คลาสสิกเจอร่วมสมัย! Honda Super Cub C125 เผยคอนเซ็ปต์ใหม่ Classy Crazy

ความคลาสสิกของจักรยานยนต์ C125 นั้นเป็นที่ทราบกันดีในสายที่โปรดปรานสองล้อประเภทนี้ ซึ่งเมื่อปี 2018 ชาวไทยก็มีโอกาสได้ยลโฉมเจ้า Honda Super Cub C125 เป็นครั้งแรกด้วยคอนเซ็ปต์ The Originality โดย CUB House จนมาถึงตอนนี้ก็มีการเปิดตัวคอนเซ็ปต์ใหม่อย่าง Classy Crazy สำหรับคนรุ่นใหม่เรียบร้อยแล้ว

คอนเซ็ปต์ใหม่ Classy Crazy สำหรับจักรยานยนต์ Honda Super Cub C125 จะผสมผสานความคลาสสิกกับความร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกัน เป้าหมายคือส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบศิลปะ หลงใหลในความงามของอดีต กับการมาสัมผัสเสน่ห์รถตระกูล C ที่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุค 50s อีกครั้ง

แน่นอนว่า Honda Super Cub C125 ในคอนเซ็ปต์ Classy Crazy จะเปรียบเสมือนศิลปะที่สัมผัสได้ มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ น้ำเงิน, เทา, แดง และ ดำ นั่นเอง

“ฮวงจุ้ยไฟ” มาเช็คกันว่าห้องไหนไฟไม่เหมาะ จะทำให้ชีวิตติดขัดเรื่องอะไร

ซินแสเป็นหนึ่ง วงษ์ภูดร ได้กล่าวถึงเรื่องของ “ไฟ” หรือ “แสงสว่าง” ภายในบ้านนั้นถือเป็นอีกเรื่องสำคัญตามศาสตร์ฮวงจุ้ย เนื่องจากโดยปกติไฟทำหน้าที่ส่องสว่าง มอบแสง ในทางฮวงจุ้ยก็สื่อถึงพลังงานเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรหมั่นเช็กว่าไฟในห้องต่างๆ ของบ้านเกิดอาการไฟดับ หลอดไฟขาด แล้วคุณปล่อยทิ้งไว้หรือเปล่า เพราะนั่นย่อมแสดงถึงห้องนั้นจะขาดพลัง มาเช็กกันดีกว่าว่า หากห้องต่างๆ เหล่านี้ไฟดับ หรือไฟเสียจะเกิดผลกระทบอะไรกับชีวิต

ห้องน้ำ -ไฟส่องสว่างในห้องน้ำ หมายถึงความสุข หากในห้องน้ำของคุณไฟขาด ไฟดับ หลอดเสีย และยังไม่รีบเปลี่ยนหลอดซักที จะส่งผลให้คุณไม่มีความสุข รู้สึกจิตใจห่อเหี่ยว ดังนั้นอย่าปล่อยให้ไฟดับหรือไฟขาดแม้แต่ดวงเดียว

ห้องครัว - แสงสว่างในห้องครัวนั้นหมายถึงเรื่องการทำมาหากิน หากไม่มีแสงส่องสว่างในห้องครัว จะทำอะไรก็ติดขัด ไม่คล่อง เพราะห้องครัวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำมาหากิน

ห้องนั่งเล่น – หากเกิดปัญหาหลอดไฟขาดภายในห้องนั่งเล่น จะส่งผลในเรื่องของความสัมพันธ์ มิตรภาพของเพื่อน หุ้นส่วน อาจจะคุยหรือเจรจากันไม่ลงตัว

ห้องประชุม- หากเป็นในออฟฟิศ ต้องระมัดระวังไม่ให้ไฟในห้องประชุมดับ ไฟขาด ไฟติดๆ ดับๆ เพราะนั่นทำให้ส่งปัญหาเรื่องบริวารแตกแยก ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้

ห้องบัญชี - ห้องมีความสำคัญในเรื่องการเงิน ดังนั้นไฟในห้องนี้ห้ามดับเด็ดขาด

เทคนิคเลือกแว่นตาให้เข้ากับรูปหน้า

สถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังคุกรุ่นในประเทศไทยทำให้ทุกคนต่างหาแมสก์มาสวมใส่กันทั้งเมือง แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่คุณหมอและพยาบาลแนะนำให้เราสวมใส่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันละอองฝอยให้มากยิ่งขึ้นก็คือ “แว่นตา” เมื่อได้ยินดังนี้แล้ว จะสวมแว่นตาทั้งที มันต้องมีสไตล์โดดเด่น เสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจ และวันนี้ Kaidee มีคำแนะนำจาก โบลอน (BOLON) แบรนด์แว่นตาระดับโลก กับเคล็ดลับการเลือกแว่นตาซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกกรอบแว่นตาก็คือ “รูปทรงใบหน้า” ของเรานั่นเอง

ใบหน้ากลม หนุ่มหน้ากลมต้องปวดหัวกับการเลือกแว่นตาอย่างมาก เพราะยิ่งใส่แว่นตากลมๆ ก็ยิ่งหน้ากลมไปกันใหญ่ ดังนั้น คุณควรเลือกกรอบแว่นทรงหลี่ยมเท่ๆ หรือแว่นที่เอาทรงคลาสสิกมาดีไซน์ใหม่ให้มีหลายเหลี่ยมมุม ช่วยเพิ่มความสดใสให้ใบหน้าของเราโดดเด่นรับกับกรอบแว่นได้เป็นอย่างดี และควรเลือกกรอบที่มีความหนาสักหน่อย เพื่อช่วยสร้างกรอบหน้าของเราดูมีมิติมากขึ้น

สำหรับคนที่มีใบหน้าเหลี่ยม มักจะมีปัญหาใบหน้าที่ดูแข็งจากแนวกรามที่เด่นชัด แต่คุณสามารถทำให้ใบหน้าดูซอฟต์ลงได้ด้วยการใช้กรอบแว่นทรงกลม หรือ แว่นทรงนักบิน หรือ เอวิเอเตอร์ จะช่วยเพิ่มความละมุนละไมบนใบหน้า ดูมีสไตล์ขึ้นไปอีกสเต็ป ใส่แล้วไม่ดูแก่แน่นอน

สำหรับหนุ่มที่มีใบหน้ารูปไข่ คุณคือผู้โชคดีที่เลือกกรอบแว่นได้แทบจะทุกรูปทรง และด้วยสัดส่วนใบหน้าที่สมดุลทำให้คุณสามารถเลือกแว่นตาได้ทั้งแบบคลาสสิก หรือแม้แต่ทรงแฟชั่นที่โฉบเฉี่ยวแบบสุดๆ ถ้าจะเลือกเป็นแว่นกันแดดก็เพียงแค่เลือกสีเลนส์ให้เหมาะสมกับสไตล์การแต่งตัวในวันนั้นของคุณเท่านั้น

และสุดท้ายซึ่งเป็นรูปทรงใบหน้าที่หาได้ไม่ง่ายนัก นั่นก็คือใบหน้ารูปหัวใจ ซึ่งมีสัดส่วนใบหน้าช่วงบนบริเวณหน้าผากกว้างกว่าช่วงล่างบริเวณแก้มและกรามค่อนข้างชัดเจน การแก้ปัญหาจะคล้ายกับผู้ที่มีใบหน้ากลม โดยเลือกกรอบแว่นทรงเหลี่ยมที่มีขนาดใหญ่เพื่อพรางสัดส่วนให้ใบหน้าช่วงล่างดูใหญ่สมดุลกับช่วงบน ผสมกับการเลือกกรอบแว่นที่มีความหนาสักเล็กน้อย เพื่อสร้างมิติความลึกให้ใบหน้าดูกลมกลืนไม่ว่าจะมองจากด้านใดก็ตาม

Subaru Forester GT Edition 2020 จากรถครอบครัวสู่สายสปอร์ตในราคาแสนเดียว!

การจะนำรถครอบครัวมาตกแต่งในสายสปอร์ตแล้วดูดีและลงตัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับ Subaru Forester GT Edition 2020 คงต้องยกนิ้วให้ แถมราคายังน่าสนใจอีกต่างหาก

Subaru Forester GT Edition 2020 เป็นชุดแต่งพิเศษรุ่นที่ 2 สำหรับรถยอดนิยมอย่าง Subaru Forester ต่อจากรุ่นแรกอย่าง XV GT Edition โดยได้บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้ Subaru (ซูบารุ) และค่ายอื่นๆ อย่าง Giken และ คุณมาซาฮิโกะ โคบายาชิ นักออกแบบมือทองเจ้าของสมญานาม “Hit Maker” มาผนึกกำลังร่วมกันพัฒนาชุดแต่งนี้นั่นเอง

สเกิร์ตหน้า-หลัง, สเกิร์ตด้านข้างทั้งซ้ายและขวา, สปอยเลอร์หลังคา, ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วสั่งทำพิเศษ, กล้องรอบคัน, จอแสดงผลขนาด 8 นิ้วจับคู่ระบบเสียง และเบาะที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานอย่าง Grand Tourer คือสิ่งที่คุณจะได้จากชุดแต่ง Subaru Forester GT Edition 2020 นี้

สนนราคาของชุดแต่ง Subaru Forester GT Edition 2020 ราคาเพียง 100,000 บาท โดยสามารถนำ Subaru Forester 2.0i-S EyeSight ทั้ง 7 สี ไม่ว่าจะเป็น Crystal White Pearl, Ice Silver Metallic, Jasper Green Metallic, Horizon Blue Pearl, Sepia Bronze Metallic, Dark Grey Metallic และ Crystal Black Silica มาเลือกแต่งได้ตามใจชอบกันเลย

“อกหัก” สายไหน เสี่ยงโรคหัวใจมากที่สุด ?

“อกหัก” เป็นความเจ็บปวดทางอารมณ์อย่างรุนแรง เกิดจากความผิดหวังที่ต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รักไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
อาการอกหัก มักทำให้เสียใจและผิดหวัง หากไม่รีบฟื้นตัวและไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น อาจเกิดภาวะที่เรียกว่า Broken Heart Syndrome หรือภาวะหัวใจสลาย ทำให้ความสามารถในบีบตัวของหัวใจลดลงอย่างเฉียบพลัน
อาการของโรคหัวใจสลายที่พบได้บ่อยคือ เจ็บหน้าอกรุนแรงอย่างกะทันหันคล้ายอาการของภาวะหัวใจขาดเลือด หน้ามืด ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจลำบาก

“อกหัก” คือ ประสบการณ์ทางความรักที่ใครหลายคนอาจเคยผ่านมาในชีวิต เช่น อกหัก เพราะแฟนหรือคู่ชีวิตทอดทิ้ง อกหักเพราะแอบรักเขาข้างเดียวและเขาก็มีแฟนอยู่แล้ว การอกหักเป็นความไม่สมหวัง ความผิดหวัง ส่งผลให้เกิดความเสียใจ แต่จะเสียใจนานแค่ไหนหรือมีพฤติกรรมหลังอกหักอย่างไร ขึ้นกับประสบการณ์ของแต่ละคน มาดูกันว่า อกหักสายไหนเสี่ยง โรคหัวใจ หรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่ากัน

อกหักสายกิน (​แหลก)
สายนี้บรรเทาความเครียดหรือความผิดหวังด้วยการกิน ทั้งของที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ แม้อาการช่วงแรกที่มีผลมาจากความเครียดทำให้เราจะกินอะไรไม่ค่อยลง หลังจากนั้นไม่นาน เราจะเริ่มมีอาการอยากกิน จนกลายเป็นคนกินจุ และมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นตามมาได้ นั่นเพราะเมื่อเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด ระดับฮอร์โมนคอติซอลที่สูงขึ้น จะส่งผลให้ระดับอินซูลินสูงขึ้นตาม ทำให้ร่างกายอยากของหวานมากขึ้น นอกจากนั้นในบางรายที่นอนดึก นอนไม่หลับ จะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนความหิวอย่างเกรลินออกมามากผิดปกติ ทำให้เราอยากทานน้ำตาล อาหารไขมันสูง หรืออาหารรสเค็ม มากเป็นพิเศษ หากไม่ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย โรคอ้วนจะตามมาได้ และเมื่อมีภาวะอ้วน จะส่งผลให้เกิดการอักเสบซ่อนเร้น เสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวานและ โรคหัวใจ ได้

อกหักสายเมา (มาย)
สายนี้ถ้าปล่อยให้ อกหัก มักจะรีบโทรหาเพื่อนเพื่อชวนดื่มแอลกอฮอล์​ ประหนึ่ง “วันนี้ต้องเมา วันนี้ต้องลืมเธอให้ได้” แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่ม คือ เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) หรือ เอทานอล (Ethanol) เป็นสารที่แปรรูปด้วยการกลั่นและหมักจากข้าว ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หรือผลไม้ โดยความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเบียร์ อยู่ที่ประมาณ 5% ไวน์ประมาณ 12% และสุรากลั่นประมาณ 40% แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์โดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งเป็นประสาทที่ควบคุมความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งหากดื่มเข้าไปในปริมาณมาก จะทำให้มีอาการง่วงซึม หรือขาดสติได้ แต่หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ ทำให้สนุกสนานอารมณ์ดี

สายนี้หากดื่มแต่พองาม พบว่าแอลกอฮอล์ มีประโยชน์ต่อหัวใจอยู่บ้าง จากการวิจัยของวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา (Harvard T.H. Chan School of Public Health) ให้ข้อมูลว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อวัน ในปริมาณปานกลางเป็นประจำ หรือประมาณ 2 แก้วในผู้ชายและ 1 แก้วในผู้หญิง จะมีอัตราการรอดชีวิตจากหัวโรคหัวใจมากกว่าผู้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ 25-40% โดยนักวิจัยให้เหตุผลว่า การดื่มแบบปานกลางนี้ช่วยเพิ่มระดับเอชดีแอลโคเลสเตอรอล (HDL) หรือไขมันดี ได้ แต่ถ้ามากกว่านี้ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณ​สูงติดต่อกันนานๆ จะทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้เลือดข้นเหนียวขึ้น จับตัวกันเป็นลิ่มและอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะที่หัวใจและสมอง นอกจากนี้ คนที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงเป็นเวลานานจะทำให้ระดับเอชดีแอลโคเลสเตอรอล (HDL) หรือไขมันดี ในเลือดลดต่ำลงด้วย จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคตับอ่อนอักเสบได้ ใครจะเมาหัวราน้ำ ติดต่อกันในช่วงทำใจขอให้คิดด้วยความรอบคอบเพื่อสุขภาพหัวใจ

อกหักสายร้องไห้ (ฟูมฟาย)
สายนี้เมื่อบอกโดนเลิกปุ๊บ จะมีอาการเสียใจอย่างรุนแรงจนร้องไห้หนักมาก บางคนแทบเหมือนคนบ้า ร้องข้ามวันข้ามคืน บางคนเสียใจไปหลายเดือน ใครที่เคยมีเพื่อนอยู่สายนี้จะเข้าใจเป็นอย่างดี สายฟูมฟายนี้ หากปล่อยไว้นานจนเกินไปจะเสี่ยงต่อการเกิด Broken​ Heart Syndrome​ หรือภาวะหัวใจสลาย มากกว่าสายอื่น เพราะเป็นสายที่ไม่สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลย

ภาวะหัวใจสลาย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Stress-induced Cardiomyopathy หรือ Takotsubo Cardiomyopathy หรือ Apical ballooning syndrome คือ ภาวะที่ความสามารถในบีบตัวของหัวใจลดลงอย่างเฉียบพลัน โดยสาเหตุของโรคยังเป็นที่ถกเถียงกัน แต่ทางการแพทย์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเกิดจากฮอร์โมน Catecholamine ที่สูงขึ้นเฉียบพลันจากความเศร้าเสียใจหรือความเครียดอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

อาการของโรคหัวใจสลาย
ที่พบได้บ่อยคือ เจ็บหน้าอกรุนแรงอย่างกะทันหันคล้ายอาการของภาวะหัวใจขาดเลือด นานหลายนาทีหรือเป็นชั่วโมง หน้ามืด ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจลำบาก อาการของหัวใจสลาย จะไม่สามารถแยกโรคออกจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ จนกว่าจะได้รับการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ (Coronary angiogram) ซึ่งในผู้ป่วยที่แพทย์สงสัยว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันนั้น มีประมาณ 1% ที่เป็น Stress-induced Cardiomyopathy จากการศึกษาพบว่า ประมาณ 90% ของผู้ป่วยเป็นผู้หญิง และ 80% เป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ช่วงอายุที่พบบ่อย 58-77 ปี ใครที่อกหักแล้วรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ไม่ควรเศร้าหรือร้องไห้ฟูมฟายนาน เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคซึมเศร้าจนอาจคิดสั้นได้

อกหักสายไม่ (เคย) ว่าง
สายนี้ แม้จะมีอาการเสียใจ แต่มักจะหาใครมาแทนที่ได้ทันที หัวบันไดจึงไม่เคยแห้ง เพราะสายนี้จะมีอาการเหงาหรือฟุ้งซ่านตลอดเวลา บางรายจะไปเที่ยวตามสถานบันเทิง หรือเล่นแอพหาคู่เพื่อหาเพื่อนคุยแก้เหงาหรือมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด จนกว่าจะทำใจได้หรือจนกว่าจะลืมคนๆนั้นไปได้ สายนี้แม้จะไม่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ แต่หลายรายติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เนื่องจากไม่ได้ป้องกันและมีคู่นอนหลายคน จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย

อกหัก สายชิลล์
สายนี้เสียใจหรือร้องไห้ได้ไม่นาน หลายคนใช้วิธีเข้าวัด ฟังธรรม หรือมีเพื่อนคอยเตือนสติจนมองปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่งและใช้สติตกผลึกปัญหาจนผ่านไปได้อย่างเข้มแข็ง บางรายมีประสบการณ์อกหักมาหลายครั้ง สุดท้ายเมื่อตั้งสติและเรียนรู้จากอดีต จะค่อยๆ เห็นตัวเอง ปลอบใจตัวเอง ยอมรับความจริง ไม่โกรธ จนในที่สุดก็สามารถผ่านปัญหานี้ไปได้ เช่นกัน ซึ่งจัดว่าเป็นสายที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพใดๆ

การดูแลตนเองจากอาการอกหัก
หากอกหักจนมีความเครียดสะสมนานเกินไป นอกจากจะทำให้สุขภาพจิตไม่ดี ระยะยาวส่งผลให้เกิดโรคได้หลายชนิด เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ดังนั้น การลดความเครียดคือทางออกที่ดีที่สุด

พยายามวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เราเครียด และแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั้น
ตัดใจ ปล่อยวาง อย่าจมปลักนาน และ ลุกขึ้นมาก้าวต่อไป
หมั่นออกกำลังกายบ่อยๆ ลดอาการฟุ้งซ่าน (ควรออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน)
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มกระตุ้นประสาท
พบปะเพื่อนฝูงบ้าง เพื่อพูดคุย และระบายปัญหาต่างๆ (หากเพื่อนรับฟัง)
จัดการสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ เช่น จัดบ้าน หรือโต๊ะทำงานให้ผ่อนคลาย ปลูกต้นไม้เล็กๆ หรือแจกันดอกไม้สร้างความสดชื่น
ดูภาพยนตร์และอ่านหนังสือตลกหรือสนุกสนาน
ไม่ปิดกั้นใจกับความรักครั้งใหม่ หากวันใดวันหนึ่งคุณได้เจอคนใหม่ที่อาจจะดีกว่า
ขอขอบคุณ

สำหรับใครที่อกหักก็ต้องขอบอกว่าเจ็บได้แต่อย่าเจ็บนาน อย่าลืมดูแลตัวเองเพื่อให้กลับมาดูดีพร้อมก้าวต่อไปอีกครั้ง หรือจะมองหาสินค้าเพื่อสุขภาพเพื่อให้กลับมาดูสดใสปิ๊งกว่าเดิมได้ที่นี่นะจ๊ะ

ข้อมูล :นพ. กฤษฎา วิไลวัฒนากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ รพ. สมิติเวช สุขุมวิท

รวมร้านเด็ดย่างบางนา อร่อยง่ายๆ สไตล์เดลิเวอรี่

ย่านบางนาเป็นแหล่งที่พักอาศัยที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง มีร้านอาหารเยอะแยะมากมาย ทั้งเมนูอาหารคาว หวาน คาเฟ่ ร้านบุฟเฟต์แบบจัดเต็ม มีอาหารแทบทุกสัญชาติไม่ว่าไทย ญี่ปุ่น เวียตนาม จีน เกาหลี และอาหารฝรั่ง วันนี้เราจะพาไปซัก 4-5 ร้านที่แม้ว่าช่วงนี้ร้านอาหารนอกห้างจะเปิดให้บริการได้แล้ว แต่ทางร้านก็ยังมีบริการเดลิเวอรี่อยู่นะคะ

1.TORA Yakiniku x Café
ที่อยู่ : 549 อาคารลาซาล-อเวนิว ห้องเลขที่ ดี001-003 ถนนลาซาล-แบริ่ง แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพ

GRILL TO GO อิ่มครบจบในที่เดียวกับเมนู ปิ้งย่าง / ซูชิ / ซาชิมิ / ซีฟู้ด / Side Dish / ขนมและเครื่องดื่มโฮมเมด วัตถุดิบแบบพรีเมียม
อยู่บ้านนานๆหรืออยู่ออฟฟิศทุกคนคงคิดถึง เมนูปิ้งย่างฟินๆ กันแล้วใช่มั้ย เค้ามีเว็ตเมนูต่างพร้อมส่งถึงที่บ้านให้ไปปิ้งย่างกันเต็มที่

#สั่งได้เลยทาง
1. Inbox Facebook เพจ TORA Yakiniku x Cafe
2. สั่งทาง App Lineman :
สาขา Lasalle's Avenue คลิ๊ก https://bit.

3 วิธีง่ายๆ ถนอมโช้คอัพของรถยนต์ให้ใช้ไปได้นานๆ

“โช้คอัพ” ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ที่ต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ หากว่าโช้คอัพเสื่อมสภาพก็อาจทำให้รถยนต์ต้องแบกรับกับแรงกระแทกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งวิธีการขับรถก็มีส่วนในการดูแลโช้คอัพให้ใช้การไปได้นานๆ จะมีวิธีใดบ้าง ไปดูกัน

1. ไม่ใช้ความเร็วจนเกินไป
ระหว่างการเดินทางหากเจอลูกระนาด หลุม ไม่ควรเหยียบคันเร่งขับผ่านอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะกระทบกระเทือนต่อคนคับแล้ว ยังส่งผลทำให้ช่วงล่างของรถเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นหากเจอลูกระนาดควรชะลอความเร็วค่อยๆ ขับผ่านอย่างนุ่มนวลที่สุด

2. ไม่ควรบรรทุกของหนักจนเกินไป
หลายคนอาจคิดว่าการที่มีสัมภาระต่างๆ ไว้บนรถทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า จะทำให้สะดวกสบายเวลาเดินทางไปท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการบรรทุกของหนักโดยไม่จำเป็นเพราะนอกจากจะเปลืองน้ำมันแล้ว ยังทำให้โช้คอัพมีประสิทธิภาพที่ลดลงอีกด้วย

3. ขับขี่เดินทางไกลอย่าลืมเช็กสภาพรถยนต์บริเวณช่วงล่างและลมยาง
อาจเริ่มด้วยการลองขับรถบนถนนเรียบทางตรง แล้วสังเกตดูว่าพวงมาลัยตรงหรือไม่ หากไม่ตรงต้องรีบจัดการนำรถไปตั้งศูนย์ใหม่ หรือ หากขับทางขรุขระแล้วได้ยินเสียงกุกกัก ต้องรีบนำไปให้ช่างแก้ไขโดยด่วน โช้คอัพก็เช่นกัน เราสามารถตรวจเช็กคราบน้ำมันได้ที่บริเวณกระบอกโช้ค ว่ารั่วหรือไม่ เพราะระบบช่วงล่างของรถทั้งหมดมีผลในการทรงตัวของรถขณะขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัย

การดูแลให้รถอยู่ในสภาพดีเสมอไม่ใช่เรื่องยาก และถ้าต้องการดูรถมือสองสภาพดีหรืออะไหล่ประดับยนต์ก็ดูได้ที่นี่เลย

ขอขอบคุณ
ข้อมูล :TOKICO

เปิดโฉม Hyundai Elantra 2021 กับดีกรีความโฉบเฉี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น

ขุมพลังของ Hyundai Elantra 2021 เป็นเครื่องยนต์บล็อก 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบกำลังสูงสุดที่ 149 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 179 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT ที่จะทั้งไหลลื่นและช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น

ใช้แพลตฟอร์ม K3 ในการสร้างเจ้ารถคันนี้ ซึ่งข้อดีของมันก็คือน้ำหนักที่เบาลง สิ่งที่โดดเด่นนอกจากนั้นในเรื่องของดีไซน์ภายนอกก็มีทั้งกระจังหน้ารูปทรงคล้ายเพชรที่ทำให้นึกถึง Hyundai Sonata, ไฟหน้าทรงเหลี่ยม, ไฟท้ายทรง H-Tail, สปอยเลอร์ท้ายรถ, แนวหลังคาที่ลาดเอียงลง ส่วนเส้นสายด้านข้างก็มีลักษณะพาดเฉียงขึ้น ตามแบบฉบับ Sensuous Sportiness ของค่ายนี้

ส่วนดีไซน์ภายในห้องโดยสารของ Hyundai Elantra 2021 นั้นก็มีทั้งมาตรวัดดิจิตัล 10.25 นิ้ว, จออินโฟเทนเมนต์ 10.25 นิ้วเช่นกัน กับการรองรับแอปเปิลคาร์เพลย์และแอนดรอยด์ออโต้ครั้งแรกในรถยนต์เซกเมนต์เดียวกัน แต่ที่เราสนใจไปมากกว่านั้นก็คือลักษณะการดีไซน์ที่โอบล้อมผู้ขับขี่ที่ไม่ต่างจากค็อกพิทของเครื่องบิน โดยทางค่าย Hyundai (ฮุนได) นั้นให้คำนิยามว่าเป็น “รังดักแด้” นอกเหนือจากนั้นยังมีแสงไฟ 64 สีที่จะมอบบรรยากาศที่ต่างออกไปตามใจชอบ

นอกจากความสะดวกสบายจาก Digital Key ที่ใช้สมาร์ทโฟนหรือการ์ด NFC ในการสั่งการได้แล้ว ยังเพียบพร้อมไปด้วยระบบความปลอดภัย อาทิ ระบบขับเคลื่อนตามช่องจราจร, ระบบป้องกันการชนด้านหน้า, ระบบตรวจจับมุมอับสายตา, ระบบช่วยเหลือการถอยเพื่อจอด เป็นต้น

ข่าวดีในอนาคตก็คือ Hyundai Elantra 2021 เตรียมผลิตรุ่นไฮบริดอีกด้วย กับเครื่องยนต์ GDI ความจุ 1.6 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 1.32 kWh มอบกำลัง 141 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 264 นิวตันเมตร ทำงานคู่กับเกียร์ดูอัลคลัตช์แบบ 6 สปีด

ส่วนสนนราคาของ Hyundai Elantra 2021 ยังไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด

ส่องความเท่ The Monkey Custom 2 รุ่นล่าสุด มาทั้งระดับตำนานและความเร้าใจ

The Monkey Custom - 1988 CHERRY EDITION ที่จะพาเหล่าสาวกย้อนกลับไปสู่สีสันสุดจัดจ้านในยุค 80s จะเห็นได้จากทั้งแฟชั่น ดนตรี วัฒนธรรม รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์ด้วย ซึ่งหากใครพอจะจดจำเจ้าตัวน้อยอย่าง Honda Monkey Z50JJ ในปี 1988 กันได้ ก็ถึงคราวต่อยอดสู่ Honda Monkey Cherry Edition กับการนำสีแดงสดราวกับผลเชอร์รี่มาเป็นเอกลักษณ์นั่นเอง

1988 CHERRY EDITION
ส่วนอีกคันมีชื่อว่า The Monkey Custom - THE CARBON BRED EDITION โดยคำว่า BRED นั้นมาจากคำว่า Black และ Red ผสมกัน โดยตัวถังรถเป็นสีแดง ส่วนถังน้ำมันเป็นสีดำลายเคฟล่า นอกจากนั้นในเรื่องดีไซน์ยังมีความหรูหราและดุดันจากลวดลายคาร์บอน พร้อมทั้งการตกแต่งตัวรถด้วยเคฟล่าหรือคาร์บอนไฟเบอร์อีกด้วย

THE CARBON BRED EDITION
1988 CHERRY EDITION มาพร้อมสนนราคาแนะนำ 104,900 บาท ส่วน THE CARBON BRED EDITION ตัวเลขราคาแนะนำอยู่ที่ 110,900 บาท ใครสนใจแวะไปโชว์รูม CUB House ทั้ง 13 สาขาทั่วประเทศกันได้

ฝัน VS ไม่ฝัน แบบไหนคือ “หลับสนิท” จริง ๆ ?

ที่เคยคิดว่าการนอนหลับโดยไม่ฝันเลย แปลว่าเราหลับสนิท จริง ๆ แล้วเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ?
ตามปกติแล้วมนุษย์เราทุกคนอาจจะนอน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน และใช้เวลาในการ “ฝัน” เฉลี่ยในแต่ละคืนราว 2 ชั่วโมง อาจจะมีทั้งฝันดีจนไม่อยากตื่น ฝันร้ายจนตื่นมาพร้อมกับเหงื่อที่แตกพลั่กไปทั่วร่างกาย หรือฝันที่เนื้อเรื่องมั่วซั่วจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

แต่ที่บางคนคิดว่า คืนไหนที่ไม่ได้ฝันเลย แปลว่าเราหลับสนิทดีสุด ๆ จริง ๆ แล้วเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ?

“ไม่ฝัน” แปลว่า “นอนหลับสนิท” ?
จริงๆ แล้วมนุษย์เราฝันขณะนอนหลับทุกคืน ย้ำว่าทุกคืน เพียงแต่ในหลายๆ คืนคุณอาจจะจำไม่ได้ว่าฝัน ฝันไหนที่เราจำได้ คือฝันที่เราตื่นในขณะที่เรากำลังฝันไปกลางเรื่อง อาจจะเป็นช่วงที่เพิ่งเข้านอนได้ไม่นาน ช่วงกลางดึก หรือช่วงกำลังจะรุ่งเช้า หากคืนไหนที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ฝันเลย อาจเป็นเพราะเรานอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ไม่ได้นอนหลับยาว ๆ จนทำให้เกิดความฝันมากกว่า

ทำไมเราถึง “ฝัน” ?
การนอนหลับของคนเรามักจะฝันอยู่เสมอ เป็นกระบวนการทางสมองที่ทำงานขณะนอนหลับ ใน 1 คืนเราไม่ได้ฝันแค่เรื่องเดียว โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละคืนเราอาจฝันได้มากถึง 4-5 เรื่อง แต่เรามักจะจำความฝันได้ไม่หมดทุกเรื่อง มักจะจำเรื่องสุดท้ายที่ฝันได้เพราะเป็นช่วยใกล้จะตื่นมากที่สุด บางคนฝันเป็นภาพสี บางคนอาจฝันเป็นภาพขาวดำ โดยทฤษฎีแล้วไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด

สาเหตุที่เราฝันยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่ความฝันไม่ได้มีขึ้นมาเฉย ๆ เพราะการที่เราฝันขณะนอนหลับเป็นการช่วยปลอบประโลมจิตใจราวกับได้ทำการบำบัดจิตด้วยตัวเองอย่างที่เราคาดไม่ถึง

ข้อดีของความฝัน
นอกจากความฝันตามความเชื่อทางไสยศาสตร์จะให้คำทำนายต่าง ๆ นานา ได้แล้ว ทางวิทยาศาสตร์เอง ความฝันก็มีประโยชน์ต่อเราเช่นกัน เราสามารถฝันได้ตั้งแต่เรื่องไร้สาระที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเราในตอนนั้น ไปจนถึงเรื่องที่เราหวาดกลัว หรือกังวลในอดีต รวมไปถึงความทรงจำอันเลวร้าย สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง แต่เราพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบกับสิ่งเหล่านั้น การที่เราฝันถึงสิ่งแย่ ๆ เหล่านี้เป็นกระบวนการทางสมองที่อยากบำบัดจิตใจของเราเองให้คุ้นชิน และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่เราหวาดกลัว เมื่อเราเปิดใจยอมรับกับสิ่งเหล่านั้นในความฝัน จิตใต้สำนึกของเราก็จะเริ่มค่อย ๆ ปรับตัว และรู้สึกหวาดกลัว หรือรู้สึกแย่ต่อเรื่องราวเหล่านั้นน้อยลงได้ ราวกับเราได้เล่าเรื่องที่เรากังวลใจให้กับจิตแพทย์ฟัง ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า ความฝัน สามารถลดอาการของโรคซึมเศร้าได้

ในขณะเดียวกันหากเราพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่พบไม่เจอไม่เห็นเรื่องราวเหล่านั้นแม้กระทั่งในฝัน เราก็อาจจะต้องพบกับเรื่องแย่ ๆ เหล่านั้นในความฝันไปเรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น คุณอาจต้องเผชิญกับภาวะฝันร้ายซ้ำ ๆ เพราะคุณยังคงไม่สามารถปล่อยวางจากเรื่องนั้น ๆ ได้ ดังนั้นหากคุณสามารถเผชิญกับสิ่งที่เราไม่อยากเผชิญในความฝันได้ คุณอาจสามารถปลดล็อกตัวเองจากสิ่งที่เรากังวล หรือความทรงจำที่เป็นบาดแผลในจิตใจลึก ๆ ของคุณได้จากการฝัน

อย่างไรก็ตาม หากเรามีความฝันที่ดี ก็สามารถช่วยสร้างความทรงจำดี สร้างบรรยากาศที่ดีหลังจากตื่นนอนได้ ส่งผลต่อจิตใจที่เบิกบานไปตลอดทั้งวันได้ด้วยเช่นกัน

ทำอย่างไรเราถึงจะ “ฝันดี” ?
แม้ว่าฝันร้ายก็สามารถส่งผลดีต่อจิตใจของเราได้ แต่ถ้าเลือกได้หลายคนคงอยากมีฝันดีมากกว่า ปัจจัยที่จะทำให้เราฝันดีไม่สามารถระบุได้ชัดเจน เพียงแต่มีปัจจัยเสริมบางอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อความฝันในค่ำคืนนั้น ๆ ได้ นั้นคือสภาพจิตใจ และความรู้สึกนึกคิดของเราเองก่อนเข้านอน ใครที่เข้านอนหลังจากได้ดู หรือได้ฟังเรื่องราวดี ๆ ก็จะมีโอกาสนอนหลับฝันดีมากกว่าคนที่ครุ่นคิดแต่เรื่องร้าย ๆ เครียด ๆ แม้กระทั่งสิ่งที่เกิดขึ้น คำที่พูด คนที่คุยด้วย เรื่องที่คุยกันระหว่างวัน ก็อาจจะมาโผล่ในความฝันของเราในค่ำคืนนั้นได้เช่นกัน

คุณภาพในการนอนก็สำคัญเช่นกัน อย่างที่บอกไปแล้วว่าการนอนหลับสนิทจะทำให้เราฝันได้ ดังนั้นการเตรียมตัวให้ร่างกาย และสมองผ่อนคลายอย่างเต็มที่ จึงจะช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาบน้ำอุ่น หรือแช่น้ำอุ่นให้สบายตัว
ดื่มน้ำ หรือนมอุ่น ๆ
ปรับอากาศในห้องนอนให้สบาย ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป ให้ตัวแห้งไม่มีเหงื่อตลอดคืน
งดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด รวมถึงงดการดูทีวีก่อนเข้านอน
ปิดไฟในห้องนอนให้มืด หรือมีเพียงแสงไฟสลัว ๆ
ปิดเพลง หรือเปิดเพียงเพลงเบา ๆ ที่เป็นเพลงช้าฟังสบาย
จุดเทียนหอม หรือฉีดสเปรย์ที่มีกลิ่นหอมที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย เช่น กลิ่นของดอกลาเวนเดอร์
หากหลับตานอนเฉยๆ ไป 15-30 นาทีแล้วยังไม่ง่วง ให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเบาๆ ก่อนจนกว่าจะง่วง เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ (ยังคงงดเว้นจากทีวี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)
ช่วงหลับตานอน ให้นึกถึงเรื่องดี ๆ ที่เราอยากฝันถึง

หากสุดท้าย ทำทุกวิธีแล้วยังคงมีปัญหาในการนอนหลับอยู่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำ sleep test วิเคราะห์ปัญหาการนอนหลับอย่างจริงจัง ผู้เข้ารับการตรวจควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคการนอนหลับโดยตรง ที่ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 2 โซน D โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หรือแผนกโรคการนอนหลับของโรงพยาบาลทั่วไป