอร์ก และนักเขียนอีกท่านใน Raising a Smart Child Child to Romper ได้กล่าวว่า ชายทะเลหรือชายหาด เป็นสภาพแวดล้อมที่สามารถกระตุ้นความรู้สึกของเด็กได้มากที่สุด เนื่องจากคนเรามักจะมีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านประสาทสัมผัสของตัวเอง เมื่อเด็กได้ยิน ได้สัมผัส ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส และได้เคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมนั้นๆ ก็จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่นั่นและเรียนรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเอง

พาลูกเล่นชายหาดช่วยพัฒนาสมองเด็กได้อย่างไร
1.เสียงคลื่นทำให้เด็กสงบ
ดร. Harvey Karp ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก และผู้แต่งหนังสือขายดีที่สุดที่มีชื่อว่า The Happiest Baby on the Block ได้กล่าวว่า เสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งคล้ายกับเสียงที่ทารกได้ยินในครรภ์ของคุณแม่ เมื่อทารกได้ยินก็จะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อีกทั้งสีของท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าสดใส ก็ทำให้เด็กรู้สึกดีมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

2.เด็กได้สัมผัสพื้นผิวต่างๆ
การสัมผัสเป็นอักหนึ่งพัฒนาการที่สำคัญของสมอง เพราะมันจะช่วยเสริมสร้างการเชื่อมต่อกันของเส้นประสาทภายในสมอง ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งชายหาดยังเปรียบเสมือนห้องเก็บของเล่นและห้องปฎิบัติการทางการเรียนรู้ เพราะน้องๆ จะได้สัมผัสกับวัตถุที่แตกต่างกัน เช่น ทรายแห้ง ทรายเปียก หิน เปลือกหอย สาหร่าย น้ำและลม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กสนุกในการเรียนรู้อย่างแน่นอน!!

3.ได้สัมผัสกับกลิ่นใหม่ๆ
ปกติในชีวิตประจำวัน ทารกอาจจะได้ดมแค่กลิ่นอาหาร กลิ่นของพ่อแม่ กลิ่นของครีมอาบน้ำ ยาสระผมที่คุ้นชินตั้งแต่แรกเกิด แต่การปล่อยให้ลูกน้อยได้เรียนรู้กับกลิ่นใหม่ๆ เพิ่มเติมก็เป็นเหมือนการกระตุ้นพัฒนาการทางจมูกของลูกน้อยได้เช่นกัน เพราะบางครั้งการได้กลิ่นยังเป็นการช่วยให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องของการเชื่อมโยงเข้ากับวัตถุต่างๆ และความรู้สึกได้เช่นกัน ซึ่งที่ชายหาดเด็กๆ จะได้สัมผัสกับกลิ่นเค็มของน้ำทะเล กลิ่นอาหารทะเล อาหารปิ้งย่างที่ลอยมาตามสายลม ทำให้พวกเขาค้นพบว่ากลิ่นแบบไหนที่ตัวเองชอบหรือไม่ชอบ

4.ช่วยพัฒนาด้านสติปัญหาของเด็ก
การที่ให้เด็กได้ลองตักน้ำแล้วเท หรือการยื่นมือไปสัมผัสกับน้ำทะเล สิ่งเหล่านี้เป็นการพัฒนาทักษะด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก อีกทั้งยังทำให้น้องๆ รู้สึกสนุกและผ่อนคลายมากขึ้นอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น การเล่นน้ำทะเลหรือเล่นทรายยังเป็นการให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์หรือวิทยศาตร์ได้ดี เช่น การตักทรายด้วยภาชนะเล็กๆ แล้วถ่ายโอนไปยังภาชนะที่ใหญ่กว่า พ่อแม่อาจจะสอนลูกนับว่าต้องตักเท่าไหร่ถึงจะทำให้ทรายเต็มภาชนะชิ้นนั้น เป็นต้น

การเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้เห็น ได้ลอง ได้สัมผัส โดยเฉพาะเด็กเล็กการเรียนรู้ช่วยต้นจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ได้ดีมาก สำหรับพ่อแม่ที่เป็นห่วงว่าลูกยังเล็กสามารถพาไปทะเลได้ตอนไหน หากลูกน้อยของคุณเป็นคนที่แข็งแรงดี เมื่อลูกน้อยอายุได้ประมาณ 6 เดือนก็พาไปสัมผัสกับชายหาดได้แล้วค่ะ เพราะว่าทารกมีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้เพียงพอที่จะต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมโดยรอบได้บ้างแล้ว

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

วิธีปล่อยของสะสมในสไตล์ท็อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม

เมื่อ ท็อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม บล็อกเกอร์สายไอทีและนักสะสมของเล่นเกิดอาการอ๊อง สั่งของเล่นมาซ้ำกัน 3 อัน จะมีทางออกยังไง มาดูกัน