เชียงใหม่เที่ยวได้ทั้งปี

เชียงใหม่เป็นเมืองที่ฮิตตลอดกาล แวะเวียนไปครั้งไหนก็จะเจอที่เที่ยวใหม่ๆทุกครั้ง มีทั้งธรรมชาติป่าเขา มีร้านกาแฟเก๋ๆ มีอาหารอร่อยๆให้ได้ชิมอย่างไม่รู้เบื่อ เชียงใหม่จึงเหมาะเป็นทริปฉลองปีใหม่ที่สุด

1.ที่พัก โรงรมที่เชียงใหม่ ที่มาแรงที่สุดช่วงนี้น่าจะเป็น โรงแรมศิลป์ ( SYN Boutique Hotel ) SYN Boutique Hotel ( อ่านว่าโรงแรมศิลป์ ) ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ ห่างจากย่านนิมมานเหมินทร์ไม่ถึง 1 กิโลเมตร ไปไหนมาไหนสะดวก แต่จุดหลักๆของโรงแรมนี้ที่ชอบคือที่นี่เป็นโรงแรมสไตล์มินิมอล รักงานศิลปะ งานคราฟ์ งานถ่ายภาพ ภาพรวมของโรงแรมที่ออกมาคือเก๋ เท่ สวยงามกลมกลืนกันไปหมด คนชอบถ่ายรูปต้องหลงรัก

Concept ของโรงแรมที่แฟร์สำหรับผู้บริโภคอย่างเรามากก็คือ

เข้าพักที่นี่ได้ 24 ชั่วโมง เช็คอินเวลาเท่าไหร่ก็เช็คเอาท์เวลานั้นในวันรุ่งขึ้น อยู่กันเต็มๆ 24 ชั่งโมงไปเลย
Breakfast anywhere anytime (ตั้งแต่ 6.00-22.30 น. ) จะทานที่ไหนตรงไหนตอนไหนได้หมดเลยค่ะ เหมาะมากกับคนตื่นสายลงไปทานบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าไม่เคยทัน
Free mini bar ในห้อง คุณแม่บ้านจะมาเติมให้ทุกวันที่เข้าพัก
มี Workshop งานศิลปะให้ทำเพลินๆ มีทั้งฟรีและจ่ายตังค์เพิ่มลองสอบถามดูที่ concierge ดูนะคะ
มีงานแสดงศิลปะอยู่บริเวณ Lobby ให้ชมหมุนเวียนไป

2. ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ดอกนางพญาเสือโคร่งจะ บานปีละครั้งในช่วงต้นเดือนมกราคมของทุกปี เชียงใหม่มีจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งยอดฮิตที่ให้ชมหลายแห่ง ถ้ามีโอกาสควรมาเห็นกับตาซักครั้ง

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ตั้งอยู่บนดอยอินทนนท์ไม่ไกลจากขุนวาง เป็นที่แรกที่ดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานก่อนที่อื่นใด
ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ มาที่นี่นอกจากจะได้ชมแปลงพืชผักไม้ผลเมืองหนาวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาลี่ พลัม ท้อ แนคตารีน หรือสตรอเบอร์รี่
ขุนช่างเคี่ยน หรือสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เส้นทางเดียวกับ พระธาตุดอยสุเทพ
ดอยอ่างข่าง ที่นี่สวยและโรแมนติกมาก
ดอยค้ำฟ้า ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว อยู่ในความดูแลของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,834 เมตร ดอยค้ำฟ้ามีป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ มีลำธารน้ำตก มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม
ดอยแม่ตะมาน หรือ สันป่าเกี๋ยะ ตั้งอยู่ในหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว และ บางส่วนของตำบล กึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ หน่วยย่อยแม่จอนหลวง หรือ แม่จอนหลวง ตั้งอยู่เส้นทางเดียวกับขุนวางตั้งอยู่ห่างกันประมาณ 7 กิโลเมตร
ขุนแม่ยะ ตั้งอยู่ในความดูแลของหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ

3. เที่ยวสวนดอกไม้ ช่วงนี้เชียงใหม่กำลังฮิตไปถ่ายรูปที่สวนดอกไม้กัน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริมซึ่งไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่เลย ก่อนไป เสื้อผ้า หน้าผมต้องพร้อม แล้วเราจะสามารถมีรูปอัพรูปลงโซเชียลอวดชาวโลกได้อีกเป็นเดือน

ชื่นชมระบบจัดการของชุมชนนี้มากค่ะ กระจายรายได้ให้ทุกคนในชุมชนอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นรถรับ-ส่งตามสวนเที่ยวละ 10 บาท ขนมที่เสริฟ์ในสวน หรือแนะนำให้ไปเที่ยวสวนเพื่อนบ้านด้วยไม่มีการแย่งลูกค้ากัน

4.อาหารเมือง แนะนำร้าน กิ๋นลำกิ๋นดี ร้านอาหารพื้นเมืองสุดเก๋ ตั้งอยู่ที่ ถนน นิมมานเหมินท์ ซอย 9 ตัวร้านตกแต่งง่ายๆออกแนวฮิบๆในร้านมีโต๊ะให้นั่งไม่มาก เมนูอาหารแน่นอนเน้นอาหารเหนือ มีทั้งแบบชุด ชื่อชุดสวัสดีเจ้า ที่รวมทุกอย่างไว้ทั้งน้ำพริก ไส้อั่ว แคบหมู หมูทอด ผักสด และแบบจานเดี่ยว

5. ร้านกาแฟ เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีร้านกาแฟเยอะที่สุดแล้วเท่าที่เคยเห็นมา มีร้านกาแฟสวยๆเยอะมาก
Cafe Landin (ลานดิน) เป็น 1 ร้านที่ได้แวะไป แวบแรกที่เห็นดูเป็นโรงเรือนกระจกเหมือนโรงเพาะชำอะไรซักอย่างค่ะ ที่นี่ ก่อสร้างโดยใช้แผ่นพอลิคาร์บอเนตซึงช่วยนำแสงจากธรรมชาติเข้ามาสู่อาคาร ทำให้ภายในอาคารดูโล่งและปลอดโปร่ง ดูแล้วสบายตา ภายนอกมองดูเหมือนร้อนแต่เมื่อเดินเข้ามาในร้านก็ไม่ได้ร้อนอย่างที่คิดค่ะ
ปล. ขนมและกาแฟอร่อยมาก และราคาสมเหตุสมผลจับตัองได้ค่ะ

สำหรับท่านที่ยังคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวไหนดี เชียงใหม่น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่หนึ่งเลยนะคะ แต่ถ้ายังไม่ถูกใจลองเข้ามาดูหมวดท่องเที่ยวที่ Kaidee เรามีที่เที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้คุณเลือกเพียบ ดูเลยค่ะ

อยากมีบ้าน ต้องได้บ้าน : มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอสังหาฯ มาถึงแล้ว!

ต้อนรับเรื่องดีๆ ตั้งแต่ต้นปีสําหรับคน “อยากมีบ้าน” เมื่อรัฐบาลเปิดไฟเขียวส่งมาตราการกระตุ้น
เศรษฐกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เรียกได้ว่าจัดเต็มเลยทีเดียว มาดูกันว่ามาตรการไหนมีรายละเอียดอย่างไรกันบ้าง ทีนี้ความฝันของการมีที่อยู่อาศัยดีๆ กับครอบครัวที่อบอุ่นจะอาจจะเป็นจริงได้เร็วกว่าที่คุณคิดก็ได้นะ

1. มาตราการภาษีเพื่อส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีบ้านหลังแรกและกระตุ้นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ นโยบายนี้จึง อนุญาตให้ผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนําค่าซื้อที่อยู่อาศัยที่เป็น อาคารพร้อมที่ดินหรือคอนโดซึ่งมีราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทไปลดหย่อนภาษีได้ แต่ขอย้ําว่าสิทธิ์ข้อนี้ เฉพาะคนที่จะซื้อบ้านหลังแรกเท่านั้นนะ

2. มาตรการลดภาระภาษีเพื่อที่อยู่อาศัย
ใครก็ตามที่กําลังมองหาบ้านหรือคอนโดในราคาเบาๆ ไม่เกิน 3 ล้านบาทแล้วล่ะก็ มาตรการนี้มีไว้
เพื่อคุณโดยเฉพาะ ซึ่งรัฐบาลเองก็ใจดี อยากให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองและเหมาะสม
กับศักยภาพของแต่ละกลุ่มคน จึงพร้อมสนับสนุนค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกิดขึ้นสําหรับบ้านใหม่สร้าง
เสร็จพร้อมอยู่ โดยลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอน (ปกติคํานวนที่ 2%) และค่าจดทะเบียนการ
จํานอง (ปกติคํานวนที่ 1%) เหลือเพียง 0.01% แต่ต้องดําเนินการในครั้งเดียวกัน

3. มาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย
ถ้าคุณมีรายได้ระดับปานกลาง (รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือน) และอยู่ในระบบฐานภาษีของ
กรมสรรพากร รัฐบาลจัดให้เลยสําหรับ โครงการ “บ้านดีมีดาวน์” ซึ่งให้การสนับสนุนเงินดาวน์
50,000 บาท แก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัย อาทิ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด คอนโด ที่สร้างเสร็จแล้ว โดยคุณสามารถ
ติดต่อเพื่อรับสิทธิ์นี้ได้ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ แต่ขอย้ําว่าสามารถใช้ได้กับบ้านใหม่
เท่านั้น...บ้านมือสองไม่ได้นะ

4. มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของ ธอส.
ใครอยากจะใช้สิทธิ์ในข้อนี้ ต้องยื่นขอสินเชื่อกับทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เท่านั้น โดย หากคุณกําลังมองหาบ้านหรือคอนโดในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ธอส. พร้อมพิจารณาอัตราดอกเบี้ย เงินกู้พิเศษให้ รวมทั้งเงื่อนไขที่ผ่อนปรน สานฝันให้คุณมีบ้านได้สมดังใจหวัง ส่วนรายละเอียดการ พิจารณาต่างๆ นั้น สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากทางธนาคาร ธอส. ทุกสาขา แต่ถ้าว่างๆ อยู่ตอน นี้ จะลองเข้ามาเลือกบ้านที่โดนใจ ในราคาตามเงื่อนไขของมาตรการข้อนี้ก่อนก็ได้นะ

“มาตรการช่วยเหลือด้านอสังหาริมทรัพย์จากรัฐบาล น่าจะทําให้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมีการ
ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563 เลยก็ว่าได้ เป็นโอกาสที่ดีสําหรับคนที่มองหาที่อยู่อาศัย หรือ
คนที่อยากจะขายบ้านมือสอง...ก็มาลงขายได้ที่ BaanKaidee ด้วยนะ”

5 ข้อเสียของสเกิร์ตรอบคัน

คนไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบการตกแต่งรถในสไตล์ของตัวเอง บางคนเลือกขอให้เซลส์ติดตั้งชุดtแต่งตั้งแต่ยังไม่ได้ออกรถเลยเสียด้วยซ้ำ ซึ่งแม้ว่าชุดแต่งเหล่านี้อาจทำให้รถดูสวยงามขึ้น แต่ก็อาจส่งผลเสียกับตัวรถได้ด้วยเช่นกัน Sanook! Auto ขอแนะ 5 ข้อเสียของการติดตั้งชุดแต่งมาฝากกัน จะมีอะไรบ้าง?

1.ชุดแต่งส่งผลให้หลักอากาศพลศาสตร์แย่ลง

ชุดแต่งที่วางจำหน่ายแทบทั้งหมดในตลาด ถูกออกแบบเน้นความสวยงามเป็นหลัก จึงอาจทำให้การไหลผ่านอากาศขณะขับขี่แย่ลง พูดง่ายๆ คือ ต้านลมมากขึ้นนั่นเอง ทำให้รถกินน้ำมันมากขึ้นในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง บางครั้งอาจทำให้เกิดเสียงรบกวนได้ด้วย เนื่องจากการไหลเวียนของอากาศที่ผิดแปลกไป

ซึ่งการออกแบบชุดแต่งที่ดี และเพิ่มประสิทธิภาพแอโร่ไดนามิคนั้น จะต้องมีการทดสอบในอุโมงค์ลม เพื่อทำให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานใกล้เคียงกับตัวรถเปล่าๆ มากที่สุด หรือไปช่วยเพิ่มแรงกด (Downforce) อย่างเหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน

2.อาจถูกเจาะชิ้นส่วนตัวถังโดยไม่รู้ตัว

การติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งลงบนตัวรถ หากไม่ได้เป็นชุดแต่งที่ออกแบบโดยผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ ช่างจำเป็นต้องมีการเจาะตัวรถเพื่อยึดชุดแต่ง หากเป็นการเจาะกันชนที่เป็นวัสดุไฟเบอร์คงไม่เท่าไหร่ เพราะหากเกิดความเสียหายยังสามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย แต่หากเป็นการเจาะตัวถังที่เป็นเหล็ก ก็อาจทำให้เกิดสนิมในระยะยาวได้

3.ตัวรถมีโอกาสเสียหายมากขึ้น

การติดตั้งชุดแต่งจำพวกสเกิร์ตหรือสปอยเลอร์ จะทำให้ระยะห่างจากพื้นลดลง โอกาสที่จะถูกครูดกับสิ่งต่างๆ บนท้องถนนก็มีมากขึ้น หากมีการโหลดเตี้ยด้วย ก็จะทำให้การขึ้นคอสะพานหรือไต่ทางชัน ทำได้ลำบากขึ้นด้วยเช่นกัน

4.ประกันอาจไม่คุ้มครองความเสียหาย

โดยปกติแล้ว หากติดตั้งชุดแต่งเพิ่มเติมภายหลังจากทำประกันรถยนต์ บริษัทประกันมีสิทธิ์ที่จะไม่คุ้มครองความเสียหายของชุดแต่ง ดังนั้น ควรแจ้งบริษัทประกันเมื่อมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมลงบนตัวรถ

5.ราคาขายต่อตกกว่าปกติ

แม้ว่าอุปกรณ์แต่งรถจะมีมูลค่านับแสนบาท แต่การขายรถมือสองที่ผ่านการตกแต่งแล้วนั้น มักได้ราคาเท่ากับหรือต่ำกว่ารถเดิมๆ ที่ไม่ผ่านการตกแต่ง รถแต่งที่ได้ราคาขายต่อสูงกว่ารถเดิมๆ ต้องแต่งได้สวยจริงจนกลายเป็นที่ต้องการของตลาด และต้องขายให้กับผู้ที่ชื่นชอบรถแต่งด้วยกันเท่านั้น

เห็นไหมครับว่าการแต่งรถนั้น แม้ว่าจะทำให้เราได้รถที่สวยงามตามที่เราต้องการ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยข้อเสียบางประการที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงด้วย

เทคนิคการจัดหิ้งพระในบ้าน

บ้านแต่ละหลังย่อมมีหิ้งพระ หรือมากกว่านั้นอาจจะมีหิ้งเทพ หิ้งรูปบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แต่ก็ยังพบปัญหาว่าหลายคนไม่ทราบว่าควรจัดวาง ตั้งหิ้งพระไว้บริเวณใดของบ้านถึงเหมาะสมและเป็นมงคลกับชีวิต รวมถึงอาจเผลอวางหิ้งพระผิดที่ผิดทางจนเกิดความไม่เป็นมงคลได้ เราเลยรวบรวมคำแนะนำเรื่องการจัดหิ้งพระให้เหมาะสมและเป็นมงคลต่อเจ้าของบ้าน

การจัดหิ้งพระในบ้านอย่างไร ให้เป็นสิริมงคลกับเจ้าของบ้าน

หมั่นดูแลหิ้งพระให้สะอาดอยู่เสมอ หลายจุดในบ้านเจ้าของบ้านให้ความสำคัญแต่บางครั้งหลงลืมตำแหน่งของหิ้งพระ ดังนั้นต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาดองค์พระหรือรูปเทพ เพราะหากองค์พระหรือรูปเทพมีฝุ่นจับเชื่อว่าจะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย นอกจากนั้นควรหมั่นเปลี่ยนน้ำ ดอกไม้ในแจกันบูชาเพื่อให้ชีวิตของคนในบ้านสดชื่น แจ่มใสอยู่ตลอดเวลา
เลือกตำแหน่งที่สงบ หิ้งพระควรตั้งอยู่ในพื้นที่ๆ สงบ ไร้เสียงรบกวน จอแจ เช่นบางบ้านประดับหิ้งพระไว้บริเวณประตูเข้า-ออก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าคนในบ้านจะพบแต่ความวุ่นวาย
หิ้งพระไม่ควรติดตั้งผนังเดียวกับห้องน้ำหรือห้องครัว รวมถึงไม่ควรหันหน้าหิ้งบูชาไปตรงกับประตูห้องน้ำหรือห้องครัว เพราะจะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย มีเรื่องขัดแย้งหรือเงินทองรั่วไหล
หิ้งพระบนหลังตู้ควรสูงกว่าศีรษะ หากคุณพักอาศัยในคอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์หิ้งพระควรอยู่สูงกว่าศีรษะเพราะมันเกี่ยวพันกับความเจริญก้าวหน้า อาชีพการงาน
ห้องพระคือห้องพระ ห้องพระก็คือห้องสำหรับตั้งบูชาพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว เราอย่าใช้ห้องพระไว้เก็บข้าวของชนิดอื่นๆ รวมทั้งห้องพระไม่ควรอยู่ติดกับห้องน้ำหรือมีประตูตรงกับห้องน้ำ
หิ้งพระไม่ควรตั้งอยู่ปลายเตียง หากไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรตั้งหิ้งบูชาไว้ในห้องนอน เนื่องจากเราอาจมีกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าหิ้งพระเช่นการเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือการร่วมหลับนอนของคู่สามี-ภรรยา อีกทั้งยังไม่ควรหันหน้าหิ้งพระไปยังทิศที่เตียงตั้งอยู่ด้วย
ห้องรับแขกไม่ใช่ที่ตั้งของหิ้งบูชา อย่างที่บอกว่าหิ้งพระควรตั้งอยู่ในห้องที่ค่อนข้างมีบรรยากาศสงบ
บนหิ้งพระควรมีองค์พระหรือองค์เทพเป็นจำนวนเลขคี่
หลีกเลี่ยงการตั้งหิ้งบูชาไว้ใต้คาน เพราะหมายถึงดวงชะตาของเจ้าของบ้านอาจถูกกดทับ และมักมีเรื่องให้ปวดหัวอยู่เสมอ
หิ้งพระควรตั้งอยู่ในมุมที่เป็นสัดส่วน ไม่ใช่เมื่ออยู่นอกบ้านแล้วสามารถมองเห็นหิ้งพระในบ้านอย่างชัดเจน เช่นนั้นถือว่าไม่ดี

นอกจากนี้ยังมีทิศต้องห้ามไม่ให้เจ้าของบ้านตั้งหิ้งพระอีกด้วย มาดูกันว่าคุณเกิดปีไหนและห้ามไม่ให้ตั้งหิ้งพระตรงไหน

เจ้าของบ้านเกิดปีไหนและห้ามไม่ให้ตั้งหิ้งพระตรงไหน

เจ้าของบ้านเกิดปีชวด ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะจะส่งผลให้เจ้าบ้านเกิดอันตราย จนอาจถึงขั้นเสียชีวิต
เจ้าของบ้านเกิดปีฉลู ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้เจ้าบ้าน เกิดการเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน
เจ้าของบ้านเกิดปีขาล ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้ผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัวเกิดอันตราย
เจ้าของบ้านเกิดปีเถาะ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาไปทางทิศตะวันออก จะส่งผลให้เกิดความสูญเสียคนในบ้านจะเสียชีวิต
เจ้าของบ้านเกิดปีมะโรง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดการเสียหายทั้งชายและหญิง
เจ้าของบ้านเกิดปีมะเส็ง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชา หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะจะส่งผลให้คนในครอบครัวมีความยุ่งยากที่สุดจนหาความสงบสุขไม่ได้
เจ้าของบ้านเกิดปีมะเมีย ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศใต้ จะส่งผลให้เกิดเรื่องราวอัปมงคลขึ้นภายในบ้าน
เจ้าของบ้านเกิดปีมะแม ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะจะส่งผลให้ครอบครัว เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
เจ้าของบ้านเกิดปีวอก ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพราะจะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ กับสมาชิกเพศชายในครอบครัว
เจ้าของบ้านเกิดปีระกา ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเพราะ จะทำให้ความทุกข์โศกมาเยือนครอบครัวจนต้องร้องให้อยู่เสมอ
เจ้าของบ้านเกิดปีจอ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะจะส่งผลร้ายให้สมาชิกในครอบครัวอย่างมาก ถึงขั้นเสียชีวิตได้
เจ้าของบ้านเกิดปีกุน ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพราะจะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ในครอบครัวอยู่ตลอด เสียเงินเสียทองขึ้นโรงขึ้นศาล

ได้หลักการจัดหิ้งพระแบบง่ายๆ กันไปแล้ว ก็ลองตรวจเช็คดูนะคะว่าเราวางถูกต้องแล้วหรือยัง แต่ถ้าที่บ้านยังขาดพระมาบูชาเพื่อเสริมสร้างเป็นสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัว มาที่ Kaidee เลย มีพระให้เช่าบูชามากมาย

รู้เท่าทัน…โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า เป็นโรคหนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตของคนเรา เหมือนกับโรคทางกายอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นนั้นจะเป็นคนอ่อนแอ ล้มเหลว หรือไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพียงการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นได้โดยมีสาเหตุ เช่น การสูญเสีย การหย่าร้าง ความผิดหวัง และเกิดได้เองโดยไม่มีสาเหตุใดๆ ซึ่งในปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษาหายได้ด้วยการใช้ยา การรักษาทางจิตใจ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน

“ซึมเศร้า” ทางการแพทย์ หรือ Clinical depression หมายถึง ภาวะซึมเศร้าที่มีมากกว่าอารมณ์เศร้า และเป็นพยาธิสภาพแบบหนึ่งที่พบได้ในหลายๆ โรคทางจิตเวช โดยเฉพาะโรคทางอารมณ์ คือ โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder หรือ Depressive Episode) และ โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) โรคทางอายุรกรรมบางโรค สารยาบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้าที่รุนแรงได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้า
สาเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยก็คือ การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม, ทางสภาพจิตใจ, ประจวบกับการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย

โรคซึมเศร้าเกิดจากความเครียด แต่ทั้งนี้คนที่ไม่มีญาติเคยป่วยก็อาจเกิดเป็นโรคนี้ได้ มักพบว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีความผิดปกติของระดับสารเคมี ที่เซลล์สมองสร้างขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของอารมณ์
สภาพทางจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดู ก็เป็นปัจจัยที่เสี่ยงอีกประการหนึ่งต่อการเกิดโรคซึมเศร้าเช่นกัน คนที่ขาดความภูมิใจในตนเองมองตนเองและโลกที่เขาอยู่ในแง่ลบตลอดเวลา หรือเครียดง่ายเมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสป่วยง่ายขึ้น
การเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย เช่น หากชีวิตพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ต้องเจ็บป่วยเรื้อรัง ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้

อาการของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้ามีอาการรู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ
ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต
น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป
นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ
คนที่เป็นโรคซึมเศร้า จะรู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง
อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง
กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย

ถ้าหากคุณมีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ คุณอาจจะกำลังเป็น "โรคซึมเศร้า" หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ในญาติของท่าน ก็เพิ่มการป่วยโรคนี้กับสมาชิกอื่นในบ้าน แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นกันทุกคน

การรักษาโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้า สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการรักษาทางจิตใจ และการรักษาด้วยยาหลายชนิด โดยที่แต่ละคนอาจตอบสนอง ต่อการรักษาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องการการรักษาหลายอย่างร่วมกัน การรับประทานยาจะทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว ในขณะที่การรักษาทางจิตใจจะช่วยให้คุณเหมือนมี “ภูมิคุ้มกัน” สามารถต่อสู้กับปัญหาที่จะย่างกรายเข้ามาได้ดีกว่าเดิม ส่วนใหญ่แล้วการรักษาโรคซึมเศร้า ไม่จำเป็นต้องมานอนรักษาในโรงพยาบาลแต่อย่างไร เมื่ออาการของโรครุนแรง จนอาจมีอันตรายจากการพยายามฆ่าตัวตาย หรือผู้ป่วยไม่สามารถกินยาได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจให้การรักษาด้วยไฟฟ้า แต่จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น

1. การรักษาทางจิตใจของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

มีวิธีรักษาทางจิตใจอยู่หลายรูปแบบ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจเป็นการ ”พูดคุย” กับจิตแพทย์ 10 ถึง 20 ครั้ง อันจะช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหา และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการเปลี่ยนมุมมองกับแพทย์ การรักษาทางพฤติกรรมจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับความพอใจ หรือความสุขจากการกระทำของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนำไปสู่ความซึมเศร้าด้วย

การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษารูปแบบแรกมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาระหว่าง ผู้ป่วยกับคนรอบข้างที่อาจ เป็นสาเหตุและกระตุ้นให้เกิดความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในแง่ลบกับตนเอง

ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นำมารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหาปัญหาข้อขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง มีอาการกำเริบซ้ำๆ จะต้องการการรักษาด้วยยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด

2. รักษาโรคซึมเศร้าด้วยการใช้ยา

ในปัจจุบันยารักษาโรคซึมเศร้าแบ่งออกได้หลายกลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมีและวิธีการออกฤทธิ์ คือ

กลุ่ม tricyclic (คือยาที่มีโครงสร้างทางเคมีสามวง)
กลุ่ม monoamine oxidase inhibitors เรียกย่อๆ ว่า MAOI
กลุ่ม SSRI (serotonin-specific reuptake inhibitor)

ซึ่งแต่ละกลุ่มมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ประสิทธิภาพการรักษาเท่าเทียมกัน แพทย์อาจเริ่มจ่ายยากลุ่มใดแก่ผู้ป่วย ก่อนก็ได้เพื่อดูผลตอบสนอง เนื่องจากเราไม่อาจทราบก่อนได้เลยว่า ผู้ป่วยคนใดจะ”ถูก”กับยาชนิดใด แล้วแพทย์จะค่อยๆปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับอาการต่อไป

ยารักษาโรคซึมเศร้าออกฤทธิ์โดยปรับระดับสารเคมีในสมองให้สมดุล เป็นการรักษาโรคโดยตรง มิใช่เป็นเพียงยาที่ทำให้ง่วงหลับ จะได้ไม่ต้องคิดมากเช่นที่คนมักเข้าใจผิดกัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักต้องการหยุดกินยาเร็วกว่าที่ควรเป็น ข้อสำคัญและพึงปฏิบัติที่สุดก็คือ การกินยาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าแพทย์จะบอกให้ท่านหยุด ถึงแม้ว่าจะรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ตามยาบางตัวต้องค่อยๆลดขนาดลง เพื่อให้โอกาสร่างกายปรับตัว ไม่ต้องกังวลว่า ยารักษาโรคซึมเศร้าเป็นยาที่กินแล้วติดหยุดยาไม่ได้อย่างไรก็ตาม ก็เช่นเดียวกับการรักษาโรคอื่นๆ แพทย์อาจให้ตรวจวัดระดับยาให้ถูกต้องกับอาการเป็นระยะๆ

สิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยงก็คือ การซื้อยากินเองจากร้านขายยา ยืมยาจากเพื่อน หรือกินยาจากแพทย์ท่านอื่นปนกับโรคซึมเศร้า โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน เช่นเดียวกับแพทย์คนอื่นหรือหมอฟันด้วยว่า ท่านกำลังกินยารักษาโรคซึมเศร้าอยู่ อย่าวางใจว่า เป็นแค่ยาพื้นบ้านธรรมดา คงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงอะไรร้ายแรง การดื่มแอลกอฮอล์จากเหล้า เบียร์ หรือไวน์ จะลดประสิทธิภาพของยาลง

ยานอนหลับหรือยาลดความกังวล ไม่ใช่ยาที่สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้โดยลำพัง อย่างที่กล่าวแล้ว แม้ว่าบางครั้งแพทย์จะสั่งใช้ยาชนิดนี้ควบคู่ไปกับยารักษาโรคซึมเศร้า เพื่อบรรเทาอาการกังวลในระยะต้นของการรักษา และไม่ควรใช้ยากระตุ้นประสาทหรือยาม้าเพื่อหวังผลให้หายเพลียเพียงชั่วครั้งชั่วคราว
***ควรถามแพทย์ทุกครั้งที่ท่านมีปัญหาที่เกิดจากยา หรือเกิดปัญหาที่คิดว่าอาจเกิดจากยา
ผลข้างเคียงของยารักษาโรคซึมเศร้า
ยารักษาโรคซึมเศร้า มีผลข้างเคียงอยู่บ้างกับผู้ใช้บางคนอันอาจก่อความรำคาญ แต่ไม่อันตราย อย่างไรก็ตามเมื่อรู้สึกว่ามีผลข้างเคียงของยาเกิดขึ้น กรุณาแจ้งให้แพทย์ทราบ ผลข้างเคียงต่อไปนี้มักเกิดจากกลุ่มยา tricyclics ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ถูกสั่งใช้บ่อยที่สุด และเราได้แนะนำวิธีบรรเทาผลข้างเคียงไว้ท้ายข้อแล้วดังนี้

ปากแห้งคอแห้ง - ดื่มน้ำบ่อยๆ เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล รักษาสุขภาพช่องปากให้ดี
ท้องผูก - กินอาหารที่มีกาก หรือมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ ผักผลไม้ เช่น ส้มโอ มะขาม มะละกอ
ปัญหาการถ่ายปัสสาวะ - อาจมีการถ่ายปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งเช่นเคย อาจใช้มือกอหน้าท้องช่วยและปรึกษาแพทย์
ปัญหาทางเพศ - อาจมีปัญหาขณะร่วมเพศได้บ้าง ซึ่งปรึกษาแพทย์ได้
ตาพร่ามัว - อาการนี้จะหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องตัดแว่นใหม่
เวียนศีรษะ - ลุกจากเก้าอี้ หรือเตียงช้าๆ ดื่มน้ำมากขึ้น
ง่วงนอน - อาการอาจหายไปเอง อย่าพยายามขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักร หากง่วงมากในช่วงเช้าให้เลื่อนยามื้อก่อนนอนมากินหัวค่ำกว่าเดิม

สำหรับกลุ่ม SSRI อาจมีผลข้างเคียงที่ต่างออกไป ดังต่อไปนี้

ปวดศีรษะ - อาจมีอาการสักช่วงหนึ่ง แล้วจะหายไป
คลื่นไส้ - มักเป็นเพียงชั่วคราว
นอนไม่หลับหรือกระวนกระวาย - พบได้ในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์แรก ของการกินยา หากคงอยู่นานควรปรึกษาแพทย์

การเตรียมตัวรับมือกับโรคซึมเศร้า
โดยปกติเท่าที่มีการพบข้อมูลขณะทำการรักษา พบว่า ผู้ที่มีเกณฑ์จะเป็นโรคซึมเศร้ามักจะเริ่มเป็นตอนช่วงอายุ 25 ปี หลังจากนั้นก็จะเกิดอาการซึมเศร้าต่อเนื่องไปเป็นระยะยาว ถึงแม้ว่าจะมีการเข้ารับการรักษาแล้ว แต่ก็ยังต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด การเป็นโรคซึมเศร้าก็จะมีความคล้ายคลึงการเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคความดัน ที่ถึงแม้จะไม่มีอาการให้เห็นแล้ว แต่ก็ต้องทานยาควบคุมไม่อาการกำเริบได้

แต่ข้อดีของการเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ตรงที่เมื่อเข้ารับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ บางคนมีสติปัญญาที่ดีขึ้น เป็นคนเก่ง ในบางรายสามารถเรียนได้ถึงในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก บางรายก็เป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นคนที่สามารถประสบความสำเร็จในสังคมได้

ฉะนั้น เมื่อพูดถึงการรักษา หากผู้ป่วยรับประทานยาจนครบแล้ว แพทย์ที่ทำการรักษาก็จะให้หยุดยา และยังต้องคอยเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากว่ามันอาจจะกลับเป็นซ้ำอีกได้ อย่าง โรคมะเร็ง ที่เมื่อได้ฆ่าเชื้อมะเร็งให้หมดไปแล้ว แต่ก็ต้องเฝ้าดูว่าจะกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำอีกได้รึเปล่า โรคซึมเศร้าก็เช่นกัน

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในผู้ชาย
ว่ากันว่าจำนวนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เป็นผู้ชายจะพบได้น้อยกว่าผู้หญิง แต่น่าแปลกที่อัตราการฆ่าตัวตายในผู้ชายมีมากกว่า ซึ่งเมื่อเพศชายป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจก็มีสูงมาก ส่วนใหญ่มักใช้ยาเสพติดและเครื่องที่มีแอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาภาวะซึมเศร้านั้น บางรายก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้หนัก ถึงแม้จะหงุดหงิดง่าย โกรธง่าย แต่ก็ไม่เคยท้อแท้ หรือสิ้นหวังเลยแม้แต่น้อย จึงเป็นการยากที่แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้ได้ ทั้งที่รู้กันอยู่แล้วว่าผู้ป่วยมักจะปฏิเสธการรักษาอยู่เสมอ

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในผู้หญิง
จากตรวจพบก็ทำให้รู้ว่าในผู้หญิงนั้นเป็นโรคซึมเศร้าในจำนวนที่มากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน อาทิ มีประจำเดือน , การตั้งครรภ์ , ภาวะหลังคลอด หรือการเข้าสู่วัยทอง อีกทั้งในชีวิตของพวกเขายังจะต้องรับผิดชอบในหลายๆ อย่าง ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ทำให้เกิดความเครียด ในการรักษาก็ทำได้แค่ให้เข้ากำลังใจและทำความเข้าใจกับผู้ป่วยให้มากที่สุด

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในเด็ก
ไม่ใช่แค่วัยผู้ใหญ่เท่านั้นที่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า แต่ในเด็กโอกาสที่จะเกิดโรคนี้ก็มีเช่นกัน อาการที่สังเกตเห็นได้ในเด็กเล็ก อาทิ ไม่ไปโรงเรียน , แกล้งทำเป็นป่วย , ติดพ่อแม่ หรือเป็นกังวลกลัวว่าพ่อแม่จะเสียชีวิต ส่วนในเด็กโตก็จะมีอาการเงียบ ไม่ยอมพูดยอมจา , มักมีปัญหาที่โรงเรียน , มองโลกในแง่ร้าย

ซึ่งการวินิจฉัยโรคซึมเศร้าในเด็กนี้ก็ทำได้ยากเช่นเดียวกัน เนื่องจากอารมณ์ของเด็กมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ฉะนั้น พ่อแม่ที่อยู่ใกล้ชิดต้องคอยเป็นผู้สังเกตว่าพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าเกิดมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นและเป็นไปตามอาการของโรคซึมเศ้รา ก็ควรจะเดินทางไปพบกุมารแพทย์เพื่อคำปรึกษาและส่งตัวเด็กเข้ารับพิจารณาการรักษา

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุ
แล้วการเข้าสู่วัยทองนั้นมักทำให้อารมณ์ผกผันไม่เป็นปกติ ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนวัยนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ใช่เสียทั้งหมด เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการออกทางกายซะมาก โดยตัวยาที่ใช้ก็จะมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน หากส่งตัวเข้ารับการวินิจฉัยและรักษา ก็จะทำให้การใช้ชีวิตของผู้ป่วยในวัยนี้มีความสุขอย่างแน่นอน

วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า

อย่านำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน
อย่าตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ยาก หรือเข้าไปแบกความรับผิดชอบมากๆ
พยายามย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก เลือกทำที่สำคัญกว่าก่อน แล้วทำให้เต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้
อย่าคาดหวังกับตนเองมากเกินไป เพราะนั่นคือ คุณกำลังสร้างความล้มเหลว
ร่วมกิจกรรมที่คุณอาจเพลินใจ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ดูกีฬา เข้ากิจกรรมทางศาสนาหรือสังคม แต่อย่าหักโหมหรือหงุดหงิด ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างทันใจ เพราะอาจใช้เวลาบ้าง
อย่าด่วนตัดสินใจกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เช่น ลาออก เปลี่ยนงาน แต่งงาน หรือหย่า โดยไม่ปรึกษาคนอื่นที่รู้จักคุณดีและ มีมุมมองที่เป็นกลางต่อปัญหาพอ ไม่ว่าด้วยเหตุใด พยายามเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนจนกว่าอาการป่วยของคุณจะดีขึ้น
อย่าหวังว่าจะหายจากอาการซึมเศร้าแบบ “ลัดนิ้วมือเดียว” เพราะเป็นไปได้ยาก จงพยายามช่วยตนเองให้มากที่สุด โดยไม่โทษตนเองว่า ที่ไม่หายเพราะตนเองไม่พยายามหรือไม่ดีพอ
พึงระลึกว่า จะไม่ยอมรับความคิดในแง่ร้าย บอกตนเองว่ามันเป็นสวนหนึ่งของอาการของโรค และจะหายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น

ดังนั้นเราควรหากิจกรรมอื่นๆทำ หรือออกไปเที่ยว เพื่อไม่ให้เกิดโรคซึมเศร้า อาจจะไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง หรือครอบครัว หากิจกรรมผ่อนคลายทำให้มากขึ้นนอกเหนือจากงาน หาทริปเที่ยว กรุ๊ปทัวร์ ที่พักหลากหลายมากมายได้ที่ Kaidee ทั้งในและต่างประเทศ ไม่รอช้า...ออกไปเปิดหูเปิดตา ยิ้มรับสนุกกับชีวิตได้ทันที เที่ยวแล้วอย่าลืมกลับมาทำงานที่เรารักกันด้วยนะคะ

ภูมิแพ้ในเด็ก เรื่องไม่เล็กของเจ้าตัวเล็กในวัยเรียนรู้

โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจจัดว่าพบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มโรคภูมิแพ้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในเด็กหรือผู้ใหญ่ จึงเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สังคมมีความเป็นเมืองมากขึ้นมีปัญหามลภาวะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ปัญหาของโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นมากในปัจจุบันทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจในเด็กเกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ เช่นเดียวกับโรคภูมิแพ้อื่น ๆ คือ

กรรมพันธุ์ เป็นปัจจัยสิ่งที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด หากคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจหรือโรคภูมิแพ้ชนิดอื่น เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ลูกก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจมากกว่าเด็กปกติที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้
สิ่งแวดล้อม อยู่รอบตัวเด็กทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ สุนัข แมว ละอองเกสร หรือสารก่อภูมิแพ้ซึ่งเป็นอาหาร เช่น นมวัว ไข่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง แป้งสาลี อาหารทะเล หรือสารระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ เช่น ควันบุหรี่ ควันธูป มลภาวะต่าง ๆ และการติดเชื้อในระบบทางดินหายใจเช่น อาร์เอสวี rhinovirus ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งแวดล้อมอันจะเป็นสาเหตุร่วมกันในการเกิดโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจในเด็กได้

โดยโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจในเด็กที่พบบ่อยได้แก่โรคหืดและโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ซึ่งโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เป็นโรคภูมิแพ้ที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเตาะแตะ คืออายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยจึงมักเริ่มมีอาการตั้งแต่วัยอนุบาลนั่นเอง

โรคนี้เป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือ จมูก ผู้ป่วยจะมีอาการ ได้แก่ คันจมูก จาม คัดจมูก น้ำมูกไหลและอาจมีอาการร่วมของอวัยวะอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จมูกแต่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น คันตา คันในคอ หูอื้อ ร่วมด้วยได้ และใสส่วนโรคหืด เป็นโรคภูมิแพ้ที่พบได้ตั้งแต่เด็กวัยทารก ผู้ป่วยจะมีปัญหาของระบบทางเดินหายใจส่วนล่างคือ หลอดลม มีอาการได้แก่ หายใจเหนื่อย แน่นหน้าอก ไอเรื้อรังช่วงกลางคืนมากกว่ากลางวัน เหนื่อยง่ายขณะออกกำลังกายซึ่งเกิดจากการที่มีหลอดลมตีบ

การรักษาโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจเด็ก
ทั้งนี้หลักในการรักษาโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจในเด็กมีอยู่ 5 ข้อ คือ

หลีกเลี่ยงหรือควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุดตามชนิดสารก่อภูมิแพ้
การดูแลสุขภาพทั่วไป คือ การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบหมู่
การใช้ยาบรรเทาอาการ โดยการจะพิจารณาใช้ยาชนิดใดบ้างขึ้นอยู่กับอาการความรุนแรงของโรคและระยะของโรคของผู้ป่วยโดยอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ที่เป็นผู้ทำการรักษาค่ะ
ล้างหรือพ่นจมูกด้วยน้ำเกลือ หากผู้ป่วยมีอาการมีน้ำมูก คัดจมูก
การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ มีข้อบ่งชี้คือ หากหลีกเลี่ยงสารที่แพ้ไม่ได้ หรือมีอาการรุนแรงหรือใช้ยาบรรเทาอาการแล้วไม่ได้ผล

ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้หากคุมอาการของโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจได้ไม่ดี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โรคไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ โรคหืด หรือต่อมอะดีนอยด์และทอลซิลโต ภาวะนี้นำมาซึ่ง “ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ” ซึ่งอาจเป็นอันตรายทำให้สมองขาดออกซิเจนมีผลต่ออวัยวะภายในที่สำคัญเช่นสมองและหัวใจอีกด้วย

ในส่วนของโรคหืดหากปล่อยให้อาการของโรคหืดในเด็กดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสมอาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะอาการหืดกำเริบบ่อย ซึ่งการจับหืดแต่ละครั้งถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรค จนต้องขาดเรียน ลดความสามารถในการเรียนและการออกกำลังกาย การเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ และหากมีอาการหลอดลมตีบมากจะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะขาดออกซิเจนจนนำมาซึ่งภาวะการหายใจล้มเหลวเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

หากลูกมีอาการของโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกมาปรึกษาคุณหมอเพื่อจะได้รับการวินิจฉัย ประเมินความรุนแรงของโรค นำมาซึ่งการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน และยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกหายขาดจากโรคนี้ได้ หากมารักษาตั้งแต่ยังมีอาการไม่มาก

10 อะไหล่รถที่ต้องเปลี่ยนบ่อยที่สุด

การดูแลรักษารถยนต์ ถือเป็นสิ่งสำคัญของผู้ใช้รถ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น และยังช่วยให้การขับขี่มีความปลอดภัยขึ้นด้วย เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆในรถยนต์นั้น มีการสึกหรอตามการใช้งานอยู่แล้ว จึงควรเปลี่ยนเมื่อครบอายุการใช้งานของมัน

1. น้ำมันเครื่อง และไส้กรองน้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่องถือเป็นปัจจัยหลักในการหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนตามกำหนดทุกครั้ง หรือหากตรวจพบว่าน้ำมันเครื่องเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ก็สามารถเปลี่ยนก่อนกำหนดได้เลย เพราะอาจบ่งบอกว่าน้ำมันเสื่อมสภาพแล้ว
ระยะเวลาเปลี่ยน ทุกๆ 5,000 - 10,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ประเภทน้ำมันเครื่อง)
2. ผ้าเบรค
ผ้าเบรคเป็นชิ้นส่วนที่ส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง หากผ้าเบรคใกล้หมด จะมีเสียงดังเอี๊ยดเกิดขึ้นขณะเหยียบเบรค บ่งบอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนได้แล้ว หากยังดึงดันที่จะใช้ต่อแล้วล่ะก็ อาจทำความเสียหายกับจานเบรคได้ ซึ่งมีราคาแพงกว่าผ้าเบรคหลายเท่าตัวเลยล่ะ
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 50,000 - 70,000 กิโลเมตร (หากใช้งานในเมืองอายุจะสั้นกว่า)
3. แบตเตอรี่
แบตเตอรี่มีทั้งแบบแห้งและเปียก โดยแบบแห้งไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาใดๆตลอดอายุการใช้งาน แต่หากเป็นแบบเปียกนั้น จำเป็นต้องมีการเติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับอยู่เสมอเพื่อให้แบตเตอรี่สามารถเก็บประจุไฟได้อย่างเต็มที่
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 2-3 ปีแล้วแต่การใช้งาน แบตเปียกควรเช็คน้ำกลั่นอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
4. ไส้กรองอากาศ
เครื่องยนต์จำเป็นต้องได้รับอากาศบริสุทธิ์ในการเผาไหม้จำนวนมาก ดังนั้น ไส้กรองอากาศจึงเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการกรองสิ่งสกปรกในอากาศก่อนเข้าไปยังเครื่องยนต์ ซึ่งหากมีสิ่งสกปรกอุดตันเป็นจำนวนมากก็จะทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ กำลังเครื่องยนต์ลดลง
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร และเป่าทำความสะอาดทุกๆ 3,000-5,000 กิโลเมตร

5. น้ำมันเกียร์และไส้กรองน้ำมันเกียร์
ระบบเกียร์มีชิ้นส่วนประกอบที่เป็นโลหะเข้าด้วยกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติแบบทั่วไป, แบบ CVT หรือแบบ Dual-clutch ซึ่งมีการเคลื่อนที่ภายในห้องเกียร์ตลอดเวลา จึงมีอัตราการสึกหรอสูง น้ำมันเกียร์เป็นสิ่งสำคัญในการลดการสึกหรอดังกล่าว ไม่ให้ระบบเกียร์กลับบ้านเก่าไปก่อนวัยอันควร หากใช้ไปนานๆจะทำให้เกิดเศษโลหะในน้ำมันเกียร์ที่เป็นอันตรายต่อระบบเกียร์ได้

ส่วนน้ำมันเกียร์แบบ Long-life นั้น แม้ว่าผู้ผลิตจะระบุว่าสามารถใช้ได้ตลอดอายุการใช้งาน แต่ก็ควรได้รับการเปลี่ยนถ่ายบ้าง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานระบบเกียร์
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 20,000 - 40,000 กิโลเมตรแล้วแต่รุ่นรถ
6. ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง
ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงพบได้ทั้งรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินและดีเซล โดยมีหน้าที่ดักจับสิ่งสกปรกต่างๆและน้ำ ที่มากับน้ำมันที่เราเติมตามปั๊มนั่นเอง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานๆแล้ว จะทำให้ไส้กรองตัน จนแรงดันน้ำมันไปยังเครื่องยนต์ไม่พอ ส่งผลให้ครื่องยนต์มีอาการเร่งไม่ขึ้น กระตุก หรือสตาร์ทยากได้
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 2 ปีหรือ 40,000 กิโลเมตรแล้วแต่รุ่นรถ
7. หลอดไฟต่างๆ
ควรตรวจเช็คหลอดไฟต่างๆรอบตัวรถ ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า (ไฟต่ำ, ไฟสูง, ไฟหรี่), ไฟเลี้ยวทั้ง 4 มุมรวมถึงด้านข้าง, ไฟท้าย, ไฟเบรค ไฟถอยหลัง, ไฟตัดหมอก ฯลฯ ว่าติดครบทุกดวงหรือไม่ หลอดไส้แบบฮาโลเจนนั้นมีโอกาสขาดได้ง่ายกว่าแบบ Xenon และ LED มาก การขับรถผ่านทางขรุขระบ่อยๆก็อาจทำให้หลอดขาดได้ จึงควรหมั่นตรวจสอบสม่ำเสมอ
ระยะเวลาเปลี่ยน เปลี่ยนเมื่อหลอดขาด

8. สายพานไทม์มิ่ง
เครื่องยนต์ทั่วไป มีสายพานจำนวนหลายเส้นช่วยขับเคลื่อนเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ เช่น สายพานไทม์มิ่ง, สายพานคอมแอร์, สายพานเพาเวอร์, สายพานปั๊มน้ำ ฯลฯ แล้วแต่รุ่นรถ แต่หากสายพานไทม์มิ่งซึ่งเป็นสายพานหลักของเครื่องยนต์ขาดจะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์อย่างรุนแรง
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 100,000 กิโลเมตร
9. หัวเทียน
หัวเทียนส่งผลต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์ หากหัวเทียนเก่าเกินไป อาจทำให้เครื่องยนต์สะดุด ทำงานได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งหัวเทียนแบบปกติมีราคาไม่แพง สามารถซื้อหามาเปลี่ยนได้ง่าย
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 40,000 กิโลเมตร
10. ใบปัดน้ำฝน
อากาศร้อนอบอ้าวของเมืองไทย ส่งผลให้อายุการใช้งานใบปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพเร็ว ดังนั้น หากใบปัดไม่สามารถรีดน้ำได้อย่างสมบูรณ์แล้ว จึงควรรีบเปลี่ยนทันที โดยเฉพาะเมื่อเข้าหน้าฝนแบบนี้
ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 1 ปี

และสำหรับใครที่รถคันเก่าถึงเวลาต้องเปลี่ยน และมองหารถใหม่ในราคาที่ถูกลงมาอีกขั้น ลองมาเลือกรถมือสองที่ RodKaidee ได้เลย เรามีรถทุกรุ่นให้คุณเลือกในคุณภาพไม่แพ้รถใหม่ๆ ในทุกช่วงราคา

แต่งห้องนั่งเล่นยังไงให้ได้ฟีลผ่อนคลาย

ในปัจจุบันเรามักใช้ชีวิตอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หน้าจอโทรศัพท์มือถือ ภายใต้แสงฟลูออเรสเซนต์ที่อาจไม่ค่อยดีนัก จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมนักออกแบบตกแต่งภายในจึงมักแนะนำให้เราลองหันเหความสนใจไปที่สีหรือวัสดุที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติบ้าง

จะมีห้องใดดีไปกว่าห้องนั่งเล่นที่คุณควรจะได้ลุกขึ้นมาในยามเช้า และได้เห็นว่ามีธรรมชาติปกติที่อยู่ภายนอกบ้าน เข้ามาในบ้านบ้าง หรือจะลองเปลี่ยนบริเวณมุม หรือชั้นโดยแทนที่วัสดุเนื้อแข็ง โลหะด้วยต้นไม้สำหรับปลูกในบ้าน หวาย กระจูด ซึ่งมันจะทำให้มุมๆ นั้นมีบรรยากาศที่เปลี่ยนไป และนี่คือ 7 เทรนด์ที่เราอยากแนะนำ เพื่อสร้างความสุข สงบสำหรับคุณในปีถัดไป

เฟอร์นิเจอร์หวาย
การวางเฟอร์นิเจอร์หวายไว้สักชิ้นในห้องนั่งเล่นจะทำให้ห้องทั้งห้องดูน่าสนใจ เพราะเฟอร์นิเจอร์หวายจะนำมาซึ่งพื้นผิวสัมผัส พื้นที่ที่ว่างขึ้น โดยไม่ดูหนักจนเกินไป แถมยังดูทรงพลัง

สีเอิร์ธโทน
สีน้ำตาลมันกำลังกลับมา เช่นเดียวกับสีช็อกโกแลต หรือเฉดสีคาราเมล คนส่วนใหญ่มักวาดหรือเพนท์สีผนังโดยเลือกใช้สีมัสตาร์ด สีเขียวเข้ม สีแดงโคลน เฉดสีเหล่านี้จะเพิ่มความรู้สึกถึงความหรูหรา และทำให้ห้องของคุณดูมีมิติขึ้น

ผสมไม้เข้าไป
ใครบอกว่าคุณไม่สามารถมีไม้โทนสีเข้มและสีอ่อนที่ผสมผสานกันอยู่ในห้องๆ เดียวกันได้ ไม่ใช่เลย เพราะถึงอย่างไรก็ตาม การผสมผสานไม้ได้อย่างลงตัวนั้นเป็นอะไรที่คูลหรือร่วมสมัยตลอดเวลา เช่นโต๊ะกาแฟไม้ ตู้เก็บของที่ทำจากไม้ เนื่องจากของแต่ละชิ้นล้วนมีสีและลวดลายที่แตกต่างกัน

คริสตัลและหิน
การผสมกันระหว่างคริสตัลและหินนั้นไม่ใช่เทรนด์ใหม่ แต่เมื่อทั้งสองมาอยู่ร่วมกัน ด้วยความเป็นธรรมชาติของทั้งคู่นั้นจะทำให้เกิดความสงบ ไม่ว่าโดยส่วนตัวคุณจะเชื่อในพลังของหิน หรือคริสตัลหรือเปล่า แต่การได้มองดูหินหรือคริสตัลนั้นมันก็ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน แถมยังทำให้ห้องนั่งเล่นของคุณสวยขึ้น

ลวดลายธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นลายใบไม้ ลายขนนก เราเห็นสิ่งเหล่านี้อยู่ได้ในทุกๆ ที่ อย่างวอลล์เปเปอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ โคมไฟ โต๊ะตัวข้าง

ต้นไม้
แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มีต้นไม้อยู่ในบ้าน ดังนั้นลองหาพันธุ์ไม้แปลกๆ เข้ามาตกแต่งเพิ่มเติมในห้องนั่งเล่น ยิ่งมีต้นไม้ พืชสีเขียวมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้รู้สึกดีมากขึ้นเท่านั้น

วัสดุธรรมชาติ
ผู้ที่หลงใหลเรื่องการออกแบบก็มักจะจัดวางห้องของพวกเขาด้วยข้าวของที่มีพื้นผิว ผิวสัมผัสแบบธรรมชาติ เช่นพรมจากเส้นใยธรรมชาติ เก้าอี้หวาย โคมไฟที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เป็นต้น

adidas Superstar รองเท้าเหนือกาลเวลากับ 50 ปีแห่งการขับเคลื่อนโลกแฟชั่น

เป็นระยะเวลา 50 ปีแล้ว ที่รองเท้า adidas Superstar ยืนหยัดเคียงข้างผู้มีอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมแถวหน้าของโลกมากมาย เป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นนำสมัย สร้างมาตรฐานใหม่ให้รองเท้ากีฬาที่เคยโดดเด่นอยู่แค่ในสนามแข่งได้มาโลดแล่นในโลกแฟชั่นได้อย่างงดงาม และกลายเป็นไอเทมชิ้นโปรดของทั้งศิลปิน ดีไซเนอร์ นักดนตรี และนักกีฬา ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำและสะท้อนตัวตนของบุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้เสมอ

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งแรกเริ่ม adidas Superstar นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อยกระดับกีฬาบาสเก็ตบอลโดยเฉพาะ โดยทีมออกแบบของอาดิดาสประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสได้พยายามหาทางในการนำยางมาประกอบที่หัวรองเท้าเพื่อปกป้องปลายเท้าของนักกีฬาที่สวมใส่ เชื่อมกับโครงรองเท้าอันเป็นเอกลักษณ์แบบที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน และเมื่ออาดิดาสประเทศฝรั่งเศสนำรองเท้าที่มีหัวเป็นยางหน้าตาคล้ายเปลือกหอยนี้ออกสู่สาธารณะ มันก็ได้รับความนิยมถล่มทลายจนเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการรองเท้าเลยก็ว่าได้

adidas Superstar กลายเป็นที่โด่งดังในวงการบาสเก็ตบอล NBA อย่างรวดเร็วผ่านสุดยอดผู้เล่นระดับตำนานอย่าง คารีม อับดุล-จาร์บาร์ และอีกมากมาย เพราะนอกจากจะมีดีไซน์ที่แปลกใหม่จนเป็นที่ฮือฮาแล้ว ยังเป็นรองเท้าที่ส่งเสริมศักยภาพของนักกีฬาได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งซับแรงกระแทกได้มากขึ้น เพิ่มความหนึบในการยึดเกาะ และป้องกันอาการบาดเจ็บได้ดีกว่ารองเท้ารุ่นอื่นในสมัยนั้น โดยคริส เซอร์เวิร์น ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบ adidas Superstar ได้กล่าวเอาไว้ว่า “adidas Superstar ไม่ใช่แค่รองเท้าที่สวย แต่ยังช่วยให้พวกเขาเล่นได้ดีขึ้นด้วย”

ความยิ่งใหญ่ของ adidas Superstar ไม่ได้อยู่เพียงแค่ในโลกของบาสเก็ตบอลยุค 70s และ 80s เท่านั้น แต่ยังลุกลามมาถึงวงการสตรีทแฟชั่นผ่านวัฒนธรรมฮิปฮอปในมหานครนิวยอร์กด้วย และเมื่อศิลปินระดับแถวหน้าอย่าง Run DMC ใส่ adidas Superstar ขึ้นคอนเสิร์ตในสไตล์ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร ด้วยการเอาเชือกรองเท้าออกและเอาลิ้นรองเท้ามาไว้ด้านนอก adidas Superstar ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณเสรีและความมีชีวิตชีวาของวัยรุ่น รวมถึงยังเป็นเครื่องสะท้อนตัวตนของเหล่าคนเมืองและนักสเก็ตบอร์ดนับตั้งแต่นั้น และความนิยมแบบไร้พรมแดนวัฒนธรรมกั้นนั้นก็ทำให้ adidas Superstar เป็นรองเท้าที่ครองใจผู้คนทั่วโลก เป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง และเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน

ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นตัวตนของศิลปินระดับแถวหน้ามากมายที่ถ่ายทอดอยู่บนรองเท้า adidas Superstar ไม่ว่าจะเป็นลายพรางแบบ BAPE หรือสีสันจัดจ้านแบบครบสเปคตรัมของ Pharrell รวมถึง Undefeated, Bad Boy Records และคนอื่นๆ จนสามารถบอกได้ว่ารองเท้าสุดคลาสสิคอายุ 50 ปีคู่นี้นี้คือผืนผ้าใบชั้นดีที่พร้อมจะรองรับทุกความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

จากจุดเริ่มต้นในสนามบาสเก็ตบอลยุค 70s adidas Superstar ได้สร้างมรดกตกทอดเอาไว้มากมาย ระหว่างการเดินทางร่วมกับบุคคลผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทั่วโลก และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน adidas Superstar ก็จะถูกจดจำในฐานะสนีกเกอร์ระดับตำนานที่เป็นดั่งฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนวงการสตรีทแฟชั่นเสมอ

วิธิกำจัดขยะของแต่ละประเทศ

เป็นแฟนกับฉัน กฎข้อแรกก็คือห้ามทิ้ง ข้อที่สองก็คือห้ามทิ้ง
โกรธมากเลยถ้าเธอมาทิ้ง ฉันไม่ใช่ถังขยะ ฉันไม่ใช่ถังขยะ !!!
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกคนนน บรรยากาศหนาว ๆ แบบนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกสบายตัวสบายใจมากเลยหล่ะค่ะ นานแค่ไหนแล้วนะคะที่ประเทศไทยของเราไม่ได้หนาวแบบนี้ ผลกระทบต่าง ๆ ก็มาจากตัวของพวกเราเองทั้งนั้นเลย ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีปริมาณมากขึ้นนั่นเอง สาเหตุหลัก ๆ คือการใช้รถยนต์ การเผาทำลายขยะ การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก

มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเราเลยค่ะ การเรียนรู้ถึงผลกระทบและวิธีป้องกันเพื่อที่จะรักษาโลกใบนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ทุกคนควรจะตระหนักค่ะ วันนี้ผู้เขียนก็เลยจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีจัดการขยะของประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่าจัดการขยะได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกค่ะ แต่เอ้...มันจะดูน่าเบื่อเกินไปถ้าจะพูดแต่เนื้อหาวิชาการ วันนี้ผู้เขียนก็เลยจะเชื่อมโยงการแยกขยะ กับ แนวคิดแปลกใหม่ที่มีชื่อว่า Konmari method นั่นเองค่ะ

ภาพรวมของประเทศที่มีการจัดการขยะได้ดีนั้น ผู้เขียนสังเกตเห็นได้ชัดเลยค่ะว่า เกิดจากการร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชน ซึ่งภาครัฐคือส่วนสำคัญที่จะจัดการขยะเป็นอย่างมาก เนื่องจากภาครัฐเป็นผู้ที่สามารถออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้และควบคุมพฤติกรรมการทิ้งขยะ การแยกขยะ ของคนในสังคมได้นั่นเอง

ประเทศสวีเดน
วิธีการจัดการขยะ
ในปี 1940 เริ่มโครงการคัดแยกขยะ แล้วนำกลับมาใช้เป็นพลังงาน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการนำขยะกลับมาใช้ที่ล้ำหน้ากว่าประเทศอื่นเป็นอย่างมาก
โครงการแปรรูปขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า
ระบบมัดจำค่าขวดพลาสติก และ ถุงพลาสติก ซึ่งเก็บเงินจากผู้บริโภค 1.86 บาท ต่อ ถุงหนึ่งใบ หากผู้บริโภคไม่นำถุงพลาสติกไปคืนที่จุดคืน
ผลลัพธ์ที่ได้
สามารถนำขยะกลับไปใช้ได้ถึง 96%
ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภานในประเทศได้ถึง 810,000 ครัวเรือน

ประเทศเยอรมนี
วิธีการจัดการขยะ
ในปี 1996 ออกกฎหมายควบคุมขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิดขยะ อาทิเช่น ขั้นตอนการผลิต จัดจำหน่าย และบริโภค ในขั้นการผลิต ผู้ผลิตจะต้องรับผิดชอบต่อขยะบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง จึงก่อให้เกิดสัญลักษณ์ “Green Dot” ทำให้เกิดระบบเก็บขยะคู่ขนาน “Dual System” แยกขยะที่มีจุดสีเขียวใส่ถังขยะสำหรับรีไซเคิล โดยเฉพาะระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกโดยให้ผู้บริโภคส่งคืนขวดเพื่อนำไปรีไซเคิล
ผลลัพธ์
- ขยะถูกนำมารีไซเคิลถึง 66.1%
- กลายเป็นเมืองรีไซเคิลอันดับ 1 หลายปีซ้อน

ประเทศญี่ปุ่น
วิธีการจัดการขยะ
- ในปี2002 ออกกฎหมายเฉพาะตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทจะมีการคัดแยกขยะให้ถูกต้องก่อนนำไปทิ้ง
- การจัดเก็บภาษีถุงพลาสติก
- กฎหมายการรีไซเคิลต่าง ๆ
ผลลัพธ์
- ลดการทิ้งขยะจากประชากรภายในประเทศได้ถึง 40%

ประเทศบังกลาเทศ
วิธีการจัดการขยะ
ในปี2002 ออกกฎหมายห้ามผลิตและแจกถุงพลาสติก เนื่องจากเหตุการณ์ถุงพลาสติกอุดตันท่อ ทำให้เกิดน้ำท่วม
ผลลัพธ์
- ปริมาณขยะพลาสติกลดลงอย่างมาก

ประเทศอังกฤษ
วิธีการจัดการขยะ
- ในปี 2015 มีการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก ใบละ 2.14 บาท
- วางแผนนำระบบมัดจำขวดพลาสติกมาใช้ ห้ามใช้หลอดดูดพลาสติก แท่งพลาสติกคนกาแฟ ก้านสำลีแคะหู
ผลลัพธ์
- ลดงบประมาณในการกำจัดขยะได้ 60 ล้านปอนด์ !!!
- ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 13 ล้านปอนด์ !!!

ประเทศไต้หวัน (ประเทศที่ตอนนี้มาแรงมากกับการตื่นตัวต่อภาวะโลกร้อน!!!)
วิธีการจัดการขยะ
- ในปี 2018 ใช้มาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติก พลาสติกที่ใช้แล้วทิ้ง และแก้วเครื่องดื่มต่าง ๆ
- ในปี 2019 ห้ามร้านอาหารและร้านจำหน่ายเครื่องดื่มให้บริการหลอดฟรีแก่ลูกค้า
- ในปี 2030 ห้ามใช้ถุงพลาสติกอย่างครอบคลุม
- ในปี 2050 ต้องจ่ายเงินหากมีการใช้หลอดพลาสติก
ผลลัพธ์
- จะสามารถลดขยะได้อย่างมาก และ ช่วยให้ชายหาดสะอาดขึ้น

ประเทศสุดท้ายขอแถมมมมม....

ประเทศไทย
วิธีการจัดการขยะ
- ในปี2019 ตั้งเป้าลดพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำ โดยการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาทดแทน
- เลิกใช้พลาสติกประเภทถุงพลาสติกหูหิ้ว กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง และหลอดพลาสติก
ผลลัพธ์
- จะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกได้ 0.78 ล้านตันต่อปี
- ประหยัดงบประมาณจัดการขยะได้ 3,900 ล้านบาทต่อปี

เห็นมั้ยคะว่า ถ้าเราช่วยกันทุกภาคส่วน และช่วยกันแบบ Worldwide ก็สามารถช่วยหยุดภาวะโลกร้อนได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพเลยหล่ะค่ะ

ทีนี้มาพูดถึงแนวคิด Komari กันซักเล็กน้อย ให้พอเข้าใจอย่างคร่าว ๆ คือการจัดห้องตามหมวดหมู่อย่างเคร่งครัด ห้ามข้ามหมวดหมู่ โดยหมวดหมู่ที่ว่าจะเรียงตามคุณค่าทางจิตใจที่เรายึดติดต่อสิ่งของ และให้จัดแบบรวดเดียวจบไปเลยจะได้ไม่ค้างคา ช่วยรักษาโรค 'โรคสะสมของ' ของคนในยุคปัจุบันนั่นเองงงง

นอกจากนี้ ยังช่วยให้สภาพห้องและพื้นที่ในบ้านมีความสะอาดเรียบร้อย ทำให้เรามีกำลังใจในการจัดห้อง และยอมเปลี่ยนพฤติกรรมจนกลายเป็นนิสัยที่ดีได้ โดยมีหลักการง่าย ๆ ก็คือ ของที่ไม่spark joy ให้ทิ้งมันไป spark joy หมายถึง พอได้หยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาแล้วมันสามารถจุดประกายความสุขให้คุณได้ หรือ อธิบายง่ายๆก็คือ ของชิ้นนั้นทำให้เรามีความสุขค่ะ

ทีนี้มาลองเอาแนวคิด spark joy ไปต่อยอดกับการแยกขยะดูนะคะ ถ้าเรามองขยะที่เรากำลังจะทิ้งให้มันเป็น spark use !! ก็คือคิดว่าของมันมีประโยชน์นะ เอาไปใช้ได้อีกนะ mindset เราจะเริ่มเปลี่ยนค่ะ เราจะเห็นคุณค่าของสิ่งของต่าง ๆ ว่ามันมีประโยชน์ต่อผู้อื่น และมีประโยชน์ในตัวมันเอง

ถ้าคิดแบบนี้ได้ก็จะทำให้เราตระหนักถึงการแยกขยะให้ถูกต้องตามหมวดหมู่นั่นเองค่ะ!! เช่นอาหารที่เรากินเหลือ spark use ของมันก็คือปุ๋ยหมักชีวภาพ หรือ ขวดพลาสติก spark use ของมันก็คือขวดพลาสติกที่ผ่านกระบวนการแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกหลายครั้ง

นอกจากนี้ spark use ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องลงเอยที่ถังขยะอย่างเดียวนะคะ เราอย่าไปตีกรอบความคิดของ spark use ให้แคบค่ะ ความหมายที่ผู้แต่งนิยาม มันกว้างกว่านั้นค่ะ เราสามารถนำspark use ของเราไปลงขายได้ที่ Kaidee ไงคะ ของที่ไม่ใช้แล้ว ก็มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ฉะนั้นจัดบ้านด้วยวิธีการ Konmari method ก็อย่าลืมเอา spark use มาใช้ด้วยนะคะ

ก่อนจบบทความ อยากฝากให้ผู้อ่านคิดค่ะ การที่เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม เริ่มต้นจาก mindset ของเราก่อนค่ะ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะ mindset เป็นสิ่งที่กำหนดการกระทำของเราค่ะ